อ๋องหย่งอันเทพเ้าา
“คุณหนู คุณหนูเป็อะไรไปเ้าคะ” ฟางจือ ร้องเรียกเธอหลังจากที่เห็นคุณหนูมองตัวเองในกระจกทองแดงแล้วนิ่งไป
“เปล่า แค่เหนื่อย” เธอตอบไปพร้อมทั้งมองสำรวจฟางจือ ฟางจือถึงจะเป็บ่าวแต่ก็เป็แม่นมของมารดาเธออีกทั้งยังเป็แม่นมของเธอ ถือว่ามีฐานะพอตัว แต่ฟางจือตรงหน้าเธอกลับ แต่งกายไม่ต่างจากสาวใช้ทั่วไป แสดงให้เห็นว่าฐานะของเธอคงย่ำแย่ยิ่งนัก ในจวนหย่งอันอ๋องแห่งนี้
“ฟางจือ ชิงฉง ช่วยเล่าเื่ของข้าให้ฟังหน่อย มีบางเื่ที่ข้าจำไม่ได้” เธอไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เธอมาอยู่ในร่างนี้แต่การที่เธออยู่ในร่างนี้การที่เธอมีโอกาสได้เกิดใหม่เธอก็จะรักษามันไว้และใช้ชีวิตต่อไปให้ดีถ้าหย่งอันอ๋องเซียวอี้ อยู่ร่วมกับเธอไม่ได้จริงๆ เธอก็จะขอหย่า และออกไปใช้ชีวิต เธอเป็ถึงคุณหนูสายตรงของจวนราชครูท่านตาก็เป็ถึงแม่ทัพใหญ่สกุลหลิงเธอคงมีสมบัติพอตัว เธอคิดอย่างดีใจอย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตสุขสบายถือว่าเป็การเกษียณก็แล้วกัน
“คุณหนูอยากรู้เื่อะไรเ้าคะ” ฟางจือถามเธอ นางไม่แน่ใจว่าคุณหนูของนางอยากทราบเื่อะไร
“ท่านอ๋องแล้วกัน” เธอตอบไป พลางเอนกายลงพิง กับหมดที่ฟางจือทำไว้ให้พิงอยู่ในท่าถึงนั่ง
“ท่านอ๋องเซียวอี้ เป็พระโอรสองค์เล็กของอดีตฮ่องเต้ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงรักและเอ็นดูท่านอ๋องมากเพราะเป็อนุชาองค์เล็กอีกทั้งยังมีความสามารถในการทำาไปที่ไหนก็ชนะที่นั่น ด้วยเหตุนี้ท่านอ๋องถึงได้ชื่อว่าเทพาเ้าคะ” นางกล่าวอย่างชื่นชม และยังกล่าวเสริมอีกว่า
“เพียงแต่าในครั้งนี้ใช้เวลานานถึงสองปียังไม่มีวี่แววจะชนะ” นางถอนหายใจ นางสงสารคุณหนูที่ต้องอยู่ในสภาพนี้ยิ่งนัก
“พระชายาหย่งอันอ๋องรับราชองค์การ” เธอกำลังจะถามต่อแต่ได้ยินเสียงแหลมเล็กดังขึ้นหน้าเรือน จึงชงักไป ฟางจือพยุงเธอเดินลงจากเตียงไปหน้าเรือนอย่างเชื่องช้า
ผู้มาส่งราชโองการคือขันทีคนสนิทของพระพันปี เขาทำท่าทางน่ารังเกียจยิ่งหน้าตาเ้าเล่ห์ รูปหน้าแหลมยาว ทั้งยังเบะปากมองเธอด้วยสาตาเหนือกว่า โว๊ะขันที หรือนี่ เธออยากเดินไปส่งมือสวยๆ ไปกระแทกเบ้าหน้าเขาจริงๆ
“นี่ นั่งลงรับราชองค์การสิย่ะ ยืนเซ่ออยู่ทำไม” เขาพูดพร้อมหน้างอกว่าเดิน เธอรู้สึกคัน เท้าขึ้นมาทันที
ฟางจือ พยุงเธอนั่งลงรับราชองค์การ เธอ ยื่นมือไปรับราชองค์การแต่ขันทีกลับเปิดอ่านไม่ยอมยื่นให้เธอไม่แน่ใจว่าขัยทีทำถูกไหมได้แต่นิ่งรอถามฟางจือทีหลัง
“พระพันปีมีราชองค์การ เนื่องจากพระชายาหย่งอันอ๋องไป่เฟิ่งซี เสกสมรสกับท่านอ๋องหย่งอันมาเป็เวลาสองปีแล้ว อีกทั้งยังไม่มีทายาทสืบสกุล อีกทั้งหย่งอันอ๋องอายุ ยิบสี่เก้าพรรษาแล้ว หากอายุสามสิบยังไม่มีทายาทสืบสกุลตามที่กฎมนเทียรบาลได้กล่าวไว้ถือว่าพระชายาบ่งพร่องต่อหน้าที่จะต้องถูกปลดเป็สามัญชน อีกทั้งยังต้องออกบวชตลอดชีวิเพื่อสำนึกผิดต่อสิ่งที่ทำ จบราชองค์การ” ขันทีอ่านเสียงแหลมเล็กจบก็ยื่นราชองค์การให้เธอแล้วสบัดหน้าเดินออกไป เธอยังใกับสิ่งที่เกิดขึ้น สมองกับลังประมวลการอยู่ ฟางจือเห็นคุณหนูใจนหน้านางจึงพยุงคุณหนูเข้าไปในเรือน
“คุณหนูอย่าใไปเลยนะเ้าคะ หากคุณหนูต้องออกบวช บ่าวจะตามไปด้วยแน่นอน” เธอได้ยินเสียงสะอื้นจึงรู้สึกตัว พลันโมโหขึ้นมาเธอโยนกาน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะลงกับพื้น ฟางจือสะดุ้งสุดตัว นางไม่เคยเห็นคุณหนูเป็แบบนี้ คุณหนูของนางกิริยามารยาทอีกทั้งความรู้ความสามารถล้วนดีเลิศ แต่ชีวิตช่างอาภัพ ครั้งหนูคุณหนูคงโมโหแล้วจริงๆ
“คุณหนูอย่าโกธรไปเลยเ้าคะ” นางพูดพร้อมทั้งลูบมือคุณหนูอย่างปลอยโยน
“นี่เื่บ้าอะไรกัน หน้าเขาข้ายังไม่เคยเจอ จะให้ท้องหรอ เหอะ ท้องกับผีนะสิ พระพันปีนี่ก็ช่างกระไร นางแก่จนสมองเลอะเลือนหรอ หึ ว่าข้าไม่มีความสามารถ ลูกชายนางแก่ขนาดนั้นนั้นถ้าไม่มีความสามรถน่าจะเป็เขามากกว่า จะส่งข้าไปอยู่วัดออกบวช สมนึกผิด สำนึกผิดกับผีนะสิ นางทำได้หรอ นางท้อง ทั้งๆ ที่ไม่มีสามีได้หรอ ข้าอยากรู้จริงๆ” เธอโมโหจนพ่นคำด่าออกมา อีกทั้งยังปาข้าวของอย่าโมโหใช้ได้ที่ไหน ผัวไม่มีจะให้ท้องกับผีหรอ