บทที่ 8 เกลือกกลิ้ง
กวานเสี่ยวโหรวตื่นเช้าจนติดเป็นิสัย นางได้ยินไก่ขันเพียงสองครั้งก็รู้สึกตัวทันที
เมื่อมองไปที่จินเฟิงซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ข้าง ๆ ก็รับรู้ได้ว่าเื่เมื่อคืนนั้นเกิดขึ้นจริง
หญิงสาวโน้มตัวเข้าไปในอ้อมแขนของชายหนุ่ม และซบหน้าอยู่บนอกแกร่งของเขาอย่างอ่อนโยนราวกับตนเป็ลูกแมวตัวน้อย
กวานเสี่ยวโหรวนอนอยู่ในอ้อมแขนของสามีสักพัก จากนั้นก็ค่อย ๆ ยกผ้าห่มออกและลุกขึ้นไปเตรียมอาหารเช้า
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ จินเฟิงก็เข้าเมืองเพื่อนำกระต่ายไปขายแล้วแลกเปลี่ยนเป็ข้าวสารจำนวนสามสิบจิน และของใช้ในชีวิตประจำวันอื่น ๆ อีกเล็กน้อย
แน่นอนว่า เขาไม่ลืมที่จะซื้อขนมกินเล่นจำพวกถั่วลิสงและลูกพรุน เพื่อนำไปปิดปากเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน
ของที่มีน้ำหนักสามสิบกว่าจินถือว่าไม่หนักเท่าไรนัก ทว่าการเดินขึ้นเขาค่อนข้างลำบาก เมื่อต้องสะพายถุงผ้ายิ่งรู้สึกไม่ถนัด ชายหนุ่มต้องเดิน ๆ หยุด ๆ กว่าเขาจะกลับถึงบ้านก็เป็เวลาเที่ยงกว่าแล้ว
กวานเสี่ยวโหรวเพิ่งผ่านครั้งแรกของคืนวันเข้าหอมา ท่วงท่าการเดินของนางจึงดูไม่เป็ธรรมชาติ ทว่าก็ยังคงวิ่งกลับไปกลับมาเพื่อนำน้ำมาให้สามีดื่ม
“เอาล่ะ เ้านั่งพักสักครู่เถิด” จินเฟิงดันภรรยาหมาด ๆ ให้นั่งลงบนเก้าอี้ และชำเลืองมองไปบริเวณต้นขาของอีกฝ่าย “ยังเจ็บอยู่หรือ?”
กวานเสี่ยวโหรวหน้าแดงและรีบส่ายหัว
“เด็กดีไม่พูดโกหกหรอกนะ”
จินเฟิงยื่นมือออกไปััปลายจมูกของนางเบา ๆ
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ!”
“จริงสินะ เมื่อคืนนี้เ้าได้กลายเป็ภรรยาของข้าแล้ว”
“สามี…”
กวานเสี่ยวโหรวทั้งเขินอายและขุ่นเคืองไปพร้อม ๆ กัน นางลดศีรษะลงแล้วพิงเข้ากับแขนของจินเฟิง ชายหนุ่มถึงกับชะงักไปกับความน่ารักของภรรยา
“หืม ดูเ้าสิ ข้าจะจัดการกับเ้าอย่างไรดีนะ!”
จินเฟิงโอบกอดกวานเสี่ยวโหรวเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างเ้าเล่ห์
กวานเสี่ยวโหรวนั่งตัวอ่อนอยู่ในอ้อมกอดของเขา ในขณะที่แขนของจินเฟิงยังคงค้างอยู่แบบนั้น สายตาของเขาก็ส่องประกายแฝงความนัย
คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันกำลังใช้เวลาถ่ายทอดอารมณ์ด้วยกันตามลำพัง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดของใครบางคนดังมาจากประตูหน้าบ้าน “จินเฟิง ออกมานี่หน่อย!”
เมื่อกวานเสี่ยวโหรวได้ยินเสียงคนเรียก นางก็เด้งตัวขึ้นทันทีราวกับมีกระแสไฟดูด
โชคดีที่หากมองจากลานหน้าบ้านเข้ามาจะไม่สามารถเห็นภายในบ้านได้ แต่แน่นอนว่าเสียงเรียกนี้ก็ทำให้จินเฟิงที่กำลังมีท่าทีกรุ้มกริ่มรีบยืนขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้าบนร่างกายด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อไม่ต่างกัน
เมื่อทั้งสองเดินออกไปที่หน้าบ้าน ก็เห็นว่าเป็อันธพาลเซี่ยกวางที่บุกเข้ามาถึงถิ่น
ทันทีที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาก็มองไปที่กวานเสี่ยวโหรวอย่างไม่เป็มิตร
คนถูกจ้องมองไปที่อันธพาลเซี่ยอย่างรังเกียจ จากนั้นนางก็ก้มศีรษะลงและหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้าน
“เ้ามาทำอะไรที่นี่?”
โลกของพวกเขาทั้งสองคนถูกรบกวน แน่นอนว่า จินเฟิงเองก็รู้สึกไม่พอใจเช่นเดียวกัน
“เมื่อก่อนพ่อของเ้ามาเอาข้าวสาลีไปจากข้าสิบจิน ตอนนั้นข้าคิดว่าเ้าน่าสงสารเลยไม่คิดมาทวง ทว่าตอนนี้ที่บ้านข้ามีสมาชิกเพิ่มขึ้นจนแทบไม่เหลือข้าวในหม้อ เมื่อเป็เช่นนี้แล้ว เ้าคืนข้าวสาลีให้แก่ข้าก็แล้วกัน”
เซี่ยกวางมาเยือนและทำราวกับว่าที่นี่เป็บ้านของตน เขาเดินเข้ามาในลานบ้านอย่างย่ามใจและหาเก้าอี้มานั่งโดยไม่คำนึงถึงมารยาท
“พ่อของข้าน่ะหรือ เอาข้าวสาลีไปจากเ้าสิบจิน?”
จินเฟิงแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “เ้าเคยเห็นข้าวสาลีสิบจินด้วยหรือ?”
ใครกันแน่ที่ยากจนที่สุดในซีเหอวาน แน่นอนว่าคงไม่พ้นนักพนันอันดับหนึ่งอย่างเซี่ยกวาง ครอบครัวของเขายากจนมากและไม่มีอะไรเลย แม้กระทั่งเตียงนอนยังถูกขายไปเพื่อใช้หนี้พนัน
หากไม่ใช่เพราะคนในหมู่บ้านมีไมตรีจิตต่อพ่อของเขา อดสงสารไม่ได้ที่ครอบครัวเซี่ยจะไร้ซึ่งทายาทสืบตระกูล เ้านี่คงอดตายไปนานแล้ว
คนเช่นนี้น่ะหรือที่อดีตช่างตีเหล็กจะไปขอหยิบยืมข้าวสาลีมาสิบจิน?
เห็นได้ชัดว่านี่เป็การขู่กรรโชก
“ไสหัวไปซะ อย่ามาทำเื่ไร้ยางอายและก่อความวุ่นวายแถวนี้”
จินเฟิงคร้านเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับคนอันธพาล
“จินเฟิง เ้าคิดจะหนีหนี้อย่างนั้นหรือ?”
อันธพาลรุ่นใหญ่อย่างเซี่ยกวาง หากเขาเตรียมพร้อมและมาถึงที่นี่แล้ว จะโดนอีกฝ่ายไล่ให้กลับไปด้วยคำพูดไม่กี่คำได้อย่างไรกัน!
อันธพาลตัวฉกาจมองไปที่ประตูหน้าบ้าน จากนั้นก็ะโขึ้นเสียงดัง “ทุกคนมาช่วยข้าตัดสินที จินเฟิงผู้นี้ยืมข้าวจากข้าไปแล้วไม่ยอมคืน!”
สตรีกลุ่มหนึ่งเพิ่งกลับมาจากการไปเก็บผักป่าที่เชิงเขาและกำลังจะเข้ามาพักดื่มน้ำ ทว่าจังหวะที่พวกนางกำลังเดินผ่านหน้าบ้านของจินเฟิง ก็ได้ยินเสียงเอะอะของเซี่ยกวางเข้า เหล่าสตรีจึงมารวมตัวกันรอบ ๆ รั้วที่ไม่สูงนักหน้าบ้านตระกูลจิน
ผู้คนต่างพากันมานั่งล้อมเพื่อรอดูเื่ราวที่จะเกิดขึ้นในลานบ้าน
“ข้าขอความเห็นจากทุกคน ปีที่แล้วอดีตช่างตีเหล็กได้ยืมข้าวสาลีไปจากข้าสิบจิน…”
ในขณะที่ร้องะโ ชายร่างใหญ่ก็นั่งลงเอามือทุบพื้นดินเรียกร้องความเห็นใจจากคนรอบข้าง
ในยุคสมัยที่ขาดความบันเทิง การแสดงเหล่านี้ก็ดูน่าตลกไม่น้อย
บรรดาสตรีในหมู่บ้านที่มามุงดูต่างก็ให้ความสนใจ
“พวกเ้าว่า อดีตช่างตีเหล็กไปยืมข้าวมาจากเซี่ยกวางจริงหรือ?”
“มันจะเป็ไปได้อย่างไร หากบอกว่าเขามายืมอดีตช่างตีเหล็กก็ว่าไปอย่าง คนอย่างเซี่ยกวางจะนำข้าวจากที่ใดมาให้เหล่าจินยืมกัน?”
“แล้วเหตุใดเซี่ยกวางถึงได้มาถึงที่บ้านของจินเฟิงล่ะ?”
“หรือเขาได้ยินเื่ที่จินเฟิงนำกระต่ายที่ล่าได้ไปขายแล้วนำเงินไปซื้อข้าว เลยมาข่มขู่”
“จินเฟิงก็เช่นกัน เพิ่งจะมีเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นกลับอวดเก่งเสียแล้ว พอเป็แบบนี้ก็เลยถูกเซี่ยกวางจ้องเขม็ง”
“ไม่ใช่เพราะจินเฟิงอวดเก่งหรอก ตอนที่เขากลับมาจากในเมือง เขาได้พบกับซานเสิ่นจือที่ลานนวดข้าวหน้าหมู่บ้าน นางยืนกรานที่จะดูของในถุงผ้าว่าเขาซื้ออะไรมาบ้างให้ได้ เ้าก็รู้ คนอย่างซานเสิ่นจือเก็บงำอะไรได้ที่ไหน เื่นี้นางก็คงป่าวประกาศออกไปจนคนรู้กันทั้งหมู่บ้านแล้ว”
“ตอนนี้จินเฟิงเลยโชคร้าย เซี่ยกวางก็เป็แค่คนที่ชอบกุเื่หลอกลวง หากว่าเขาไม่แบ่งข้าวให้เ้านั่นไป เซี่ยกวางคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ”
หญิงสาวในหมู่บ้านต่างก็พากันถกเื่นี้อย่างสนอกสนใจ
“หนี้ของพ่อ บุตรชายอย่างเ้าก็สมควรชดใช้ไม่ใช่หรือ ไหนเ้าทะนงตนว่าเป็บัณฑิตมีการศึกษาอย่างไรเล่า พอพ่อของเ้าตายไปเลยคิดหนีหนี้ข้างั้นสิ เ้าละอายต่อพ่อ ละอายต่อตำราที่ได้ไปร่ำเรียนมาบ้างหรือไม่?”
เซี่ยกวางชี้ไปที่หน้าของจินเฟิงพร้อมกับทำการแสดงใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงกระนั้น การแสดงของเ้านักเลงนี่ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว ทั้งคำพูดคำจา ทั้งการแสดงสีหน้าจับใจผู้คนรอบข้างได้อย่างไม่มีตกหล่น
หากเขาคือจินเฟิงผู้ไม่รู้ความเหมือนแต่ก่อนคงรับมือกับเื่ตรงหน้านี้ไม่ไหวและต้องก้มหน้ายอมรับแต่โดยดี
ทว่าในเวลานี้จะไม่มีจินเฟิงผู้นั้นอีกต่อไป ั้แ่สมัยเรียนปีหนึ่ง ชายหนุ่มก็ผ่านสังคมมาแล้วทุกรูปแบบ ในมุมมองของเขา พฤติกรรมของเซี่ยกวางนั้นไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อย
เมื่อเห็นอันธพาลอย่างเ้านี่นอนเกลือกกลิ้งไปมาและไม่มีทีท่าว่าจะถอยกลับไป เขาก็พยักหน้าพร้อมกับแสยะยิ้ม “เ้า้าข้าวงั้นหรือ ไม่มีปัญหา ข้าให้เ้าก็ได้”
เมื่อเซี่ยกวางได้ยินดังนั้น เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยอะไรกลับมา จินเฟิงก็แทรกขึ้นว่า “แต่ก่อนอื่น เ้าต้องคืนเงินสองตำลึงเงินที่แม่ของเ้ายืมข้าไปมาก่อน”
“ท่านแม่ของข้าไปยืมเงินเ้าั้แ่เมื่อใดกัน?” เซี่ยกวางสับสนงุนงง
“เมื่อสิบปีก่อน ปีนั้นที่แม่ของเ้าล้มป่วย”
“สิบปีก่อนเ้าเพิ่งจะแปดขวบเท่านั้น เ้าจะมีเงินสองตำลึงเงินได้อย่างไร?”
“เ้ายังมีข้าวสาลีถึงสิบจินในตอนอายุสิบหก เหตุใดข้าจะมีเงินสองตำลึงตอนอายุแปดขวบไม่ได้เล่า?”
“ข้า… ข้า…” เซี่ยกวางอึกอักไม่สามารถหาเหตุผลมาหักล้างคนตรงหน้าได้
บรรดาสตรีที่รวมตัวกันอยู่นอกลานบ้าน ต่างก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักไม่หยุดหย่อน
“เอาล่ะ เลิกแสดงได้แล้ว เ้าจะนำหลักฐานมาว่าพ่อของข้าเอาข้าวสาลีของเ้าไปสิบจิน หรือจะรีบไสหัวออกไปจากที่นี่ก็เลือกเอา”
จากนั้นจินเฟิงก็ชี้ไปที่ประตู
“เ้าแผนการนักนะ เ้าตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะหนีหนี้ใช่หรือไม่?”
อันธพาลเซี่ยไม่ลดละที่จะหาเื่ แต่เขาก็ี้เีเกินไปที่จะทำการแสดงต่อ เขาจึงลุกขึ้นจากพื้นและปัดเศษดินออกจากร่างกาย “ในเมื่อข้าไว้หน้าเ้าแล้วแต่เ้ายังปฏิเสธ ข้าก็ไม่จำเป็ต้องสุภาพกับเ้าอีกต่อไป วันนี้เ้าต้องนำข้าวสาลีมาให้ข้า ไม่ว่าเ้าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม!”
“นี่เ้ายังคง้าแย่งชิงอยู่อีกหรือ?”
ในชีวิตที่แล้ว จินเฟิงเคยเป็คู่ซ้อมในสนามมวยเพื่อหารายได้อยู่สองปี ยิ่งเขาได้ร่วมซ้อมฝีมือของเขาก็ยิ่งดีขึ้น มีนักมวยมืออาชีพไม่น้อยที่ต้องพ่ายให้กับฝีมือของเขา ชายหนุ่มเจอคนที่แพ้แล้วพาลมานักต่อนัก เขาเองก็ไม่อยากจะเก็บมาใส่ใจ
“นี่ไม่ใช่การแย่งชิง แต่คือการทวงหนี้!”
อันธพาลเซี่ยม้วนแขนเสื้อของตนขึ้นพร้อมกับแสดงใบหน้าโเี้