ยามเมื่อดอกไม้ของเธอเริ่มผลิบาน

    บทที่2 ดอกไม้ของเขา

            บทที่2

            ดอกไม้ของเขา

            แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านแมกไม้ภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้ช่วยให้ความว้าวุ่นในใจของบลอสซัมลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ภาพของดอกไม้สีดำสนิทที่ตั้งตระหง่านอยู่บนศีรษะของไมเนอร์ยังคงวนเวียนอยู่ในใจอยู่ตลอด 

            บลอสซัมก้าวเดินไปตามทางเดินของคณะศิลปกรรม ดวงตาสีดำขลับของเธอคอยกวาดตามองไปรอบข้างสังเกตดอกไม้ของผู้คนเหมือนที่เคยทำอยู่ประจำ 

            ระหว่างทางเธอเห็นดอกไม้สีชมพูอ่อนที่ผลิบานอย่างสดใสบนศีรษะของนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่งที่กำลังหัวเราะคิกคัก เห็นดอกไม้สีเหลืองนวลที่ดูสงบเงียบของอาจารย์วัยกลางคนที่เดินผ่านไป ทุกอย่างดูเป็๲ปกติ เป็๲ไปตามกลไกธรรมชาติของอารมณ์มนุษย์ที่แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ 

            ยิ่งเห็นดอกไม้ของคนอื่นชัดเจนเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่เห็นเมื่อวานมันไม่ใช่ดอกไม้ปกติ บลอสซัมคิดในใจพลางเม้มริมฝีปาก ความสงสัยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็๞ความกระหายใคร่รู้ เธออยากจะเห็นมันอีกครั้ง อยากจะพิสูจน์ว่าดอกไม้สีดำนั่นเป็๞เพียงภาพลวงตาจากความเหนื่อยล้าของเธอเอง หรือมันคือปริศนาที่รอคอยการคลี่คลายกันแน่ เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องเรียนขนาดใหญ่ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของเหล่านักศึกษาปีสาม บลอสซัมทรุดตัวลงนั่งข้างลิส เพื่อนสนิทที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว 

            “ทำหน้าเหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืนเลยนะ” ลิสเอ่ยทัก

             “ฉันเอาแต่คิดเ๹ื่๪๫ดอกไม้สีดำนั่นไม่หยุดน่ะสิ” บลอสซัมตอบกลับไป

            “พอเป็๲เ๱ื่๵๹ดอกไม้ทีไรก็ชอบเอาเก็บมาคิดตลอดเลยนะ ฉันว่าเธอควรจะพักผ่อนได้แล้ว เดี๋ยวตาก็ดำหมดหรอก”  คำเตือนของเพื่อนไม่ได้ช่วยให้บลอสซัมสงบลงเลยแม้แต่น้อย เพราะในวินาทีนั้นเอง อาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับปึกเอกสารในมือ บรรยากาศที่เคยอึกทึกพลันเงียบลงเมื่ออาจารย์เริ่มเคาะปากกาลงบนโต๊ะเพื่อเรียกความสนใจ 

            “นักศึกษาทุกคน ก่อนจะเริ่มบทเรียนวันนี้ ผมมีประกาศสำคัญเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหญ่ประจำภาคเรียน” อาจารย์กวาดสายตามองไปรอบห้อง “โปรเจกต์นี้จะเป็๞การทดสอบการทำงานร่วมกันและการสื่อสารผ่านงานศิลปะ ผมจะให้นักศึกษาเซคสองและเซคสามทำงานร่วมกัน โดยการจับคู่แบบสุ่ม เพื่อให้พวกคุณได้เรียนรู้การปรับตัวเข้ากับผู้อื่นที่ไม่ใช่กลุ่มเพื่อนเดิมของตัวเอง” 

            เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีทั่วทั้งห้อง บลอสซัมรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่ง ความรู้สึกประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เธอไม่ได้หวังว่าจะได้คู่กับใคร แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เธอกลับเผลอนึกถึงใครบางคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก 

            “จะทำงานอะไรก็ได้ งานจิตรกรรม งานปั้น งานดิจิตอล ภาพยนตร์ อนิเมชัน แต่ช่วยนำเสนอหัวข้อและไอเดียที่น่าสนใจให้สมกับเรียนคณะศิลปกรรมหน่อยนะ เอาล่ะ ต่อไปจะบอกแล้วนะว่าใครได้คู่กับใคร”

            อาจารย์เริ่มขานชื่อคู่ที่จับให้ไปทีละคู่ บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็ดีใจที่ได้คู่กับเพื่อนสนิทต่างเซค บ้างก็ถอนหายใจเมื่อต้องคู่กับคนที่คุยด้วยยาก จนกระทั่งถึงลำดับที่ทำให้หญิงสาวผู้มีพลังพิเศษเบิกตากว้าง

             “บลอสซัม คู่กับ ไมเนอร์” ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากอาจารย์ ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางอกเธอ บลอสซัมรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วครู่ เธอค่อย ๆ หันไปมองทางทิศที่ชายหนุ่มเ๯้าของชื่อนั่งอยู่ ไมเนอร์ยังคงนั่งนิ่ง ใบหน้าคมเข้มนั้นเรียบเฉยราวกับรูปสลักหินอ่อน เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือขัดข้องใด ๆ ต่อการจับคู่ครั้งนี้ 

            บลอสซัมรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เพราะเธอรู้ดีว่าโอกาสที่จะได้เผชิญหน้ากับดอกไม้สีดำดอกนั้นได้มาถึงแล้ว บลอสซัมพยายามรวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา พยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด

            เมื่อเสียงกริ่งหมดคาบเรียนดังขึ้น บรรยากาศในห้องที่เคยตึงเครียดก็เริ่มคลายตัวลง นักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างรีบเก็บของและแยกย้ายกันออกไป บลอสซัมกำสายกระเป๋าเป้แน่น เธอหันไปสบตากับลิสที่พยักหน้าให้เบา ๆ เป็๞เชิงให้กำลังใจ ก่อนที่เพื่อนสนิทของเธอจะเดินไปพร้อมกับคู่จากเซคสามซึ่งเป็๞คนรู้จักพอดี เป็๞โชคดีของลิสจริง ๆ  

            ส่วนบลอสซัมได้คู่กับไมเนอร์จะว่าโชคดีก็โชคดีแหละ ได้คู่กับท็อปรุ่นด้านงานจิตรกรรมเลยนะ!

            “เอ่อ... คือว่า” บลอสซัมเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเป็๞ธรรมชาติที่สุด เธอรวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปหาเขาที่กำลังเก็บอุปกรณ์วาดเขียนลงกระเป๋าอย่างเป็๞ระเบียบ “เ๹ื่๪๫โปรเจกต์... เรามาคุยรายละเอียดกันหน่อยไหม?” 

            ไมเนอร์ชะงักมือเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นนิ่งสงบจนยากจะคาดเดาความหมาย 

            “ได้สิ” พอได้ฟังชัด ๆ น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้เรียบเฉยอย่างที่คิด แต่มันกลับนุ่มนวลและสุภาพอย่างมาก

            บลอสซัมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เขาตอบรับอย่างรวดเร็วโดยไม่มีท่าทีรำคาญใจ ทั้งคู่ตัดสินใจย้ายไปนั่งที่โต๊ะไม้ตัวยาวริมหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย 

            “ฉันคิดว่าเราควรจะเริ่มจากการวางคอนเซปต์ก่อน” บลอสซัมเริ่มเปิดประเด็น พยายามดึงตัวเองเข้าสู่โหมดการทำงาน “อาจารย์บอกว่าต้องสื่อสารผ่านงานศิลปะ นายมีความคิดเห็นยังไง หรือมีแนวทางที่อยากทำเป็๞พิเศษไหม?” 

            “ฉันอยากจะลองทำเ๱ื่๵๹เกี่ยวกับ ‘ความขัดแย้งที่ลงตัว’” ไมเนอร์ตอบพลางขยับตัวเล็กน้อย “การนำสิ่งที่ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้มาวางไว้ด้วยกันให้เกิดความหมายใหม่” เธอนั่งฟังเขาเสนอไอเดียอย่างตั้งใจ 

            ไมเนอร์อธิบายได้อย่างลื่นไหลจนหน้าอัศจรรย์ เธอพบว่าไมเนอร์ไม่ใช่คนเข้าถึงยากอย่างที่คิด น้ำเสียงที่เขาใช้พูดตอนนำเสนอไอเดียก็เป็๞กันเองไม่ได้ราบเรียบจนดูห่างเหิง บลอสซัมเริ่มรู้สึกผ่อนคลายลงที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนคุยยาก แต่ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับบทสนทนา สายตาของเธอก็เผลอเลื่อนขึ้นไปมองที่บริเวณเหนือศีรษะของเขาโดยอัตโนมัติ หัวใจของบลอสซัมกระตุกวูบ ดอกไม้สีดำสนิทดอกเดิมยังคงอยู่ที่นั่น มันตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางบรรยากาศการสนทนาที่ดูเหมือนจะราบรื่น 

            เธอเฝ้ามองมันอย่างไม่วางตา พยายามค้นหาความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่าจะเป็๲การขยับกลีบ การเปลี่ยนเฉดสี หรือแม้แต่การสั่นไหวตามจังหวะลมหายใจ แต่ไม่ว่าไมเนอร์จะพูดเพียงใด ดอกไม้ดอกนั้นกลับยังคงนิ่งสนิท มืดมิด และไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด ๆ ต่ออารมณ์ที่ควรจะเกิดขึ้นในขณะนั้น มันเหมือนกับว่า... ดอกไม้นั้นไม่ได้ผูกติดอยู่กับความรู้สึกของเขาอีกต่อไป หรือไม่ก็... เขากำลังปิดกั้นทุกความรู้สึกเอาไว้ภายใต้กำแพงที่มองไม่เห็นอย่างสมบูรณ์แบบ 

            ‘ทำไมกันนะ...ทำไมถึงไม่เปลี่ยนเลย’ 

            ความสงสัยที่รุนแรงขึ้นทำให้บลอสซัมเผลอจ้องมองเขาเขม็ง จนไมเนอร์ต้องเป็๲ฝ่ายถามขึ้นด้วยความสงสัย 

            “มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่า?” 

            “อ๊ะ! เปล่า ๆ ... ไม่มีอะไร” บลอสซัมรีบหลบสายตา ในใจเริ่มกรนด่าตัวเองที่เผลอจ้องเขานานจนดูไร้มารยาท

            “แล้วว่าไงเอาหัวข้อนี้ไหม? หรือว่าเธอมีไอเดียอะไรเพิ่มเติม”

            “ฉันว่าโอเคแล้วล่ะ ไอเดียนายเยี่ยมมาก” ว่าจบหญิงสาวก็ยิ้มยิงฟัน ชูนิ้วโป้งให้เป็๲การชื่นชม

            “งั้นตามนี้นะ” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะปิดกระเป๋า “ถ้าไม่ต้องแก้หัวข้อก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลา” 

            “ถ้าเรานำเสนอดี ๆ อาจจะครั้งเดียวผ่านเลยก็ได้”

            “ขอให้ครั้งเดียวผ่านแล้วกัน” ว่าจบเขาก็ยกมือโบกไปมาเป็๞การบอกลา “ไว้พรุ่งนี้เจอกัน”

            “อืม พรุ่งนี้เจอกัน” บลอสซัมมองตามแผ่นหลังกว้างของไมเนอร์ที่เดินออกจากห้องไป ท่ามกลางแสงแดดยามเย็นที่ฉาบไล้ทางเดินจนเป็๲สีส้มทอง ทว่าดอกไม้นั่นบนศีรษะของเขาก็ยังคงเป็๲สีดำสนิทตามเดิมไม่ได้ถูกแสงของดวงอาทิตย์อาบย้อมไปด้วยเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งแต่ก็น่าตื่นเต้นกำลังก่อตัวขึ้นในอกของเธอ เธอรู้ดีว่าการจับคู่กันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เ๱ื่๵๹ของคะแนนในโปรเจกต์ แต่มันคือโอกาสที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดอกไม้ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

            ไมเนอร์เดินจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด บลอสซัมยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาของหญิงสาวทอดมองไปยังบานประตูที่เพิ่งปิดลง ความรู้สึกวูบโหวงในอกผสมปนเปไปกับความตื่นเต้นที่ยากจะอธิบาย เธอเผลอกำมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว เป็๞วินาทีเดียวกับที่เพื่อนสาวเดินเข้ามาพอดี

            “บลอสซัม! ยังไม่กลับอีกเหรอ?” เสียงเรียกของลิสดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย 

            “อ้อ กำลังจะกลับแล้ว” บลอสซัมรีบเก็บของลงกระเป๋า “มัวแต่คิดเ๹ื่๪๫โปรเจกต์น่ะ” 

            ลิสขยับแว่นสายตา มองเพื่อนสาวอย่างพินิจพิจารณา 

            “คิดเ๹ื่๪๫โปรเจกต์... หรือคิดเ๹ื่๪๫ ‘ดอกไม้’ ของคู่หูคนใหม่กันแน่?” 

            บลอสซัมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ  

            “เธอรู้ทันฉันตลอดเลยนะลิส” 

            “ก็มันดูออกง่ายจะตาย” ลิสพูดพลางเดินมาขนาบข้างขณะที่ทั้งคู่เริ่มก้าวเดินออกจากตึก 

            “ฉันไม่ได้มีพลังพิเศษเหมือนเธอเลยไม่เข้าใจ ดอกไม้นั่นทำให้เธอสนใจเขาขนาดนั้นเลยเหรอ” 

            “จะว่าแบบนั้นก็ได้” เธอพยักหน้ารับ “ฉันแค่อยากรู้ว่า... ทำไมดอกไม้ของเขาถึงได้ดูเศร้าขนาดนั้น ทั้งที่เขาก็ดูไม่ได้เศร้าเลยสักนิด” 

            ลิสไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแต่ทำหน้าที่เป็๞เพื่อนที่ดีด้วยการเดินเคียงข้างไปอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เยียวยาความว้าวุ่นในใจของเพื่อนสาว เมื่อเดินออกมาถึงลานกว้างของคณะ แสงอาทิตย์อัสดงกำลังลาลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็๞สีม่วงอมส้มดูสวยงามทว่าแฝงไปด้วยความเหงา บลอสซัมหยุดยืนมองท้องฟ้าครู่หนึ่ง พลางนึกถึงคำพูดของไมเนอร์ที่ว่า ‘ความขัดแย้งที่ลงตัว’ มันอาจจะเป็๞ความหมายแฝงถึงตัวเขาเองก็ได้... ความขัดแย้งระหว่างตัวตนที่ดูเป็๞กันเองกับความรู้สึกที่ถูกแช่แข็งไว้จนกลายเป็๞สีดำสนิท

             หญิงสาวผู้มีพลังพิเศษกระชับสายกระเป๋าเป้ เตรียมตัวที่จะก้าวเดินต่อไปในวันพรุ่งนี้ วันที่เธอจะต้องเผชิญหน้ากับปริศนาสีดำนั้นอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับความหวังเล็ก ๆ ที่ว่า หากเธอพยายามมากพอ เธออาจจะเห็นกลีบดอกไม้สีดำนั้นขยับไหว หรืออย่างน้อยที่สุด... เธออาจจะช่วยทำให้มันกลับมามีสีสันได้อีกครั้ง 

            ‘อยากเห็นดอกไม้สีดำของเขาเปลี่ยนสี’

            เธอคิดเช่นนั้น และนั่นก็ได้กลายเป็๲หนึ่งในความฝันของเธอซะแล้ว