ราตรีอันดำมืดเริ่มเยี่ยงย่างเข้ามาเยือนอีกครา
เสียงคำรามของสัตว์อสูริญญาดังแว่วมาจากหุบเขาที่อยู่ห่างไกลเป็ระลอก สะท้อนก้องกังวานชวนสะพรึงน่าหวาดกลัว
ในห้องของเด็กหนุ่ม มีเพียงเปลวแสงสีส้มสงบนิ่งจากตะเกียงน้ำมัน ที่ได้ถูกจุดขึ้นวางอยู่ใกล้ริมหน้าต่าง
เฟยอวิ๋นยังคงนอนลืมตากลมโต พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างมองขึ้นไปยังแผ่นฟ้าสีหมึกที่เบื้องบน โดยในตอนนี้ตัวของเขาเองก็ยังไม่อาจข่มใจให้ตัวเองหลับลงได้ใน่เวลาเช่นนี้ส่วนมืออีกข้างก็ลูบไล้ไปมายังปลอกแขนสีดำที่ซุกซ่อนภายใต้แขนเสื้ออย่างใคร่รู้ซึ่งสิบกว่าปีมานี้ เขายังไม่รู้แม้กระทั่งที่มาที่ไปของมันแม้เลยแต่น้อย
ทันใดนั้น! แสงจากตะเกียงน้ำมันที่สงบนิ่ง ก็ดับวูบลงอย่างฉับพลัน!!!
รอบๆ ตัว กลับมาตกอยู่ในความมืดมิดแห่งราตรีอันเยือกเย็นเพียงเพราะว่าแรงลมที่กรรโชกโหมกระหน่ำมาซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุเลยด้วยซ้ำ ว่ามันเกิดมาจากอะไรกันแน่
เศษใบไม้แห้งปลิวว่อนกระจายไปทั่วทั้งลานกว้างต้นไม้ใหญ่รอบข้างเอนลู่ไหวตามลมที่พัดแรง สะบัดกิ่งก้านหักปลิวตามแรงลมของพายุ
เฟยอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะรีบพุ่งตัวไปปิดประตูหน้าต่างลงทันทีและแอบซุกตัวอยู่ในห้องอย่างเงียบๆ พร้อมกับกำแน่นไปที่กระบี่สั้นในมือของเขา ที่ถูกชักดึงออกมาจากใต้หมอน
ซึ่งการตื่นตัวเช่นนี้ บ่งบอกได้ว่าเขาเองก็เป็คนระแวดระวังอย่างมากแม้เพียงครึ่งลมหายใจทว่าสีหน้าของเขากับดูไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด หรือนั้นอาจจะเป็เพราะว่าตัวเขาเองก็เริ่มชินชากับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนหน้านั้นแล้วก่อนจะมองลอดช่องรูเล็กไปยังลานบ้าน โดยมีท่านลุงมือไพล่หลังยืนตัวตรงดูไม่สะทกสะท้านหวาดหวั่นด้วยเช่นกัน
บุรุษวัยกลางคนยืนสงบแน่นิ่งไม่ไหวติงแม้แต่น้อยชายผ้าโบกสะบัดพลิ้วไหวตามแรงลมที่เริ่มพัดโหมกระหน่ำและมันเองก็เริ่มหนักขึ้นเข้าไปทุกที โดยที่ตัวของเขาก็ไม่ได้เกรงกลัวต่ออันตรายที่มันอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนลุงและหลานสูดหายใจเข้าลึก
แต่ทว่าชั่วเวลาหนึ่งต่อจากนั้นไม่นาน กลิ่นอายสังหารก็คละคลุ้งมากับลมหอบใหญ่เตะเข้าที่จมูกของคนทั้งสอง
ชั่วแค่ครู่เดียว ก็มีเงาร่างของบุคคลลึกลับค่อยๆเดินขึ้นมาจากตีนเขาเบื้องล่าง เพียงแค่ไม่ถึงสิบลมหายใจเงาร่างนั้นก็ปรากฏกายยืนอยู่ยังประตูหน้าบ้านนั้นแล้ว
ภายใต้ราตรีที่แสงจันทร์จ้าส่อง
ทำให้ชุดคลุมสีม่วงของบุคคลลึกลับปลิวสะบัดน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่งดูพลิ้วไหววูบวาบสะท้อนประกายตาอย่างประหลาด เมื่ออยู่ในระยะที่ไม่ไกลมากนักทั้งคู่ถึงดูออกว่า บุคคลผู้นั้นเป็ชายชราแปลกหน้าลึกลับเครายาวสีขาว เสื้อผ้าด้านในเป็สีดำสนิทพร้อมทั้งปักลายสายฟ้าสีม่วงทั้งตัวจนทำให้ผู้ที่สวมใส่ยิ่งดูลึกลับซ่อนเร้น ทว่าก็สูงส่งแข็งแกร่งด้วยเช่นกัน
ความเย็นเยียบเริ่มคืบคลานแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณบ้านในทันที
เฟยอวิ๋นหรี่ตาขมวดคิ้วใจหายวาบ หลังจากที่สงบนิ่งมานาน ครั้งนี้หากไม่ตื่นเต้นหวาดกลัวก็คงดูแปลกเกินไปเสียแล้ว
“ศัตรูบุกรุกอย่างงั้นรึ!”
สีหน้าของเขาจากที่ไม่แสดงอาการก่อนหน้านั้นชัดเจนพลันแปรเปลี่ยนเป็วูบไหวหวั่นวิตกขึ้นมาในทันใด และด้วยไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมากระทบมันทำให้หัวใจของเขาเต้นถี่เร็วขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
และยิ่งไปกว่านั้น ‘ผนึกม่านเวท’อันแข็งแกร่งของท่านลุง ที่มันครอบคลุมไปทั่วขุนเขามันถูกชายชราลึกลับเพียงโบกสะบัดมือแค่คราเดียวผนึกม่านเวทนั้นกับสลายหายไปในทันที ราวกับว่าเขากำลังไล่แมลงวันจนทำให้ชายลึกลับผู้นั้นสามารถที่จะเดินก้าวย่างผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
นั้นจึงทำให้มือของเฟยอวิ๋นที่กำกระบี่สั้นเอาไว้ก็ยิ่งกำแน่นขึ้นไปอีก ความเย็นวาบวูบผ่านแผ่นหลังจนกระทั่งรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย
ชายชราลึกลับทำเพียงพ่นลมออกจมูก ก่อนจะพลางเชิดหน้าแหงนขึ้น แล้วกวาดตามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนพร้อมกับสุดหายใจยาวลึก กล่าวลอดไรฟันออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำและแฝงเร้นไปด้วยความไม่พอใจเท่าใดนัก
“กว่าที่ข้าจะตามหาพวกเ้าทั้งสองเจอทำให้ข้าต้องลำบากออกแรงลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว”
กล่าวเสร็จ ก็ชายตาชำเลืองมองสำรวจไปมาทั่วทั้งบริเวณบ้าน แล้วจ้องเขม็งไปยังห้องของเฟยอวิ๋นที่ซุกซ่อนตัวอยู่ด้านในมุมปากของเขาพลันยกยิ้มขึ้นอย่างเ็า กล่าวต่อไปอีกว่า
“เ้าคงรู้ว่าข้ามาที่นี่เพื่อสิ่งใด?...เ้ามอบมันมาให้ข้าเถอะแล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้าทั้งสองคน”
ก่อนจะยืนมือไพล่หลังสายตาจับจ้องเขม็งไปที่ท่านลุงแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเยือกเย็น
ส่วนท่านลุงยังคงมีท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิม ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือหวั่นวิตกแต่อย่างใดกับคำขู่ของชายชราลึกลับผู้มาเยือน ก่อนจะหัวเราะร่าแล้วพูดตอบโต้ออกไปเช่นกัน
“ฮ่าฮ่าฮ่า!!!...นี้ก็สิบสี่ปีแล้วที่พวกเ้าตามหามันพวกเ้าทั้งหมดช่างโง่งมเสียจริง! เฮ้ออ...ข้าอยากจะรู้จริงๆ ใครกันนะที่ปล่อยข่าวลือเื่บ้าบอเช่นนี้ให้พวกเ้าฟังว่าหลานของข้ามีของสิ่งนั้นอยู่กับตัว?”
หลังจากท่านลุงกล่าวด้วยท่าทางขบขันออกมาเสร็จชายลึกลับใบหน้ากะตูกวูบขึ้นทันที พลางขมวดคิ้วขึ้นลงหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าดูผิดหวังหมองคล้ำลงไปไม่น้อยก่อนจะทบทวนในสิ่งที่ตัวเองได้ยินมาอย่างละเอียดอีกที
เื่นี้จะไม่เป็เื่จริงได้อย่างไร?หากว่ามันเป็เื่โกหกที่แต่งขึ้นมาก่อนหน้านั้นจริงๆ
แล้ว...ฉะนั้นคนที่น่าอับอายมากที่สุดคงเป็ท่าน ‘มหาปราชญ์’ ผู้ที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าผู้ซึ่งเป็ถึง ‘ประมุขใหญ่’ ของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งดินแดนสุริยันบูรพาและยังเป็ ‘ผู้นำทางแห่งจิติญญาธาตุ’ ที่สูงส่ง ซึ่งพำนักอยู่ใน ‘วิหารปราณศักดิ์สิทธิ์โบราณ’เชียวนะ
ผู้ซึ่งแม้แต่เป็ ‘ผู้สูงศักดิ์’กระทั่งผู้นำ ‘ตระกูลชั้นสูง’ ของทั้งดินแดนตะวันออกอันยิ่งใหญ่ ยังต้องเคารพนับถืออย่างนอบน้อมและเกรงกลัวบารมีของเขาถึงแปดส่วน! คำพูดของเขาหากว่าได้ถ่ายทอดคำบัญชาออกมาแล้วแทบไม่ต้องคัดค้านให้เสียเวลา และไม่ต้องตรึกตรองให้เมื่อยสมอง เขายังจะกล้าเอ่ยถึงของสิ่งนั้นแบบไม่มีที่มาที่ไปได้ยังไงกัน?
ถ้าผู้คนบนโลกใบนี้ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดออกมา เฮ่อะ!!!...งั้น?...จะมีใครหน้าไหนกันที่น่าเชื่อถือได้มากกว่านี้อีกเล่า
ชายชราลึกลับผู้มาเยือนหัวเราะดังในลำคอ หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนสีหน้าก็ดูผ่อนคลายลง พ่นลมหายใจยาวออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างราบเรียบ
“จริงเท็จแค่ไหนข้าไม่อาจรับรู้ได้เช่นกันแต่ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีมันพิสูจน์ได้ว่าพวกเ้าถูกตามล่ามานับครั้งไม่ถ้วนนั้นแสดงว่า...เ้าเด็กคนนั้นต้องมีสิ่งของอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ทุกคนตามล่าหากันอย่างแน่นอนฉะนั้นแล้ว!...เ้าจงมอบเด็กคนนั้นมาให้ข้าเสียดีๆ!”
หลังพูดจบดวงตาพลันส่องประกายแสงดูราวกับมีเปลวเพลิงลุกท่วมอยู่ด้านใน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็มืดครึ้มอำมหิตฉาบทับ ส่วนในมือพลันปรากฏไม้เท้าขึ้นมาอย่างไม่มีที่มาที่ไปตรงส่วนด้านปลายของหัวไม้เท้า มีลูกแก้วขนาดใหญ่เท่ากำปั้น ส่องสว่างเรืองแสงสีฟ้าอ่อนจางออกมาพร้อมกับ ‘วงแหวนดาราจักร’สองชั้นสีฟ้า สว่างวาบขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้า เผยให้รับรู้ถึงกลิ่นอายอันน่าพรั่นพรึงส่วนตรงหว่างคิ้วเอง ก็ปรากฏ ‘วงแหวนิญญา’ สีส้มซ้อนทับกันสามวงปรากฏขึ้นมาอีก!
“ข้าคงไม่พิรี้พิไรกับพวกเ้าให้มากความเหลียงเฉิน!...ถ้าหากว่าเ้าไม่ยอมมอบเด็กนั้นมาให้ข้า เ้าก็อย่าหาว่าข้าไร้ปรานีก็แล้วกัน!!!”ชายชรากล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ
เหลียงเฉินมองการกระทำของชายชราที่อยู่ตรงหน้า ทำให้เขาเองก็ยังรู้สึกวิตกไม่น้อยกับระดับขั้นขอบเขตพลังปราณิญญาของฝ่ายตรงข้ามและสิ่งที่น่ากลัวหวาดหวั่นที่สุดนั้นก็คือ ชายผู้นี้ซ้ำยังฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาธาตุเวท’ แล้วยังมีพลังปราณิญญาระดับสองดาราแถมเคล็ดวิชาธาตุเวทที่ฝึก ยังอยู่ในระดับ ‘สามวิถี’ อีกด้วย
นั้นเท่ากับว่าการปะทะกันในครั้งนี้อาจจะต้องชี้ชะตาชีวิตของเขาและเฟยอวิ๋น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว!
เพราะโดยสถานการณ์ปรกติแล้ว ถ้าหากว่าการต่อสู้ของเขากับอีกฝ่าย หากใช้เพียงแค่พลังปราณิญญาธรรมดาชายลึกลับผู้นี้ก็สามารถที่จะบดขยี้สังหารตัวเขาลงได้ โดยที่ไม่จำเป็ต้อง ‘เปิดเผย’ ว่าตัวเองเป็ผู้ฝึกพลังธาตุเวทแต่อย่างใดแต่ทว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ ชายชราผู้นี้กับคง้าแสดงพลังอำนาจของตัวเอง และคง้าที่จะจบศึกครั้งนี้ให้เร็วมากยิ่งขึ้นก็เท่านั้นเอง
“เช่นนั้นข้าก็ขอคำชี้แนะจากท่านด้วยก็แล้วกัน”เหลียงเฉินกล่าวยิ้มบาง แต่ทว่าใบหน้ากับดูขื่นขมไม่น้อย
หลังจากกล่าวเสร็จ รอบตัวของเหลียงเฉิน ก็พลันปรากฏแสงสีเหลืองอ่อนจางสว่างขึ้นมาเช่นกันพร้อมกับวงแหวนดาราจักรสองชั้นสีฟ้าปรากฏขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้า ส่วนตรงหว่างคิ้วของเขาปรากฏวงแหวนิญญาสีส้มขึ้นมาสามชั้นเช่นเดียวกันกับผู้มาเยือน มือขวาก็ปรากฏกระบี่สีเงินขึ้นมาเล่มหนึ่งส่องประกายแวววาวเผยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันเย็นเยียบ
ในขณะเดียวกัน เขาเองก็รีบถ่ายเทพลังปราณิญญาเข้าสู่ตัวกระบี่ในทันทีส่วนมือซ้ายก็วาดอักขระเวทขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งทะยานเข้าหาชายลึกลับโดยไม่เกรงกลัว
ถึงเหลียงเฉินััได้เลือนรางว่า ในระดับขั้นพลังปราณิญญาของตนกับฝ่ายตรงข้ามนั้นแม้ดูจะแตกต่างกันไม่มากนัก ระหว่างเขากับชายชราลึกลับแต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขามีนั้นก็คือ เขาเองก็ฝึกเคล็ดวิชาพลังธาตุเวทด้วยเช่นกันถึงหากแม้ว่าจะสู้ไม่ได้จนถึงขั้นเสียชีวิตแต่ก็อาจถ่วงเวลาให้เฟยอวิ๋นได้หลบหนีไปให้ไกล นั้นก็คงเพียงพอสำหรับภารกิจของเขาในครั้งนี้
เคล็ดวิชาธาตุเวท “สุริยันเบิกฟ้า!!!” เหลียงเฉินแผดเสียงคำรามลั่น
“ฮ่าฮ่าฮ่า!...เข้ามาเลยเหลียงเฉิน!...ข้าก็อยากจะรู้นักว่าเคล็ดวิชาธาตุเวทของเ้า ในคัมภีร์อักขระเวทิญญาแห่งราชันย์ของเ้าและของข้าของใครมันจะเหนือกว่ากัน!” หลังเสียงแหลมก้องกังวานจบสิ้นเขาก็ยกไม้เท้าชูขึ้นเหนือศีรษะทันที
เคล็ดวิชาธาตุเวท “อัสนีเพลิงแผดเผา!!!”
.
.
.
.
.
………………………………
เหลียงเฉินปล่อยมือจากกระบี่ให้มันลอยเคว้งอยู่เบื้องหน้าไอปราณิญญาพร่าเลือนห่อหุ้มเอาไว้เลือนราง ทันใดนั้นก็ปรากฏ ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุ’ ขึ้นที่บนฝ่ามือของเขา
สีของมันสว่างวาบเป็สีฟ้า แต่ทว่าก็ค่อนข้างเข้มเล็กน้อย ส่องแสงระยิบระยับงดงามมีขนาดราวเกือบหนึ่งชุ่น
ซึ่งในระดับนี้จะเรียกว่า ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุฟ้าดิน’