ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 127 หลี่ลั่วพบก่วงฉือไต้ซือ


              บางที อาจจะเป็นเพราะในความคิดของหลี่ลั่วเองนั้นเขาไม่ได้หลอมรวมกับยุคสมัยนี้ เขาเยาะเย้ยความล้าหลังของยุคสมัยโบราณ เอือมระอาต่อผู้คนเหล่านี้ที่มักจะพูดถึงแต่ศีลธรรมจริยธรรม ทว่ากลับอ่อนแอไร้สามารถ

              ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เป็นเพียงเพราะว่า ลึกๆ ในใจเขายังปรารถนา ปรารถนาว่าตนเองจะยังมีโอกาสที่จะไปจากโลกแห่งนี้

              แต่ เมื่อเขามองเห็นเด็กคนนี้

              เด็กคนนี้เป็นความทุกข์ในใจเพียงหนึ่งเดียวของหลี่ลั่ว

              “ไม่ เจ้าก็คือข้า ข้าก็คือเจ้า พวกเราควรจะมีชีวิตเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดจึงถูกแบ่งเป็นสองส่วน และในเวลานี้พวกเราก็ได้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วก็เท่านั้น เพียงแต่ว่า เป็นเจ้าที่มายังโลกของข้า ไม่ใช่ข้าที่ไปยังโลกของเจ้า” เด็กน้อยตอบ

              “ไม่ ไม่ใช่เช่นนี้”

              “ความจริงเป็นเช่นนี้”

              “ข้าอยากกลับไป ข้าต้องการกลับไป”

             “กลับไปไม่ได้แล้ว เจ้าก็คือข้า ข้าก็คือเจ้า”

              “เจ้าพูดจาเพ้อเจ้อ”

              “เจ้ารู้ว่ากลับไปไม่ได้ เพียงแต่เจ้ายังวางไม่ลงเท่านั้น”

              “ไม่ ข้าไม่เชื่อ...ข้าไม่เชื่อ”

              “ลั่วเอ๋อร์...ลั่วเอ๋อร์...” หลี่ลั่วลืมตาขึ้นพรึ่บ พบว่าตนอยู่ในชั้นหกบนหอลิ่วฉง น้ำเสียงของกู้จวิ้นเฉินที่อยู่ข้างกายเขาฟังดูร้อนใจและเป็นกังวล “เจ้าฟื้นแล้ว? เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” กู้จวิ้นเฉินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าของหลี่ลั่ว

              “ข้า...ข้าเป็นอันใดไป?” หลี่ลั่วพบว่าไม่ได้มีเพียงกู้จวิ้นเฉิน คนอื่นล้วนมองเขาอยู่ แต่ทว่าเว้นระยะห่างออกไปไกลมาก ยังมีหมอหลวงอีกหลายคนข้างกายกู้จวิ้นเฉินที่เขารู้จัก

              “เมื่อสักครู่เจ้าหมดสติไป” กู้จวิ้นกล่าว “รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” เมื่อสักครู่เขาตกใจเสียจนหัวใจจะกระโดดออกมาแล้ว

              หมดสติหรือ? “ไฉนข้าจึงได้หมดสติเล่า?” หลี่ลั่วยังคงรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก

              “บางคนฟังพระคัมภีร์แล้วเข้าฌาน บางคนฟังไม่เข้าใจจึงไม่เกิดอันใดขึ้น” ก่วงฉือไต้ซือกล่าว “ดูไปแล้วสหายน้อยกับองค์พระพุทธเจ้าจะมีวาสนาต่อกัน แต่น่าเสียดายที่วาสนาของอาตมาใกล้จะหมดลงแล้ว ไม่เช่นนั้นอาตมาจะรับสหายน้อยเป็นศิษย์”

              โอ้โห นี่ต้องการให้หลี่ลั่วกลายเป็นเณรน้อยใช่หรือไม่?

              จ้าวหนิงฮ่องเต้กระแอมขึ้นหนึ่งครั้ง “ก่วงฉือไต้ซือ เขาก็คือหลี่ลั่ว บุตรชายของหลี่ซวี่” ความหมายในคำพูดนั้น เขาก็คือชะตาชีวิตที่ท่านตรวจแล้วบอกว่าเป็นดวงชะตาหงส์ ท่านอย่าได้เรียกผู้อื่นไปเป็นนักบวชเชียวหนา

              ก่วงฉือไต้ซือตกตะลึงพร้อมกับหรี่ตาลง เขามองหลี่ลั่วอย่างละเอียด ไม่เหมือน ไม่เหมือนเลย หน้าตาของหลี่ลั่วไม่ใช่ผู้ที่มีดวงชะตาหงส์แน่นอน ไม่เช่นนั้นเมื่อก่วงฉือไต้ซือเห็นหลี่ลั่วแล้วย่อมไม่พูดเช่นนั้นออกมาเป็นแน่ แต่ทว่าวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากเป็นของจริง ประหลาดนัก วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากเดียวกัน ชื่อสองชื่อ ชะตาชีวิตสองชะตา แต่วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากกลับไม่เหมือนกับหน้าตา หน้าตาของคนผู้นี้...เป็นดวงชะตาที่แตกดับไปแล้ว กลับยังมีชีวิตอยู่

              ก่วงฉือไต้ซือศึกษาธรรมะและการดูรูปลักษณ์มาตั้งแต่ยังเล็ก เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ได้พบกับคนแปลกประหลาดเช่นหลี่ลั่ว ดังนั้นเมื่อพบหลี่ลั่วครั้งแรกเขาจึงได้แต่มองหลี่ลั่วโดยไม่พูดไม่จา แต่คนเช่นนี้มีวาสนากับองค์พระพุทธเจ้าแน่แล้ว เมื่อสักครู่ที่เขาอ่านพระคัมภีร์นั้นมีผู้คนมากมายนั่งอยู่ในชั้นหก แต่มีเพียงเขาที่เข้าฌาน การเข้าฌานนั้นเกิดขึ้นเพราะพระธรรมได้ทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ คนเช่นนี้เหมาะกับการออกบวชเป็นที่สุด

              แน่นอนว่าต่อหน้าจ้าวหนิงฮ่องเต้ ก่วงฉือไต้ซือย่อมไม่เอ่ยว่าว่าที่ฮองเฮาของแคว้นสมควรที่จะออกบวชเป็นพระ

              “ไต้ซือ?” เห็นก่วงฉือไต้ซือยังคงนิ่งเงียบ จ้าวหนิงฮ่องเต้เอ่ยถามเสียงเบา

              “อาตมาคิดไปไกลแล้ว เป็นเพราะวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากและหน้าตาของคุณชายน้อยล้ำลึกยิ่งนัก” ก่วงฉือไต้ซือกล่าว “อาตมายังมีเวลาเหลืออยู่บนโลกนี้อีกราวหนึ่งเดือน หากคุณชายน้อยมีความสนใจให้มาหาอาตมาได้ที่วัดก่วงเปย” จากนั้นก่วงฉือไต้ซือก็นำลูกประคำออกจากแขนของตนมาสวมใส่ให้ที่แขนของหลี่ลั่ว “หวังว่าลูกประคำจะคุ้มครองเจ้า”

              จ้าวหนิงฮ่องเต้ตกตะลึง “ไต้ซือ ลูกประคำนี้...”

              “ลูกประคำนี้เมื่อครั้งศิษย์พี่มรณภาพได้มอบให้กับอาตมา ยามนี้อาตมาขอมอบให้กับคุณชายน้อย คุณชายน้อยสติปัญญาล้ำลึกยิ่งนัก น่าเสียดาย...” น่าเสียดายที่ออกบวชไม่ได้ ไม่เช่นนั้นวัดก่วงเปยคงมีผู้สืบทอดแล้ว ในใจก่วงฉือไต้ซือเสียดายยิ่งนัก

              ประวัติของวัดก่วงเปยนั้นหลี่ลั่วรู้ดี ครั้งนั้นเพราะหลี่หยางซื่อถูกส่งไปสำนักแม่ชี หลี่ลั่วจึงให้พ่อบ้านจี้ไปสืบประวัติวัดก่วงเปย คิดไม่ถึงว่าลูกประคำนี้กลับเป็นสิ่งที่ก่วงเปยไต้ซือทิ้งเอาไว้ หลี่ลั่วถือลูกประคำเอาไว้ ไม่รู้ว่าเป็นผลกระทบจากความคิดในใจหรือไม่ นาทีนี้ลูกประคำที่อยู่ในมือเขาสายนี้ ทำให้คนรู้สึกจิตใจสงบยิ่งนัก

              หลี่ลั่วลุกขึ้น “ไต้ซือ แม้ข้าจะไม่สามารถปลงผมออกบวชได้ แต่เวลาหนึ่งเดือนนี้ข้าอยากจะขอติดตามไต้ซือไปปฏิบัติธรรมโดยไม่ปลงผม ไม่ทราบว่าได้หรือไม่ขอรับ?”

              ก่วงฉือไต้ซือคาดไม่ถึงอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วจึงกล่าวด้วยความยินดีว่า “ดี ดียิ่งนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าและข้าก็นับว่าเป็นศิษย์และอาจารย์กันแล้ว ไม่สู้เป็นลูกศิษย์ทางโลกของอาตมา”

              หลี่ลั่วคุกเข่าลงทันที “อาจารย์ผู้อยู่เบื้องบน ได้โปรดรับการคำนับจากศิษย์ด้วยขอรับ” หลี่ลั่วโขกหัวกับพื้นสามครั้งดังสนั่น แต่ละครั้งนั้นทำอย่างตั้งใจ เมื่อลุกขึ้นมานั้นหน้าผากของเขาแดงแล้ว กู้จวิ้นเฉินที่มองอยู่ปวดใจยิ่งนัก เจ้าสารเลวตัวเล็กนี้เมื่อถูกตีก้นเพียงไม่กี่ทีร้องไห้จ้าราวกับเด็ก ยามนี้โขกหัวกลับโขกหนักยิ่งนัก

              “คิดไม่ถึงว่าลั่วเอ๋อร์นั้นมีวาสนากับราชวงศ์ของข้าและมีวาสนากับไต้ซือเช่นกัน เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งแล้ว” จ้าวหนิงฮ่องเต้โสมนัสยิ่ง หลี่ลั่วติดตามก่วงฉือไต้ซือปฏิบัติธรรมเป็นเวลาหนึ่งเดือน นี่คือความโชคดีของเขา

              “ฝ่าบาท อาตมาเสร็จกิจของสงฆ์ ต้องกลับวัดก่วงเปยแล้ว” ก่วงฉือไต้ซือรู้สึกว่าการมาวังหลวงของตนในครั้งนี้นั้นเป็นชะตาฟ้าลิขิต การสวดมนต์เพื่อจ้าวหนิงฮ่องเต้เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา กลับได้รับศิษย์กลับไปคนหนึ่ง บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่กำหนดเอาไว้แล้ว การมาครั้งนี้ของเขานั้นเป็นการมาเพื่อหลี่ลั่ว

              คิดย้อนกลับไปเมื่อคราวที่อยู่วัดก่วงเปย เขาได้ตรวจดวงชะตาคู่ครองระหว่างหลี่ลั่วและกู้จวิ้นเฉิน ชะตาชีวิตของหลี่ลั่ว หากจะกล่าวว่าจ้าวหนิงฮ่องเต้เพียงแต่เปลี่ยนชื่อ เช่นนั้นเขาจึงเป็นคนที่ทำให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริง มีวาสนาหรือไม่นั้น ทั้งหมดคือฟ้าลิขิต

              “อาจารย์ ในอีกหลายวันนี้ศิษย์จะไปรบกวนขอรับ” หลี่ลั่วกล่าว

              “ได้”

              “ข้าส่งอาจารย์ออกประตูวังหลวงขอรับ” หลี่ลั่วกล่าวอีก

              “ดี”

              หลี่ลั่วและก่วงฉือไต้ซือเดินอยู่ข้างหน้า หลี่ฉางเฉิงติดตามอยู่ด้านหลัง ตลอดทางสองศิษย์อาจารย์ไม่ได้พูดจากัน ความจริงแล้วหลี่ลั่วมีเรื่องราวมากมายอยากจะถาม แต่กลับพูดไม่ออก เขาจึงออกมาส่งก่วงฉือไต้ซือที่หน้าประตูเพื่อสงบจิตใจ

              “มีเรื่องอันใดจะถามอาจารย์ใช่หรือไม่?” ก่วงฉือไต้ซือถาม ช่างน่าประหลาดใจนัก เจ้าลูกศิษย์ตัวน้อยคนนี้ช่างมีความตั้งใจดียิ่งนัก ไม่คิดว่ากลับเป็นเขาที่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

              “ไม่รีบขอรับ” หลี่ลั่วยิ้มบางๆ “ข้าและอาจารย์ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือน รอให้ข้าติดตามอาจารย์ปฏิบัติธรรมเล้วเสร็จค่อยถามก็ยังไม่สายขอรับ”

              “อายุน้อยเท่านี้ แต่จิตใจดียิ่งนัก” ก่วงฉือไต้ซือพอใจอย่างยิ่ง “ส่งถึงตรงนี้ก็พอ กลับไปเถิด”

              หลี่ลั่วไม่ได้ดื้อดึง เขาหยุดย่างก้าว มองก่วงฉือไต้ซือเดินออกจากประตูวังหลวงไป ไต้ซือที่จะมรณภาพในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง ย่างก้าวของเขาช่างหนักแน่นมั่นคง หลี่ลั่วไม่ใช่คนที่เชื่อในเรื่องงมงาย หากเป็นในยุคสมัยปัจจุบันมีพระสงฆ์รูปหนึ่งมาบอกว่าอีกหนึ่งเดือนเขาจะตายแล้ว อย่างไรหลี่ลั่วก็ไม่มีวันเชื่อ แต่เมื่อเขามาถึงยุคสมัยนี้ เดิมทีเรื่องราวเหล่านี้ก็มีเพียงแค่ความคิดความเชื่อเหนือธรรมชาติมาใช้อธิบายได้อย่างเดียวอยู่แล้ว ดังนั้นเขาในยามนี้จึงเชื่อในเรื่องพระเรื่องเจ้ายิ่งกว่าผู้ใด

              หลี่ลั่วเดินกลับไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง เดินทีละก้าวๆ เดินอย่างเชื่องช้า หลี่ฉางเฉิงนั้นเหมือนเป็นเงาตามตัวเขา ไม่เข้าใกล้ ทว่าไม่ห่างกาย หลี่หลั่วหยุดเดินกะทันหัน เขาเงยหน้าขึ้นมองแสงแดดอันเจิดจ้า ดวงตาลืมไม่ขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลง เงาของตนเองที่สะท้อนอยู่บนพื้นนั้นถูกดึงให้ยืดยาวยิ่งนัก

              “ฉางเฉิง” หลี่ลั่วเอ่ยขึ้น

              “โหวเหฺย?”

              “เจ้าเชื่อเรื่องชาติก่อนชาตินี้หรือไม่?” หลี่ลั่วถาม

              หลี่ฉางเฉิงส่ายหน้า “เชื่อย่อมมี ไม่เชื่อย่อมไม่มีขอรับ แต่ละคนพูดไม่เหมือนกัน”

              พรืด...หลี่ลั่วหัวเราะออกมา “คำพูดของเจ้านี้เหมือนคำพูดของพระสงฆ์ หากให้หยวนโม่ได้ยินแล้วละก็นางอาจจะคิดได้ว่าเจ้ากำลังจะออกบวชไปเป็นพระ”

              หลี่ฉางเฉิงหน้าแดง “โหวเหฺยอย่าหัวเราะข้าน้อยเลยขอรับ โหวเหฺยมีเรื่องในใจใช่หรือไม่?”

              “...มี...ตลอดมานี้...ตลอดมานี้ข้าหาทิศทางของตนเองไม่เจอ” หลี่ลั่วกล่าว

              หลี่ฉางเฉิงไม่เข้าใจ “โหวเหฺยพูดถึงทิศทาง หมายถึงวันข้างหรือหรือไม่ขอรับ”

              “ใช่ และไม่ใช่ด้วย”

              “เช่นนั้นข้าน้อยยิ่งไม่เข้าใจแล้วขอรับ”

              “ข้ายังไม่เข้าใจ แล้วไฉนเจ้าจะเข้าใจได้เล่า?”

              สายตาของกู้จวิ้นเฉินจดจ้องอยู่ที่ประตูทางเข้างานเลี้ยงตลอดเวลา ราวกับว่าเมื่อหลี่ลั่วปรากฏตัวที่ประตูเขาจะต้องเห็นทันที หัวใจของเขาหดรัด วันนี้หลี่ลั่วผิดแปลกไปจากปกติเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เขามีความรู้สึกชนิดหนึ่ง ราวกับว่ากำลังจะสูญเสียสิ่งใดไป

              หลี่ลั่วเงยหน้า งานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของจ้าวหนิงฮ่องเต้ได้เริ่มขึ้นแล้ว เขาไม่รู้ว่าตนเองนั่งตรงไหน ตำแหน่งของจงหย่งโหวหรือว่า? เมื่อมองไปที่กู้จวิ้นเฉินก็พบว่ากู้จวิ้นเฉินกำลังดูการแสดงอยู่ ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใดที่เขาเคยชินที่จะมองไปที่คนผู้นั้น จากนั้นถามความเห็นของเขา เพียงแต่วันนี้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่กลับรู้สึกว่าตนเองน่าขันเช่นกัน เหตุไฉนเขาจึงคิดว่ากู้จวิ้นเฉินจะต้องมองเขาอยู่แน่นอนเล่า?

              หลี่ลั่วกลับไปนั่งที่ตำแหน่งของจวนจงหย่งโหว ถามหลี่หง “พี่ใหญ่ ข้าพลาดการแสดงอะไรไปหรือไม่ขอรับ?”

              “ไม่นะ นี่เป็นการแสดงแรก การจัดงานเลี้ยงประเภทนี้รายการแรกมักจะเป็นของกรมพิธีการ กรมพิธีการเป็นผู้รับผิดชอบการจัดงานฉลองพระราชสมภพฝ่าบาท” หลี่หงอธิบาย

              หลี่ลั่วมางานเลี้ยงของวังหลวงเป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเหล่านี้

              รายการที่กรมพิธีการเป็นผู้จัดนั้นค่อนข้างอยู่ในหลักเกณฑ์ เป็นตัวแทนของธรรมเนียมประเพณีของแคว้นจีน เพลง ละคร เพียงแต่ได้เชิญคณะละครที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง บทเพลงที่นำมาขับขานเหมาะสมกับบรรยากาศในยามนี้ สิ่งที่ต้องการสื่อความหมายนั่นคือเพื่อเป็นการถวายพระพรให้ฝ่าบาทอายุมั่นขวัญยืน        

              การแสดงรายการนี้ไม่น่าดู แต่ที่น่าสนใจคือหลังจากการแสดงนี้จบลง ขุนนางของราชสำนักต่างลุกขึ้น “ถวายพระพรฝ่าบาท หมื่นปี หมื่นๆ ปี”

             “ถวายพระพรฝ่าบาท หมื่นปี หมื่นๆ ปี”

             “ทุกคนตามสบายได้”

             เสนาบดีฉินลุกขึ้น “ฝ่าบาททรงมีพระชนมพรรษาครบรอบ เฉินขอดื่มถวายให้แก่ฝ่าบาทแก้วหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”

              “ต้องดื่มครั้งเดียวหมดเล่า” จ้าวหนิงฮ่องเต้ให้คนรินเหล้า เขาเป็นคนดื่มเมรัยเก่งยิ่งนัก ซีเป่ยเป็นสถานที่ที่ยากลำบาก ดื่มเหล้าล้วนต้องใช้ถ้วยใบใหญ่ และนิสัยของคนซีเป่ยไม่ใส่ใจในธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ ในตัวของจ้าวหนิงฮ่องเต้มีนิสัยและธรรมเนียมประเพณีของคนซีเป่ย ด้วยเหตุที่อาศัยอยู่ที่ซีเป่ยเป็นเวลายาวนาน

              “เฉินน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฉินดื่มรวดเดียวหมด เขามีวรยุทธ์เล็กน้อย ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ก็มีกลิ่นกายของนักรบอยู่หลายส่วน

              หลังจากเสนาบดีฉินแล้ว ขุนนางท่านอื่นๆ จึงเริ่มดื่มเหล้าคารวะ

              “เฉินขอดื่มให้กับฝ่าบาทหนึ่งแก้วพ่ะย่ะค่ะ ขอให้ฝ่าบาท...” เสนาบดีกรมขุนนาง เว่ยเหวินชิงเพิ่งจะเริ่มเอ่ยขึ้น พลันได้ยินเสียง ‘ตุบ’ ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ทุกคนหันกลับไปดู มองเห็นเพียงแก้วเหล้าของต้าหลี่ซื่อชิง[1]ตกอยู่บนพื้น สีหน้าของเขาซีดขาวรีบคุกเข่าลงกับพื้น

              ในสถานการณ์เช่นนี้ แก้วเหล้าตกลงสู่พื้น ซ้ำยังแหลกละเอียด เป็นเรื่องที่ไม่เป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง สมัยโบราณให้ความสำคัญกับเรื่องสิริมงคลและไม่เป็นสิริมงคลอย่างมาก ทันทีที่ไม่ระวังอาจหัวหลุดออกจากบ่าได้



    [1] ต้าหลี่ซื่อชิง (大理寺卿) เป็นชื่อตำแหน่งขุนนางผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ ผู้ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้น 3 ศาลต้าหลี่คือหน่วยงานราชการซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าสำนักใหญ่แห่งราชสำนัก ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีอาญา หรือเป็นศาลยุติธรรมนั่นเอง


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828