ในค่ำคืนแรกของการอยู่ในบ้านขจรไกล คนธรส นอนยังไงก็นอนไม่หลับ จึงได้ออกจากห้องนอนลงมาเดินรับลมที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ชีวิตต่อแต่นี้ของเธอจะเป็เช่นไร ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่เธอมีทางเลือกอะไรอีกล่ะ ชีวิตเธอที่พึ่งสุดท้ายก็มีเพียง สุมนทา คนเดียวเท่านั้น ถ้าเธอไม่ทำตามที่ท่านขอร้องก็เท่ากับว่าเป็คนเนรคุณ
คนธรส ยืนกอดอกแหงนมองท้องฟ้าที่มีแสงดาวระยิบระยับ เต็มดาดดื่นบนท้องฟ้า ถึงจะมีหมู่ดาวมากมายอยู่บนท้องฟ้า แต่เธอก็ยังรู้สึกเหงา อ้างว้าง หว้าเหว่ และให้หวนคิดไปถึงผู้ให้กำเนิดทั้งสองคน ป่านนี้ท่านคงมองดูเธออยู่บนสรวง์
“พ่อจ้า แม่จ้า รสคิดถึงพ่อกับแม่จังเลย” คนธรส เอ่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“อุ้ย!..” คนธรส หันหลังกลับก็ชนเข้ากับอกกว้างบึกบึนของใครคนหนึ่งเข้า และใครคนนั้นก็สวมกอดสาวเ้าไว้จะจงใจหรือไม่อย่างไร ก็ไม่รู้สินะ
“มายืนทำอะไรอยู่ที่นี่มืดๆ อย่างนี้?” ก้องภพ ก้มลงไปใกล้ใบหน้านวลเนียนใสไร้เครื่องสำอาง และได้กลิ่นกายสาบสาวที่หอมกรุ่นติดจมูก มันช่างหอมเย้ายวนใจเขาอะไรอย่างนี้ ก้องภพ สูดกลิ่นกายหญิงสาวเข้าปอดลึก ก่อนที่จะเอ่ยถามขึ้น
“รสนอนไม่หลับ ก็เลยออกมาเดินเล่นน่ะค่ะ พี่ภพ ปล่อยรสได้แล้วค่ะ” คนธรส พยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอดแกร่ง ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็สัน และวาบหวาม
“อะไรกัน กะอีแค่กอดแค่นี้มาทำสะดีดสะดิ้งเหนียมอาย ทีบอกให้แม่ฉันบังคับให้ฉันแต่งงานด้วยนี้ทำไมไม่ยอมอายบ้างล่ะ” ก้องภพ กระแนะกระแหนประชดประชันขึ้นมาทันที
“รสไม่ได้บังคับให้คุณแม่มาบังคับพี่เลยนะคะ ถ้าพี่ไม่อยากแต่งก็ปฏิเสธไปก็ได้นี้คะ” คนธรส เอ่ยปฏิเสธ
“เธอก็พูดง่ายจริงนะ คุณแม่ท่านแก่แล้ว และฉันก็ไม่อยากขัดใจท่านด้วย ท่านยิ่งมีโรคประจำตัวอยู่” ก้องภพ กล่าวบอกคนตัวเล็กในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงเข้มดุ
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ? พี่ถึงจะพอใจ” คนธรส เอ่ยถามขึ้น
“ก็!.. เราจะแต่งงานอยู่กินกันหนึ่งปี แล้วก็หย่ากัน โดยจะบอกกับคุณแม่ว่าเราไปกันไม่รอด เธอเห็นว่าไงบ้างล่ะ?” ก้องภพ มองหน้าคนตัวเล็กและสายตาเลยลงไปมองปากบางจิ้มลิ้มที่มีสีแดงระเรื่อโดยไม่ต้องทาลิปสีเลยด้วยซ้ำ แล้วเอ่ยเสนอความคิดของตัวเองออกมา
“ถ้าทำอย่างนี้แล้วพี่สบายใจ รสก็คงไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วล่ะคะ เอาที่สบายใจเลย” คนธรส เผลอกัดริมฝีปากล่างของตนเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยยอมรับข้อเสนอของชายหนุ่มออกไป
“แค่นี้ใช่ไหมคะที่พี่้า งั้นกรุณาปล่อยรสได้แล้ว รสจะขึ้นห้อง” คนธรส กล่าวบอกขึ้นอีก พร้อมกับดันหน้าอกแกร่งของชายหนุ่มให้ถอยห่าง และปล่อยอ้อมแขนแกร่งสักที
“อะไรกัน จะรีบไปไหนเล่า ที่ลงมานี้ก็เพื่อมาอ่อยไม่ใช่เหรอ ยังไม่ทันได้เหยื่อเลยจะรีบกลับขึ้นห้องไปทำไมล่ะ” ก้องภพ พูดออกมาอย่างไม่คิดจะถนอมน้ำใจกันเลย แถมยังกระชับอ้อมแขนแกร่งให้แน่นเข้าไปอีกต่างหาก
“ปากเหรอค่ะนั้น มิน่าล่ะถึงไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย รสว่าพี่ควรไปหาหมอบ้างนะคะ จะได้ให้หมอผ่าหมาออกจากปากให้ จะได้ไม่ต้องเที่ยวไปกัดคนอื่นเขาแบบนี้” คนธรส ทนไม่ไหวจริงๆ กับคำพูดที่ดูถูกดูแคลนกันอย่างนี้ เธอจึงสวนกลับทันควันเหมือนกัน
“โอ้โห!.. ยังไม่ทันไรก็ปากดีซะแล้ว อย่างนี้คงต้องสั่งสอนกันหน่อยซะแล้ว” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ก้มลงประกบปากเข้ากับปากบางจิ้มลิ้ม ที่ช่างต่อล้อต่อเถียงนั้นทันที
“ยะ อื้ออ!..” คนธรส พยายามจะห้ามปรามออกไป แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงไปในลำคอระหงเช่นเดิม เพราะชายหนุ่มไม่ปล่อยเวลาให้คนตัวเล็กได้พูดอะไรออกมาเลย
ก้องภพจูบบดขยี้ริมฝีปากบางจิ้มลิ้มไปมาเบาๆ แล้วสอดลิ้นอุ่นสากลื่นเข้าไปในโพรงปากเล็ก ลิ้นอุ่นสากลื่นตวัด ไล่ต้อน เรียวลิ้นเล็กวนไปเวียนมาอย่างหยอกเย้า จนคนตัวเล็กสั่นสะท้าน เสียวซาบซ่าน ร่างกายอ่อนระทวยแทบทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่ จนต้องใช้แขนเรียวเล็กเกาะยึดลำคอแกร่งของชายหนุ่มไว้
“คราวหน้าอย่าได้มาต่อปากต่อคำกับฉันอีก ไม่งั้นจะหาว่าไม่เตือน”
ก้องภพ เอื้อนเอ่ยบอกออกไป เมื่อได้ถอนจูบออกจากปากบางจิ้มลิ้มนั้นแล้ว ผละปล่อยคนตัวเล็กให้เป็อิสระ แล้วชายหนุ่มก็เดินเข้าบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองข้างหลัง ซึ่ง คนธรส ยืนมองอยู่อย่างนิ่งงัน และงงๆ ยื่นมือเรียวเล็กแตะััริมฝีปากบางจิ้มลิ้มของตนแ่เบา ซึ่งในความรู้สึกภายในใจยังมึนๆ กับรสััที่เขาพึ่งมอบให้ยังไม่หาย
๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗