บทที่ 18 เงาแห่งการไล่ล่า
“เอาล่ะการลงทะเบียนเสร็จสิ้นแล้ว พรุ่งนี้จะเป็การทดสอบเอาชีวิตรอดให้มาเจอกันที่นี่ตอนเช้า” เสียงของผู้รับลงทะเบียนดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมการทดสอบ บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกดดันบางคนกระซิบกระซาบวางแผนร่วมมือกัน ขณะที่บางคนจ้องมองคู่แข่งด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
ไม่นานนักเสียงเรียกชื่อก็ดังขึ้นจากที่ไม่ไกลนัก
“จ้าวหลิน...ใช่เ้าหรือไม่?”
ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปีเศษก้าวเข้ามาพร้อมสายตาเย่อหยิ่งชุดสีน้ำเงินเข้มที่เขาสวมอยู่เป็สัญลักษณ์ของศิษย์สายในของสำนักพรายฟ้าบุคคลผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น... จ้าวหยาง
ข้างกายเขาหญิงสาวรูปร่างเย้ายวนในชุดสีน้ำเงินเข้มรัดรูป เผยทรวดทรงงดงามจนยากจะละสายตานางหันมามองจ้าวหยางพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่หวานแต่แฝงไปด้วยเจตนาร้าย
“ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวข้าจะให้คนในตระกูลข้าที่เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ จัดการปลิดชีพมันเอง”
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของนางก่อนที่จ้าวหยางจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ
“ขอบคุณเ้ามากหลี่เย่าฉี”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอนตัวเข้ามาใกล้ เอื้อมมือแตะไหล่จ้าวหยางเบา ๆแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย
“อะไรกันไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เอาเป็ว่าคืนนี้เ้ามาขอบคุณข้าที่ห้องของข้าดีกว่า”นางแย้มยิ้มเย้ายวน ขณะใช้ปลายนิ้วเกี่ยวขอบชุดแง้มออก เผยต้นขาขาวเนียนน่าหลงใหล
จ้าวหยางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแต่ยังคงพยายามรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้
ขณะเดียวกันหลี่เย่าฉีก็หันไปทางชายหนุ่มอีกคนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างกล่าวสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“เอาล่ะหลี่ซิง พรุ่งนี้เ้านำคนในตระกูลหลี่ที่เข้าทดสอบไปกำจัดจ้าวหลินซะ”
ชายที่ถูกเรียกว่าหลี่ซิงเป็บุรุษร่างสูงแข็งแกร่ง มีท่าทางเด็ดเดี่ยวเขาเป็ผู้ที่สามารถทะลวงถึงระดับปราณรวมจิตก่อนหน้านี้อีกทั้งยังเป็ลูกพี่ลูกน้องของหลี่เย่าฉีเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านพี่เย่าฉีแค่เด็กที่มีระดับปราณก่อเกิดคนเดียว จำเป็ต้องให้คนทั้งตระกูลไปจัดการเลยหรือ?”
หลี่เย่าฉีปรายตามองก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“อย่าประมาทศัตรูไม่ว่าเื่ใดก็ตาม เมื่อจะลงมือแล้วต้องแน่ใจว่ามันสำเร็จ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ซิงก็พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
“ขอรับข้าจะไม่ให้พลาด”
หลังจากหลี่ซิงจากไปจ้าวหยางถอนหายใจยาว สายตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เขากำหมัดแน่นขณะที่ความคิดของเขาไหลย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในอดีต
‘พรุ่งนี้สินะ...วันที่ข้าจะได้เริ่มต้นแก้แค้น’
หกเดือนก่อนขณะที่เขากำลังบ่มเพาะพลังอยู่ในสำนักพรายฟ้าเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลของตนเอง จนกระทั่งหนึ่งในคนของตระกูลซ่งที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์กวาดล้างโดยจ้าวเทียนหรงกลับมายังตระกูลและพบเพียงซากปรักหักพัง...
เมื่อได้รับข่าวสารทั้งหมดจ้าวหยางได้แต่กัดฟันระงับโทสะเขาทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักจนสามารถทะลวงสู่ระดับปราณหลอมรวมและได้รับสถานะเป็ศิษย์สายในของสำนักพรายฟ้า
ดวงตาของเขาเปล่งประกายความเคียดแค้นสองมือกำแน่นราวกับจะบดขยี้ศัตรูให้แหลกเป็ผุยผง
‘รอข้าก่อนเถอะจ้าวเทียนหรง... ข้าจะกวาดล้างตระกูลเ้าทั้งหมดให้เป็เช่นเดียวกับที่เ้าทำกับตระกูลซ่ง!’
—
เช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนที่ผ่านคัดเลือกเมื่อวานราวห้าร้อยคนได้มาพร้อมกันที่เขตทดสอบของสำนักพรายฟ้าบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบ หลายคนเผยสีหน้ากังวลขณะที่บางคนมองไปรอบ ๆ อย่างคาดเดาคู่แข่ง
เมื่อทุกคนมาพร้อมแล้วก็มีผู้าุโของสำนักประกาศขึ้น
“เอาละเมื่อมากันพร้อมแล้ว ข้าจะประกาศรายละเอียดในการทดสอบครั้งที่สองด้านหลังข้าคือป่าทมิฬร้อยลี้ ซึ่งมีอสูรระดับปราณเริ่มต้น ปราณก่อเกิดและถึงปราณรวมจิต พวกเ้าคนที่ผ่านไปได้ร้อยคนแรกจะผ่านการทดสอบและได้เป็ศิษย์ของสำนักพรายฟ้าซึ่งประตูเข้าสำนักที่แท้จริงตั้งอยู่หลังป่านี้ พวกเ้าใคราเ็หรือตายทางสำนักจะไม่รับผิดชอบ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ผู้เข้าสอบหลายคนรู้สึกกดดันหนักหน่วงเมื่อคิดว่าต้องเผชิญหน้ากับทั้งสัตว์อสูรและศัตรูที่้ากำจัดพวกตน
ดวงตาของจ้าวหลินหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองป่าทมิฬร้อยลี้ที่ทอดยาวออกไป ท่ามกลางความมืดทึมของต้นไม้สูงชะลูดเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังก้องอยู่ไกล ๆสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ผู้เข้าทดสอบหลายคน แต่สำหรับจ้าวหลินแล้ว นี่เป็เพียงเื่เล็กน้อย
ในขณะที่เขาจ้องมองป่าทมิฬอยู่นั้นเขาก็ััได้ถึงสายตายคู่นึ่งที่มองเขามาพร้อมเจตนาสังหารเมื่อเขาหันไปมองก็พบกับ หลี่ซิง ที่อยู่ไม่ไกลพร้อมกับพวกอีกประมาณสิบคนซึ่งแต่ลคนก็อยู่รดับรวมจิตขั้นต้นทั้งหมด
จ้าวหลินเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวใดๆเขายิ้มบางๆให้กับหลี่ซิงแล้วพูดขึ้น “เหอะ พวกโง่ ”เสียงไม่ได้ดังมากแต่หลี่ซิงกับพวกได้ยินชัดเจน
หลี่ซิงที่ได้ยินเช่นนั้นพลังปราณก็ปะทุขึ้นมา ตาเขาแดงก่ำมือหมัดแน่นพร้อมจะพุงเข้าไปฆ่าจ้าวหลิน
“เ้าคิดจะทำอะไร ตอนนี้ห้ามมิให้เกิดการต่อสู้”เสียงชราของผู้าุโที่ดูแลการสอบดังขึ้น
“ใจเย็นขอรับนายน้อยหลี่ซิง พวกเราค่อยสังหารมันตอนอยู่ป่าทมิฬ”เสียงของสมาชิกตระกูลดังขึ้นพร้อมบอกให้ใจเย็น
“เอาล่ะทุกคนเข้าไปได้” เสียงของผู้คุมการสอบประกาศขึ้น
เ้าหลินรีบพุ่งตัวเข้าไปพร้อมคนอื่น
เมื่อหลี่ซิงเห็นเช่นนั้นเขาก็บอกทุกคนให้รีบตามไป
ด้วยความเร็วและทักษะของจ้าวหลินทำให้เขาหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรไม่ต้องคอยเสียเวลาจัดการ จึงนำหน้าคนอื่น อยู่มาก
ผ่านไปประมาณยี่สิบลี้จ้าวหลินไม่เห็นใครด้านหลังอีกเขาจึงหยุดฝีเท้าแล้วะโขึ้นบนต้นไม้ราวกับรออะไรบางอย่าง
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อก็มีกลุ่มของหลี่ซิงราวสิบคนได้ผ่านต้นไม้ที่เขาอยู่ จ้าวหลินที่เห็นพวกนั้นผ่านไปก็ยิ้มบางๆแล้วพึมพำขึ้น “โอ้ว มาแล้วสินะ เอาล่ะมาเล่นแมวไล่หนูกันเถอะ” พึมพำเสร็จเขาก็เลือนหายอย่างกับเงา
ด้านกลุ่มหลี่ซิงที่เร่งตามหาตัวจ้าวหลิน ก็เจอกับอสูรระดับรวมจิต
เสียงคำรามกึกก้องของอสูรปราณรวมจิตดังสะท้อนไปทั่วป่ามันมีลำตัวสูงใหญ่เกือบสามวา ขนสีดำสนิทเป็มันเงาดวงตาสีแดงฉานสะท้อนความกระหายเื
"ระวัง!" หลี่ซิงร้องเตือนเมื่ออสูรพุ่งเข้ามากรงเล็บขนาดใหญ่ฟาดลงบนพื้นจนแผ่นดินสั่นะเื ฝุ่นคลุ้งตลบไปทั่ว
เหล่าศิษย์ที่ติดตามเขาะโหลบกันแทบไม่ทันแต่ถึงอย่างนั้น หนึ่งในพวกเขาก็ไม่อาจหนีพ้นกรงเล็บของอสูรฟาดเข้ากลางร่างของศิษย์เคราะห์ร้าย ส่งเสียงกรีดร้องสั้น ๆก่อนที่ร่างจะถูกฉีกออกเป็สองส่วน เืสาดกระเซ็น
"ฆ่ามัน!" หลี่ซิงะโพร้อมฟาดกระบี่ออกไป ประกายพลังปราณฟันเข้าที่ลำตัวอสูรส่งเสียงแหลมสูงเมื่อคมกระบี่กระทบเข้ากับเกล็ดแข็ง
ในขณะที่กลุ่มของหลี่ซิงกำลังต่อสู้อย่างสุดกำลังเงาร่างหนึ่งเคลื่อนผ่านความมืดอย่างเงียบงัน
จ้าวหลินแฝงตัวอยู่ในเงา
เขาค่อย ๆปลดปล่อยพลังปราณเงา ทำให้ร่างของเขากลมกลืนไปกับเงามืดลมหายใจของเขาเบาบางจนแทบจะไร้ตัวตน
ตอนนี้แหละ...
จ้าวหลินเคลื่อนตัวเข้าใกล้ศิษย์คนหนึ่งที่กำลังตั้งสมาธิต่อสู้กับอสูรโดยไม่ทันระวังตัวดวงตาของเขาฉายแววเ็า ก่อนจะลงมือ
มือของเขาพุ่งไปแตะที่ต้นคอของศิษย์ผู้นั้นฉึก! ปราณเงาแทรกซึมเข้าไปตัดชีพจรสำคัญ ร่างนั้นกระตุกเล็กน้อยก่อนจะทรุดฮวบลงโดยไร้เสียง
"อ๊ากกก!" เสียงกรีดร้องของคนที่เหลือดังขึ้นเมื่อพบว่าพรรคพวกของตนจู่ ๆ ก็ล้มลงโดยไม่รู้สาเหตุ
"เกิดอะไรขึ้น!?" หลี่ซิงหันขวับแต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
ระหว่างที่เขายังมึนงงจ้าวหลินก็เคลื่อนตัวไปยังศิษย์อีกคนใช้วิชาดรรชนีเงาพุ่งแทงเข้ากลางหลังของอีกฝ่ายโดยที่เขายังไม่ทันรู้สึกตัว
ร่างของเหยื่อทรุดลงอีกคนท่ามกลางความสับสน
"พี่หลี่! มีบางอย่างไม่ถูกต้อง! พวกเรากำลังถูกลอบฆ่า!"ศิษย์คนหนึ่งร้องเตือนด้วยเสียงสั่นกลัว
"เป็ไปได้ยังไง!?" หลี่ซิงกัดฟันแน่นขณะที่พยายามใช้พลังปราณตรวจจับ แต่กลับไม่พบร่องรอยใด ๆ ของศัตรู
"ตอนนี้ไม่ต้องสนภารกิจแล้ว! รีบออกจากป่านี้ให้เร็วที่สุด!" หลี่ซิงกัดฟันสั่งด้วยเสียงหนักแน่นแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังวล
ดวงตาของเขากวาดมองรอบด้านด้วยความระแวดระวังขณะที่ลูกศิษย์ของเขาแต่ละคนอยู่ในอาการตื่นตระหนก ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาเพียงแค่รู้ว่า... มีบางสิ่ง กำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่และมันอันตรายยิ่งกว่าสัตว์อสูรเสียอีก
พวกเขารีบมุ่งหน้าออกจากป่าอย่างไม่คิดชีวิตร่างของทุกคนเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ความกลัวกัดกินหัวใจของพวกเขาไปทุกวินาที
แต่แล้ว...
"อ๊ากกกกก!!"
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งในศิษย์ที่วิ่งอยู่ข้างหลังสุด ทรุดลงกะทันหัน เืพุ่งออกจากลำคอราวกับน้ำพุร่างของเขาสั่นระริกสองสามครั้งก่อนจะนิ่งสนิท
ตายอีกแล้ว...
หลี่ซิงหันขวับดวงตาเบิกโพลง "มันอีกแล้ว! มันกำลังฆ่าพวกเราอยู่ในเงามืด!"
"ใคร!? ใครเป็คนทำ!?" ศิษย์คนหนึ่งะโอย่างหวาดกลัวดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน เขากวาดสายตามองรอบตัวอย่างลนลานแต่ก็ไม่พบใครเลยนอกจากพวกพ้องของตนเอง
ไม่มีเงาของนักฆ่า
ไม่มีวี่แววของศัตรู
มีเพียง ความมืด ที่ดูเหมือนจะกลืนกินพวกเขาทีละคน...
"ทุกคน! วิ่งต่อไป! อย่าหยุดเด็ดขาด!" หลี่ซิงพยายามรักษาสติมือกำกระบี่แน่นจนข้อขาว ตอนนี้เขาไม่อาจเสี่ยงให้ใครหยุดสู้หรือลังเลได้อีกแล้วทุกคนต้องออกจากป่านี้ให้ได้!
แต่พวกเขาเพิ่งพุ่งไปข้างหน้าไม่ถึงห้าสิบก้าวเสียงคำรามต่ำก็ดังขึ้นจากด้านหน้า...
"โฮกกกกกกก!!"
สัตว์อสูรอีกตัวหนึ่งปรากฏตัวมันเป็อสูรหมาป่าปราณรวมจิต ขนาดใหญ่เท่ากับวัวกระทิง ดวงตาเปล่งประกายสีแดงฉานสะท้อนถึงสัญชาตญาณนักล่าที่กำลังหิวกระหาย
"บ้าเอ๊ย! ต้องสู้แล้ว!" หลี่ซิงกัดฟัน
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะออกคำสั่งต่อ...
"อ๊ากกกก!"
เสียงกรีดร้องของศิษย์อีกคนดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เป็ชายที่อยู่ด้านขวาของขบวน วิ่งอยู่ดี ๆ ก็จู่ ๆหยุดชะงักก่อนที่เืจะพุ่งออกจากอกของเขา
ร่างของเขาทรุดฮวบดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ ก่อนที่ลมหายใจจะสิ้นสุดลง...
ตายอีกคน...
"นี่มันอะไรกัน!?" หนึ่งในศิษย์ร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุดใบหน้าซีดขาวไร้สีเื
บรรยากาศเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน
ความตึงเครียดราวกับเชือกที่ถูกดึงจนเกือบขาด
หลี่ซิงััได้ถึงบางสิ่ง ที่กำลังล้อเล่นกับพวกเขา...
มันไม่ได้้าให้พวกเขาตายเร็วๆ แต่มัน้าให้พวกเขา ‘หวาดกลัวจนขาดสติ’ ก่อนจะสิ้นชีพ
ในเงามืดนั้น...
จ้าวหลินซ่อนตัวอยู่ในเงาของต้นไม้ดวงตาเ็าราวกับน้ำแข็ง เขามองกลุ่มของหลี่ซิงที่กำลังตื่นตระหนกราวกับฝูงสัตว์ที่กำลังถูกล่า
กลัวเข้าไป...
เขาปลดปล่อยปราณเงาอีกครั้งก่อนจะเลือนหายไปในความมืด เตรียมสังหารเหยื่อรายต่อไป...