คลับโก้หรูอย่างคลับเจียงหนานนี้ หากจะบอกว่าไม่มีคนหนุนหลังก็คงหลอกได้แค่เด็กสามขวบเท่านั้น โดยปกติแล้วสถานบันเทิงที่ใช้พักผ่อนหย่อนใจประเภทนี้ต่างมีเื้ัที่แข็งแกร่งด้วยกันทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่มาผ่อนคลายที่นี่มักจะรู้กันอยู่ว่าเล่นได้เต็มที่ บ้าได้เต็มที่ อย่างเดียวที่ทำไม่ได้คือก่อเื่
หลายปีก่อน ลูกข้าราชการรายหนึ่งย้ายตามพ่อมากความสามารถของตัวเองมาที่เมือง B เ้าหนุ่มเซ่อซ่าเพิ่งเหยียบย่างเข้าเมืองมาชนิดที่พื้นดินยังไม่ทันจะอุ่น ก็อดรนทนไม่ไหวอยากจะเสพสุขกับอภิสิทธิ์ของการเป็ลูกข้าราชการมีตำแหน่ง วางท่าเหมือนพวกเศรษฐีใหม่ที่คิดว่าตัวเองใหญ่คับฟ้า
เป็ตายร้ายดียังไงก็จะลากสาวนั่งดริ๊งก์ของที่นี่ออกไปด้วยให้ได้ ผลคือสาวเ้าเขารับงานแค่นั่งดื่มเป็เพื่อน ไม่ออกไปกับลูกค้า พอลูกข้าราชการจอมวางก้ามได้ยินเื่นี้เข้า ก็เป็อันพาลพาโลวางอำนาจบาตรใหญ่ ก่อเื่พังห้องส่วนตัวไปสองห้อง เอะอะเสียจนคลับเจียงหนานวุ่นวายไปหมด
วันต่อมา เขาก็ถูกตัดต้นตอการสืบพันธุ์จนต้องสิ้นทายาท กลายเป็คนพิการไปอย่างน่าประหลาด และไม่ถึงสองเดือน คนพ่อที่เพิ่งย้ายมาทำงานที่เมือง B ก็ถูกปลดออกทั้งที่เก้าอี้ทำงานยังไม่ทันอุ่น พอตกงานก็ต้องกลายเป็คนธรรมดาไปอย่างสิ้นเชิง
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา คนที่มาที่นี่ก็สงบเสงี่ยมกันสุดๆ มาเล่นสนุก มาบ้าคลั่งเต็มที่ แต่ไม่กล้าก่อเื่
วันนี้เ้าพวกที่กล้าพังห้องโถงนี้ก็นับว่าตั้งตนเป็แบบอย่างแก่คนอื่นแล้ว คลับเจียงหนานเปิดมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยมีใครกล้าก่อเื่เหมือนไม่เสียดายชีวิตแบบนี้มาก่อนเลย
จากระยะไกลๆ ทั้งยังมีประตูกั้น ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังออกมาจากโถงบาร์แล้ว ทั้งเสียงด่าทอของผู้ชาย เสียงกรีดร้องแหลมของผู้หญิง ปะปนกับเสียงโครมครามของโต๊ะเก้าอี้ที่ล้ม ฟังดูครึกครื้นมากทีเดียว
เว่ยตงถูกเหล่าเพื่อนหนีบขนาบไว้ตรงกลาง หลังจากเดินมาถึงหน้าประตูโถงบาร์ เขาจึงสลัดหลุดจากคีมเหล่านี้ได้ ก่อนที่จะผลักหลิวเจิ้นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบไปยังด้านหน้าสุดเพื่อรับการปะทะของลม แล้วย้ายตัวเองไปพิงอยู่ด้านหลังอย่างเนียนๆ
หลิวเจิ้นเดินนำอยู่หน้าสุด เมื่อเข้าประตูมา ปลายเท้าก็หมุนเลี้ยวไปอีกทาง คว้าเอาท่อเหล็กที่มีความหนาเท่าข้อมือและมีความยาวประมาณเจ็ดสิบกว่าเิเมาท่อนหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวยาวๆ ไปยังตำแหน่งศูนย์กลางที่อลหม่านที่สุด
ส่วนเว่ยตงก้าวพ้นประตูมาไม่ถึงสองก้าวก็หยุดฝีเท้าลง วันนี้เขาไม่ได้มาเพื่อผสมโรงกับความวุ่นวาย เขามาเพื่อรายงานตัวกับเหล่าเพื่อนสนิทไม่กี่คนเหล่านี้ว่าตัวเองกลับมาแล้วก็เท่านั้น
หลินเหว่ยกับเหอเหล่ยเห็นว่าเว่ยตงไม่คิดจะเข้าไปผสมโรงด้วย จึงคอยดูความสนุกจากระยะไกลข้างประตูเช่นกัน ขณะที่คนอื่นซึ่งตามมาจากภายในห้องส่วนตัวนั้นเดินตามหลิวเจิ้นเข้าไป
“เ้าหมอนี่เชี่ยวชาญในการสวมหนังคน แสร้งทำตัวเป็มนุษย์จริงๆ” เว่ยตงล้วงหยิบบุหรี่มวนหนึ่งจากในกระเป๋าเสื้อมายัดใส่ปาก จุดบุหรี่ก่อนพยักพเยิดไปทางหลิวเจิ้น เอ่ยปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เหอเหล่ยยิ้มแบบไม่ออกความเห็น
หลินเหว่ยเห็นเว่ยตงจุดบุหรี่ จึงถือโอกาสควานหากล่องบุหรี่บนตัวบ้าง พอไม่เจอก็ถือวิสาสะควานในกระเป๋าเสื้อของเว่ยตง ครั้นเจอแล้วก็ควักออกมา ดึงมวนหนึ่งออกมาโยนให้เหอเหล่ย หยิบใส่ปากตัวเองอีกมวนหนึ่ง จากนั้นก็หาไฟแช็กในกระเป๋ากางเกงอีกครั้ง จุดบุหรี่ให้ตัวเองเสร็จก็โยนส่งต่อให้เหอเหล่ย และตอบรับยิ้มๆ ว่า “จริง”
เสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ค นาฬิกาข้อมือสีทอง และรูปลักษณ์ที่เหมือนชนชั้นสูง แต่ความจริงแล้วพวกเขาก็เป็แค่อันธพาลเกรดพิเศษที่ห่อมาอย่างประณีตสวยงามเท่านั้น
“ฝีมือเป็ยังไงบ้างแล้ว” เว่ยตงถาม
“อีกเดี๋ยวแกเห็นก็รู้เองแหละ” เหอเหล่ยเหล่มองเว่ยตงแวบหนึ่ง
“ที่นี่น่ะเหรอ” เว่ยตงหันไปมองเหอเหล่ยอย่างสงสัย
“หรือว่าแกลืมไปแล้ว ว่าเ้าหมอนี่เคยสนเื่กาลเทศะซะที่ไหนกัน” ลงมือลับหลัง ไม่ใช่สไตล์ของหลิวเจิ้นอยู่แล้ว ทว่ามันเป็สไตล์ของใครบางคนต่างหาก
เว่ยตงยักไหล่ “ฉันก็คิดว่าผู้ชายที่อายุสามสิบกว่าจะรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าหุนหันพลันแล่น และอะไรที่เรียกว่ายับยั้งชั่งใจแล้วซะอีก”
“เหอะ~~~ลำบากท่านแล้วครับที่ต้องมาเห็นเื่น่าขบขันนี่ เ้าหมอยังไม่รู้จักเรียนรู้ ถ้าเขาเรียนรู้ได้เมื่อไร กระผมจะเรียนให้ท่านทราบนะครับ”
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังพูดคุยเล่นกันอยู่วงนอก หลิวเจิ้นก็ถือท่อเหล็กตัดผ่านฝูงชนที่เบียดเสียดกันแน่นขนัดวงนั้นเข้าไปแล้ว ท่อเหล็กตรงยาวถูกถืออยู่ในฝ่ามือที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง หลิวเจิ้นเดินฝ่าไปอย่างไม่รีบร้อนและไม่เชื่องช้า ท่อในมือแผ่ความรู้สึกเย็นล้ำลึก หลังจากตัดผ่านฝูงชนชั้นแรกมาได้ ฝูงชนในบริเวณที่หลิวเจิ้นเดินผ่านก็แหวกออกจากกันโดยอัตโนมัติด้วยความหวาดหวั่นทันที