1
เค้าตัวสูงดีนะ
ครืด... ครืด...
หน้าจอแสดงชื่อไอ้ตัวแสบเป็คนโทรเข้า จะโทรมาขออะไรอีกล่ะ ไอ้เบื๊อก
[พี่ไวน์...] ปลายสายร้องครางมา
“ว่าไงคิริน?” ผมที่กำลังจะนอนตอบกลับเสียงเซ็งๆ
[พี่ไวน์ ผมเมาอะพี่ มารับผมหน่อยดิ่]
“เมา?!”
ไอ้เด็กนี่... ชักจะเอาใหญ่ ไม่ทันไรก็ออกลายเกเรซะแล้ว
[อย่าเพิ่งด่าผมนะพี่ไวน์ เอิ๊ก!]มันเบรก ราวกับรู้ว่าผมกำลังจะง้างปากฉอดใส่มันชุดใหญ่
ฟังจากเสียงแล้ว ไอ้เด็กนี่อาการไม่ดีแน่ ๆ
“แกอยู่ไหน หา?”
ทันทีที่มันบอกสถานที่ ผมก็รีบเสิร์จโลเคชั่นในกูเกิลแมพแล้วโทรเรียกน้ายาให้รีบเตรียมรถ ก่อนจะคว้าคาดิแกนมาสวมทับวิ่งออกจากห้องนอนะโขึ้นรถตู้หกที่นั่งสีดำเงาอย่างไว
“เ้าคิรินเมา ผมไม่อยากจะเชื่อ” น้ายาหัวเราะเบา ๆ เหมือนนึกเอ็นดูตอนออกรถไปสักระยะ
“โตเร็วจนงงไปหมด”
ใช่ครับ คิรินตอนนี้ก็สิบหกแล้ว เลี้ยงกันมาั้แ่เล็ก ๆ ที่จริงมันก็ห่างจากผมแค่สองปีนั่นแหละ เลยไม่รู้ว่าใครเลี้ยงใครมากันแน่
ผมมีศักดิ์เป็น้าของมัน เพราะแม่มันคือพี่สาวผมพี่สาวคนโตที่อายุห่างจากผมถึงยี่สิบสองปี!
และแน่นอน ผมคือลูกหลง ไปอยู่ไหนมาก็ไม่รู้ ถึงได้เพิ่งมาเกิดเอาป่านนี้
ผมชื่อ ‘ไวน์’ เป็ลูกคนสุดท้องพี่สาวคนโตคือ ‘พี่วาโย’ที่แยกออกไปมีครอบครัว และมีหลานทันใช้ให้ผมถึงสองคน คนแรกคือเค้กนางคือหลานสาวของผมที่อายุมากกว่าผม ผมเรียกนางว่า ‘เจ่เจ้’ เพราะนางเป็เจ๊ใหญ่ประจำรุ่น ตบคว่ำได้แม้กระทั่งน้าตัวเอง ไร้ความปรานี...แค่วันหนึ่งผมเห็นว่านางหน้าตาเหมือนพ่อตัวเองอย่างกะปั๊ม 3D กันออกมา นางก็คว้าถาดเสิร์ฟน้ำตบหัวผมจนเหมือนกับมันสมองจะไหลออกมา
ส่วนอีกคน ก็นั่นแหละ ‘เ้าคิริน’ เป็ทั้งหลานและน้องชายตัวแสบของผม ที่จริง มันคือไอ้ลูกกระจ๊อกเอาไว้ระบายอารมณ์จากเจ่เจ้อีกที และด้วยอายุที่ห่างกันไม่มาก มันจึงเรียกผมว่า ‘พี่’ แทนที่จะเป็ ‘น้า’
อีกคนคือพี่คนรองของผม ‘พี่วิน’ คนนี้ไม่พูดถึงไม่ได้เด็ดขาด เพราะเค้าคือเดอะเบสต์ของบ้านแม้ใครจะดูออกว่ามันไม่ต่างจากเดอะแบกก็ตาม
พี่วินคือผู้ทำให้เรามีเราให้เรามีทุกอย่าง...
เค้าคือผู้นำพาครอบครัวหลุดพ้นจากความแร้นแค้นในอดีตจนสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่า ‘Didier Aesthetic Group’
ผมไม่ทันยุคหินของครอบครัวที่ต้องปากกัดตีนถีบ ก่อร่างสร้างตัว ไม่เคยรู้ว่าตอนนั้นพวกเค้าลำบากขนาดไหน
เพราะเมื่อผมจำความได้ผมก็มีทุกอย่างพร้อมสรรพรอบตัวแล้ว ไม่มีอะไรที่ผมอยากได้แล้วไม่ได้
แต่ผมก็รักและรู้สึกขอบคุณพี่วินอยู่เสมอ
แม่บอกว่าผมคือ ‘ดาวนำโชค’ เสริมชะตาให้พี่วินไปยังจุดที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะมีคนหมั่นไส้กับสมญานี้อยู่บ้างแต่ก็มีคนเห็นด้วยกับมันอยู่นา... อย่างน้อยพี่วินก็พยักหน้าเออออตามตอนแม่โม้
เอาเป็ว่าเดี๋ยวผมจะทยอยเล่าเื่อื่นๆ ให้ฟังทีหลังนะเพราะตอนนี้ผมมาอยู่ที่หน้าไนต์คลับย่านเอกมัยแล้ว
ผมะโลงจากรถก็เห็นไอ้หลานตัวแสบ มันกำลังเล่นกายกรรมอยู่บนไหล่ของเพื่อนอีกสองคนที่หามมันอยู่แต่ทั้งสามคนก็มีสภาพง่อนแง่นไม่ได้ต่างกันนัก ข้างหลังถัดไปมียืนมึน ๆเป็วอลเปเปอร์อีกสามสี่คน
แอ่นระแนงขนาดนี้ มันโดนไปกี่ขวดวะเนี่ย
“ช็อตเดียวแม่งก็เมาแล้วเพ่!” เพื่อนคนหนึ่งะโเสียงลิ้นเปลี้ยออกมา เหมือนจะรู้ความคิดผม
ไอ้อ่อนเอ๊ย!
รู้ไปถึงไหนอับอายถึงนั่นแกอย่าบอกใครนะว่าเป็หลานฉัน!
“อ๊าว! พี่วายยยยน์”
นั่น ร้องเรียกซะสนิทสนม
เห็นสภาพนี้แล้วนึกโกรธถึงจะโมโหที่มันกรึ๊บเดียวจอด แต่ก็ยิ่งหงุดหงิดที่ใครช่างพาหลานสุดที่รักของผมมาปู้ยี่ปู้ยำในสภาพนี้
แถมอายุมันก็ไม่ถึงด้วย!
ใช่ เื่นี้มันไม่ถูกต้องมีคนวงในพยายามล่อลวงเด็กหนุ่มเข้าไป
คิดดังนี้ หัวใจผมก็เต้นระส่ำเป็จังหวะRockstar!
ผมรีบวิ่งเข้าไปคว้าเอาคิรินออกมาจากพวกนั้นแต่ โอ๊ย! ตัวมันหนักเกินกว่าที่ผมจะแบกคนเดียวผมเลยทำเนียนให้พวกนั้นพยุงไว้ก่อน ส่วนตัวเองคว้าไว้แค่เอว แล้วดึงหน้าบึ้งตึง
“มานี่เลยไอ้ตัวดี!”
“เพ่วายยย พาผมกลับบ้านหน่อยยยย”มันร้อง พลางจะโผมาซบผม แต่ผมรีบผลักมันกลับไป เพราะลำพังส่วนสูง 168 เซนของตัวอง ยังจะตั้งหลักเอาตัวเองไม่รอด
“เฮ่ย นี่มัน! เดือนมหา’ลัยนี่หว่า” หนึ่งในพวกที่ยืนอยู่ข้างหลังนั้นร้องขึ้นและเริ่มมีเสียงเย้ว ๆ ดังตามมา
ถูกต้อง ถึงผมจะไซส์ตะมุตะมิแต่ก็มีดีกรีเป็หนุ่มหล่อที่สุดในมหาวิทยาลัยประจำปีนี้เลยนะ
“จริงด้วยว่ะ โคตรน่ารัก!” พวกนั้นร้องะโอีก แต่ผมไม่มีทางรู้หรอกว่าต้นเสียงคือใครเพราะมัวแต่ชุลมุนกับคิรินอยู่
ถึงผมจะวางมาดขรึมแต่ชมกันขนาดนี้ ก็ต้องใจฟูนิดๆ ล่ะ
สักพักก็มีใครคนหนึ่งเดินมาที่เรา เค้าสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำกับกางเกงคาร์โก้สีครีม พร้อมรองเท้าผ้าใบสีมอ ๆ แล้วคว้าเอาไอ้แสบไปประคองด้วยแขนข้างเดียวเค้าตัวสูงโย่ง จนผมต้องเงยหน้ามอง
ก็หล่อดี...
ผมได้แค่คิด ไม่ได้พูดออกไปหรอกนะ
“ผมพาน้องมาเอง”เ้าของส่วนสูงร้อยแปดสิบเซนจากการคาดคะเนบอก
เท่านั้นเลย ผมปรี๊ดแตก
“คุณแยกไม่ออกเหรอ! ว่าไอ้เนี่ยมันยังเด็ก อายุยังไม่พ้นนิติภาวะเลยด้วยซ้ำ มันแค่สิบหกเองนะสิบหกปีอ้ะ!” ผมโวยวายแล้วชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปยังตัวต้นเื่
ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายยืนนิ่งๆทำหน้ามึนๆ ใส่ ผมก็ยิ่งโกรธ
“ดูสภาพมันสิ อย่างกะโดนรุมโทรมพวกคุณพาน้องผมมาทำอะไรกันแน่!”
เออ เว่อร์อีก เว่อร์เข้าไป อินเนอร์ต้องมา ให้สมกับที่เรียนบริหารธุรกิจเอ่อ บริหารที่ปนการละครได้นิดหน่อย
“ถ้าน้องผมเป็อะไรขึ้นมา ผมไม่ปล่อยคุณไว้แน่!” ผมแหวต่อ แถมขู่อาฆาตซะด้วย เอาความมั่นใจมาซักล้านกระบุงล่ะมั้ง
แต่พวกรอบ ๆ ยิ่งชอบใจ “อย่างเดือดว่ะ”
“นี่พี่ไอ้คิรินเหรอวะ อย่างเอา”
มีหนึ่งในนั้นถ่ายคลิปไว้ด้วย “ได้สตอรี่เด็ดละว่ะ”
ได้ยินอย่างนั้นผมหันขวับทันที ใคร? ใครเป็คนถ่าย?
พอเห็นหลังจอมือถือสามกล้องในเคสฟรุ้งฟริ้งปุ๊บ ผมล็อกเป้าทันทีพุ่งเข้าไปคว้ามันจากมือเ้าตัวอย่างแรง
“อ๊ะ อ้าว เฮ้ย!”
ผมกดลบคลิปที่ถ่ายเห็นหน้าตัวเองชัดเจนแล้วเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งลงพื้นทันที
นั่นคือวิธีที่ผมสะกดสายตาของทุกคนรอบตัวราวเจ็ดถึงแปดชีวิตพวกนั้นนิ่งงันด้วยความใ
เ้าของโทรศัพท์มองของรักที่พื้นตาระห้อยผมหย็อยบนหัวของมันทำให้ผมหงุดหงิด
ไม่รู้จักทรีตเมนต์ผมบ้างรึไง! เคราตินอะไรพวกเนี้ย
แล้วจู่ ๆ เ้านั่นก็ร้องแหกปาก “พี่คีย์! โทรศัพท์โผ้มมมม!”มันรีบหยิบโทรศัพท์หน้าจอแตกมายื่นฟ้องรุ่นพี่ที่ยืนมองนิ่ง ๆ ขณะที่เค้าก็ประคองคนของผมเอาไว้ด้วยแขนข้างเดียวอย่างนั้น
คิ้วเข้มหนาของเค้าขยับมาชนกันเล็กน้อย
ส่วนผมก็เลิกคิ้วหันกลับไปมองเค้า
เค้าผละคิรินไปให้สองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พวกนั้นเกือบจะตั้งรับไม่ทัน
ร่างสูงเดินเข้ามาหาผมสองก้าว ทำให้ผมยิ่งต้องแหงนหน้าขึ้นอีก มันเมื่อยนะว้อย!
“จะทำอะไร?” ผมละล่ำละลักถาม เอาจริงๆ ก็คือเริ่มกลัวหน้าตาเค้าจริงจังเกินไปอ้ะ! “แน่นอน! ผมจ่ายให้ เอาเลขบัญชีมาสิ” ผมร้องบอก โดยที่เค้ายังไม่พูดอะไร พร้อหันไปหาเ้าของโทรศัพท์มือถือเคสฟรุ้งฟริ้ง
“จริงอ้ะ!” มันร้องตาเป็ประกาย
“นับหนึ่ง...”
“อะ เอาๆ ธนาคารไทยกรุงศรี เลข หนึ่ง ห้า เจ็ด...”
ผมกดตามที่เ้านั่นร้องบอก แล้วโอนชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมโชว์สลิป“เรียบร้อย” ผมบอกแล้วเชิดหน้าใส่พวกนั้น
“ห้าหมื่น!” สิ้นเสียงไอ้ผมหย็อยเสียงโห่ร้องราวคนป่าก็ดังขึ้นอีก “เชดเข้! ๆ”เสียงพวกมันทำให้ผมนึกถึงพวกเผ่ามนุษย์กินคน
ผมหันกลับมายังคนตัวสูงต่อ เค้ายังคงยืนมองนิ่ง ๆคราวนี้เค้าเลิกคิ้วมองกลับมาบ้าง
“รวยเชียว” เค้าเอ่ย ริมฝีปากบางนั้นขยับ แล้วยกขึ้นมุมปาก“น้องคุณน่ะ เค้าเมามากับแก๊ง ั้แ่ร้านยาดอง ใต้ต้นกล้วย ตรงกลางซอยนั้น”เค้าบุ้ยหน้าไปด้านหลังผม “แล้วก็นึกสนุกจะมาต่อกันที่นี่ ส่วนไอ้มิว...”แล้วบุ้ยหน้าไปที่ไอ้ผมหย็อยต่อ “โทรเรียกให้ผมมาช่วย ให้พาพวกมันเข้าไปให้ได้”
ไอ้หย็อย เอ้ย ไอ้ที่ถูกเรียกว่ามิว ทำเป็ก้มหน้าก้มตา
“ยังไม่ทันไร ผมก็เห็นพวกนี้โดนการ์ดไล่ออกมาแล้วผมก็มาเจอคุณอยู่ตรงนี้” เค้าอธิบายต่อแล้วยิ้มจบแบบไม่เห็นฟัน
“ใช่ ๆ” ไอ้มิวผงกหัวหงึก แล้วพวกข้างหลังที่เป็เผ่ามนุษย์กินคนก็ช่วยยืนยัน
“เข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ?” ร่างสูงถามย้ำ
ตอนนี้ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งหน้าเหมือนแก้มสองข้างกำลังเป็ตะคริวยังไงอย่างงั้น อยากจะมุดแขนเสื้อตัวเองหายไปซะตอนนี้ทำทรงยืนด่าคนที่มาช่วยน้องชายตัวเองปาว ๆ
“แล้วคนที่ท้าลองยาดอง ก็คือไอ้คิรินนะครับพี่ชาย” มิวเสริมชี้นิ้วไปที่ตัวต้นเื่
ผมหันไปมองน้องชายตัวเองที่โดนหามแล้วมันเขี้ยวตัวมันแดงเรื่ออย่างกะลูกหนู
ก่อนร่างสูงจะขยับเข้ามาใกล้ผมอีกหนึ่งก้าว
“ผมชื่อคีย์ เผื่อเราจะต้องเจอกันอีก” เค้าบอก พร้อมยื่นมือออกมาตรงหน้าผม
ผมยืนละล้าละลังอย่างไม่เป็ตัวเองมีเพียงสิ่งเดียวตอนนี้ที่ผมรับรู้คือ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กรุ่นออกมาจากกายของเค้า