จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 ฝ่าบาท พระองค์ทรงทำหม่อมฉันเจ็บเพคะ

            ซ่งอี้เฉินขมวดคิ้วฟังไทเฮาพูดต่อไป “สตรีทั้งสองคนที่องค์หญิงใหญ่ส่งมาให้ หากกำจัดได้ก็กำจัด หากกำจัดไม่ได้ก็ปล่อยพวกนางไว้ที่นั่น ไม่รู้ว่านางไปหาสตรีอย่างว่ามาจากที่ใด เพียงฝึกพวกนางให้เป็นนางจิ้งจอกหว่านเสน่ห์ล่อลวงบุรุษ ไม่รู้ว่านางสุขภาพเป็นเช่นไร แม้พระมารดาขององค์ชายในอนาคตจะมิได้มาจากตระกูลที่มีชื่อเสียง ทว่าก็ไม่อาจมาจากหญิงสกปรกชั้นต่ำและสายเลือดที่ไม่ดีพวกนั้นได้”

            ซ่งอี้เฉินพยายามปฏิเสธ “เสด็จแม่ นี่เพียงแค่คัดเลือกซิ่วหนี่ว์เท่านั้น หากคิดจะเลือกอีกครั้ง เกรงว่าจะทำให้ประชาชนไม่พอใจ”

            ไทเฮาพยักหน้าตรัสว่า “อายเจียเองก็คิดถึงประเด็นนี้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ปล่อยให้คนสนิทไปจัดการ ทว่าก็ไม่อาจให้เกิดข้อผิดพลาดในเรื่ององค์ชายได้เช่นกัน วันก่อนที่งานเลี้ยงร้อยบุปผา อายเจียได้เลือกสตรีที่ดีจากตระกูลใหญ่เหมาะจะพาตัวเข้าวังหลวง”

            เป็นจริงดังคาดแล้วก็มาจริงๆ

            ซ่งอี้เฉินก้มศีรษะลงและเก็บความคิดของเขาไว้ในเงามืด

            ไทเฮาเห็นว่าองค์หญิงใหญ่ส่งสตรีให้เขา ทั้งยังเห็นเขาอยู่กับอู๋เจาหรงตลอดทั้งวันทั้งคืน นางจึงไม่พอใจอย่างยิ่ง

            ไม่รู้ว่าสตรีจากตระกูลใดที่ต้องทนทุกข์ทรมานอีก

            ขณะที่ไทเฮากำลังจะกล่าวต่อ จู่ๆ กลับมีเสียงดังมาจากนอกประตู ขันทีรีบเข้ามาทูลว่าเป็นเหยียนเฉิงเซี่ยงขอเข้าเฝ้า นางยังไม่ทันตรัสสิ่งใด เหยียนเฉิงเซี่ยงก็ก้าวมาอยู่ตรงหน้าแล้ว และเอ่ยว่า “ท่านพี่......” เมื่อเห็นซ่งอี้เฉิน เขาถึงกับแสดงสีหน้าตกตะลึงครู่หนึ่ง

            ไทเฮารีบตรัสขึ้นว่า “มีเรื่องอันใดจึงต้องรีบร้อนเพียงนี้ ไม่เห็นหรือว่าอายเจียกำลังพูดคุยกับฮ่องเต้อยู่!”

            เหยียนเฉิงเซี่ยงตอบ “พ่ะย่ะค่ะ” ก่อนจะไปยืนอยู่ด้านข้าง ในเวลานี้เขาหาได้มีความสง่างามเหมือนยามที่อยู่ในราชสำนักไม่ เวลานี้เขาเป็นเพียงน้องชายในครอบครัวทั่วไปที่กำลังถูกพี่สาวคนโตสั่งสอน

            แววตาของซ่งอี้เฉินเผยให้เห็นร่องรอยการดูถูก องค์หญิงใหญ่พูดถูกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้สูงเพียงใดก็ไม่อาจกลายเป็นหงส์ได้

            เมื่อไทเฮาเห็นว่าเหยียนเฉิงเซี่ยงลังเลที่จะพูด นางจึงหันไปทางซ่งอี้เฉินพลางตรัสว่า “เรื่องแต่งตั้งคน อายเจียได้สั่งการไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเข้าวังหลวง นี่ก็ดึกมากแล้ว ฮ่องเต้กลับไปพักผ่อนก่อนเถิด”

            ซ่งอี้เฉินโค้งคำนับแล้วออกจากตำหนักไป อย่างไรก็ตามเขายังคงอยู่ด้านนอกเดินไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้ามาจากเรือนด้านข้างเพื่อซ่อนตัวและแอบฟังอยู่เงียบๆ

            เหยียนเฉิงเซี่ยงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นตกใจอย่างยิ่ง “วันก่อนขณะที่ข้าดูแลฮูหยินและบุตรสาวนั้น มีมือสังหารลอบเข้าไปที่จวนเฉิงเซี่ยง”

            ไทเฮาตรัสอย่างร้อนใจว่า “มีมือสังหาร มีมือสังหาร เจ้าลนลานทำอันใด? เจ้าไม่อยู่ในจวนอีก หรือยังกลัวว่าจะถูกลอบสังหารหรือ?”

            “ท่านพี่ ข้ากลับไปก็รู้สึกว่าคงจะมิได้เกิดเรื่องอันใด ทว่าวันนี้ข้าไปห้องหนังสือ จึงได้รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ”

            “เล่าทุกอย่างมาให้หมด”

            “มีคนแอบเข้าไปในห้องลับที่อยู่ในห้องหนังสือเพื่อขโมยหนังสือพันธสัญญาทำลายตระกูลอวิ๋น”

            ไทเฮาตกตะลึง นางถึงกับลุกขึ้นยืนตัวตรงพร้อมตรัสถามว่า “มันถูกขโมยไปได้หรือไม่?”

            “มิได้ถูกขโมยไป หนังสือสัญญาหล่นบนพื้น คาดว่าพวกเราพบตัวได้ทันเวลาและมือสังหารไม่ทันที่จะเอามันออกไป”

            “ผู้ใดกำลังต้องการหาหนังสือสัญญานั้น?” ไทเฮาครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงถามว่า “มีองครักษ์เกราะดำเฝ้าอยู่มิใช่หรือ? มีองครักษ์เกราะดำตระกูลอวิ๋นแล้วยังปล่อยให้มือสังหารลอบเข้าไปได้อีกหรือ?”

            “มือสังหารใช้เล่ห์เหลี่ยมหลบหลีกการสอดแนมขององครักษ์เกราะดำได้ ราวกับว่าคุ้นเคยกับองครักษ์เกราะดำเป็นอย่างดี ได้ยินจากองครักษ์เกราะดำที่ต่อสู้กับเขาว่า กระบวนท่านั้นดูเหมือนจะเป็นวิชาการต่อสู้ของตระกูลอวิ๋น”

            “เป็นกระบวนท่าการต่อสู้ของตระกูลอวิ๋น!” ไทเฮาลุกขึ้นยืนทันที “หรือว่าตระกูลอวิ๋นยังมีคนรอดชีวิต?”

            “ทุกคนในตระกูลอวิ๋นถูกสังหารจนสิ้นแล้ว อวิ๋นอู๋เหยียนก็ถูกฮ่องเต้สังหารจนตาย สารเลวนั่นที่เหลือเพียงคนเดียวก็พิการทั้งมือและเท้า”

            “ตอนนั้นฉีตงหยวนอยู่ที่ใด?”

            “อยู่กับนางรำในเรือนโกวหลาน” เหยียนเฉิงเซี่ยงกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า “ฉีตงหยวนถูกพวกเราทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ยามนี้กลายเป็นคนพิการ มือขวาพอจะยกกระบี่ได้ ทว่าก็เพียงเพื่อแสดงเท่านั้น ไม่สามารถทำอันใด”

            “กัวจื่อถูเล่า?” ไทเฮาเริ่มรู้สึกคล้ายตนเองสูญเสียการควบคุม น้ำเสียงจึงอ่อนลงเล็กน้อย “คืนนั้นกัวจื่อถู อยู่ที่ใด?”

            “กัวจื่อถูอยู่ในจวน เขายิงธนูไปที่ไหล่ของมือสังหาร และช่วยชีวิตคนไว้หลายคน ทว่าขณะที่คนร้ายกำลังจะถูกจับได้ กลับมีคนเข้ามาช่วยเหลือไป!” เหยียนเฉิงเซี่ยงกล่าวพร้อมปาดเหงื่อที่หน้าผาก จากนั้นจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านพี่ ท่านว่าตระกูลอวิ๋นยังมีคนรอดชีวิตอยู่หรือไม่?”

            ไทเฮาสีหน้าเคร่งขรึม นางยกปลอกนิ้วยาวของตนฟาดไปที่โต๊ะไม้ นางแผดเสียงที่เต็มไปด้วยไอสังหาร “ตรวจสอบ ตระกูลอวิ๋นยังมีผู้ที่เหลือรอดอยู่หรือไม่ จะต้องกำจัดให้สิ้นซาก ไปสืบมาและไปที่คุกหลวงยืนยันกับเจ้าสารเลวนั่น ในเมื่อมีผู้ที่กำลังตามหาหนังสือพันธสัญญา เช่นนั้นจะต้องได้ข่าวเกี่ยวกับเจ้านั่นด้วยเป็นแน่ เราจำเป็นต้องล่อพวกมันออกมา และกำจัดทิ้งทั้งหมด”

            “เรื่องนี้ข้ารู้อยู่แล้ว!” เหยียนเฉิงเซี่ยงตอบกลับทันที

            ไทเฮาเหลือบมองเขาพลางตรัสอย่างไม่พอใจว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังตื่นตระหนกอันใดอีก?”

            “ข้า...…” เหยียนเฉิงเซี่ยงพูดไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อทราบข่าว เขาก็ตื่นตกใจโดยไม่ทราบสาเหตุ และรีบมาเข้าเฝ้าไทเฮาทันที ทว่าหลังจากบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกกังวลใจ กลัวว่าตระกูลอวิ๋นในยามนั้นจะยังมีคนรอดชีวิต

            “เจ้าอย่าลืมว่า เจ้าเป็นเฉิงเซี่ยงของแคว้นนี้” ไทเฮาถอนหายใจพลางตรัสว่า “เรื่องนี้จะจัดการอย่างไร?”

            “ฮูหยินพยายามโน้มน้าวนางแล้ว” เหยียนเฉิงเซี่ยงตอบอย่างเร่งรีบ

            ไทเฮามองเขาอย่างไม่พอใจ “ยังต้องโน้มน้าวอันใดอีก หากไม่ยอมก็ฆ่าทิ้ง เปลี่ยนคนใหม่”

            “ขอรับ ท่านพี่!”

            ซ่งอี้เฉินไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นต่อไป เขาหันหลังเดินออกจากตำหนักอี้คุน

            มีคนรู้ความลับของห้องหนังสือไม่มาก ขณะที่เหยียนเฉิงเซี่ยงหลุดปากออกไปนั้น อวิ๋นอู๋เหยียนมิได้อยู่ในเหตุการณ์ หลังจากเขายับยั้งไม่ให้เหยียนเฉิงเซี่ยงพูดแล้ว นางจึงปรากฏตัวขึ้น

            หรือว่า......ตอนนั้นนางได้ยินเรื่องนี้แล้ว?

            เมื่อได้ยินสิ่งที่เหยียนเฉิงเซี่ยงเอ่ย เขาก็รู้สึกแปลกอยู่ในใจ และอดนึกถึงเหยียนอู๋อวี้มิได้

            ดวงตาเปล่งประกายราวกับดวงดาราคู่นั้น และยังมีความรู้สึกราวกับเคยรู้จักกันมานาน ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เขาสงสัยมากยิ่งขึ้น

            หน้าตาไม่เหมือนกันนั้นไม่สำคัญ เพราะในโลกนี้มีสิ่งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าการแปลงโฉม

            การไม่มีรอยแผลเป็นที่หน้าอกก็มิได้หมายความว่าไม่ใช่นางเสมอไป ยาจินช่วงโอสถชั้นเลิศที่ใช้เวลาปรุงยากว่าสามปี ก็สามารถลบรอยแผลเป็นได้เช่นกัน

            ทว่าบาดแผลเพียงไม่กี่วันนั้นแตกต่างออกไป เหยียนเฉิงเซี่ยงกล่าวว่า กัวจื่อถูยิงธนูไปที่ไหล่ของมือสังหารผู้นั้น อาการบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้นไม่น่าจะหายเร็วเช่นนี้

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาจึงเปลี่ยนทิศทางทันที เว่ยหรูไห่รีบเอ่ยถาม “ฝ่าบาทจะเสด็จไป......”

            “ได้ยินว่าไม่กี่วันมานี้เหยียนฉายเหรินไม่สบาย ข้าจะไปเยี่ยมนางสักหน่อย”

            ……

            เหยียนอู๋อวี้ไม่คิดว่าซ่งอี้เฉินจะมาเยี่ยมอย่างกะทันหัน นางยังคงนอนอยู่บนเตียงด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนแอ ทว่ากลับต้องลุกขึ้นทันที ในขณะที่ซ่งอี้เฉินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของนางที่ไร้เครื่องประทินโฉม เขาจึงหยุดชะงักไป ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าทันทีเพื่อประคองตัวนางพลางตรัสเสียงเบาว่า “อวี้เอ๋อร์ไม่สบาย เหตุใดจึงไม่บอกเจิ้น?”

            เหยียนอู๋อวี้เหลือบมองเขาด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจพร้อมหันหลังกลับ นางทูลตอบอย่างเบื่อหน่ายว่า “หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ หม่อมฉันเกรงว่าฝ่าบาทเห็นใบหน้าเศร้าหมองแล้วจะทำให้ฝ่าบาททรงไม่สบายพระทัย และจะส่งผลเสียต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในแผ่นดินได้เพคะ”

            ซ่งอี้เฉินเริ่มใจอ่อน รอยยิ้มบนใบหน้าพลันสดใสขึ้นเล็กน้อย เขายกมือขึ้นสัมผัสใบหน้านาง ก่อนจะลอบมองคราหนึ่งและเห็นว่าไม่มีร่องรอยของแป้งทาหน้า จากนั้นจึงแตะใบหูนางอีกครั้งแล้วเลื่อนเบาๆ ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยพลางตรัสว่า “คล้ายอวี้เอ๋อร์ยังคงโกรธกับสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงร้อยบุปผา?”

            “หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรสาวเจ้าเมือง ไม่มีบิดาที่เป็นขุนนางขั้นหนึ่ง” เหยียนอู๋อวี้สังเกตเห็นท่าทีของเขา และไม่รู้ว่าเขามีเจตนาอันใด อีกทั้งยังมีลางสังหรณ์ที่ไม่ชัดเจน นางจึงหันหน้าแล้วปล่อยให้เขาสัมผัสจนพอใจ

            ไม่พบหน้ากากหนังมนุษย์ ความสงสัยของซ่งอี้เฉินเริ่มลดลง เขาหัวเราะเสียงเบา “ในใจของข้า อวี้เอ๋อร์ดีกว่าทุกคน”

            “เหตุใดฝ่าบาทไม่มาหาหม่อมฉันเพคะ? หม่อมฉันนับวันรออยู่นะเพคะ!” เหยียนอู๋อวี้เริ่มแสดงตัวว่าเป็นสนมคนโปรด

            “วันนี้มาหาแล้วมิใช่หรือ? มาแล้วย่อมไม่ไปไหน” ซ่งอี้เฉินเหยียดแขนออกเพื่อกอดนางและค่อยๆ วางนางลงบนเตียงด้วยแววตาอ่อนโยน

            ซ่งอี้เฉินเปลี่ยนตำแหน่งและกดไหล่ของนางโดยมิได้ตั้งใจ จากนั้นพลันได้ยินเหยียนอู๋อวี้เอ่ยเสียงออดอ้อนว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทำหม่อมฉันเจ็บเพคะ”


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390