คณะเดินทางของอาเธอร์ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดถึงเจ็ดวันจนมาถึงเมืองวอเดอร์เซี่ยน
เมืองวอเดอร์เซี่ยนนั้นอยู่ในการปกครองของศาสนจักรแห่งแสงมันเป็สถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนอาณาจักรหนึ่งในดินแดนแห่งนี้
แม้ศาสนจักรแห่งแสงจะไม่ได้มีพื้นที่ปกครองที่กว้างใหญ่มากนักแต่สถานที่แห่งนี้ก็ทรงไปด้วยอำนาจไม่แพ้ 5 อาณาจักรใหญ่เลยทีเดียวทั้งนี้ศาสนจักรยังถือว่าเป็สถานที่ที่อยู่กึ่งกลางของอาณาจักรต่างๆและได้รับการเคารพจาก 5 อาณาจักรใหญ่อีกด้วย
เมื่อก้าวเข้าสู่เมืองที่เป็ดั่งอาณาจักรแห่งหนึ่งเมืองนี้ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเมืองหลวงของอาณาจักรใดๆ ที่แห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยผู้คนมากมายสิ่งก่อสร้างแปลกตานั้นมีให้เห็นอยู่มาก
เมืองวอเดอร์เซี่ยนนั้นเป็เมืองเปิดมันเป็เมืองแห่งการค้าขายนั่นเพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างดินแดนต่างๆมันจึงเปรียบเหมือนเมืองที่ศูนย์รวมของโลกนี้
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพื้นที่การค้าที่ผู้คนนำแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆตลาดขนาดใหญ่ภายในเมืองนั้นสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้เกือบทุกชนิด ของจำนวนมาถูกนำมาขายในเมืองแห่งนี้
สกุลเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนมีชื่อเรียกว่า"เซนี่" หากทำการซื้อขายในจำนวนเงินเป็จำนวนมากพวกเขามักจะใช้อัญมณีในการซื้อขายแลกเปลี่ยน อัญมณีเ่าั้คือ"ศริสตัล" , "รูบี้" และ"ไดมอน"
1 คริสตัล สามารถแลกเปลี่ยนเป็เงินได้10,000 เซนี่
1 รูบี้ สามารถแลกเปลี่ยนเป็เงินได้100,000 เซนี่
1 ไดมอน สามารถแลกเปลี่ยนเป็เงินได้1,000,000 เซนี่
ทั้งนี้ในโลกแห่งนี้ยังมีอุปกรณ์เวทย์มนต์อำนวยความสะดวกในการจัดเก็บสิ่งของ สิ่งนั้นเรียกว่า "แหวนเวทย์" มันคืออุปกรณ์เวทย์มนต์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็สิ่งของที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้อักขระ
ผู้ใช้อักขระนั้นจะสามารถ "สลักอักขระเวทย์มนต์"ลงบนสิ่งของได้
ซึ่งโดยความคิดของเมอร์ลินการสร้างอุปกรณ์เวทมนต์นั้นก็ไม่ต่างจากการทำอุปกรณ์ไสยเวทย์มากนักแต่จะแตกต่างกันก็ตรงที่พวกเค้าใช้แหล่งที่มาของพลังที่ต่างกันเพียงเท่านั้น
ด้วยเมอร์ลินนั้นมีฐานะเป็เพียงแค่คนรับใช้ แน่นอนว่าเขาไม่สามารถมีแหวนเวทย์มาได้ ซึ่งต่างจากอาเธอร์ผู้เป็บุตรของดยุกและเอมิเรียผู้เป็บุตรสาวของพ่อค้าร่ำรวยแหวนเวทย์นั้นเป็สิ่งของจำเป็ที่พวกเขาต้องพกติดตัวไว้เสมอ
ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งอาเธอร์และเอมิเรียนั้นต่างไม่ได้ถือสัมภาระใดๆติดตัวมาทั้งสิ้น เพราะพวกเขาได้ใส่มันทั้งหมดไว้ในแหวนเวทย์ของพวกเขาหมดแล้ว
เมื่อรถม้าเคลื่อนผ่านผู้คนมากมาย เมอร์ลินซึ่งเป็ผู้ขับรถม้าอยู่ด้านหน้า เขาจึงสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองได้อย่างชัดเจน ในเมืองแห่งนี้เขาได้พบกับผู้ใช้เวทมนต์ที่แข็งแกร่งอยู่มากมาย และพบกับผู้คนที่ไม่ใช่มนุษย์ปะปนอยู่อีกด้วย
ถูกต้องแล้วในโลกแห่งนี้นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์มนุษย์เองก็เป็หนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนี้ในเมื่อเมืองแห่งนี้เป็จุดศูนย์กลางของโลกมันจึงไม่แปลกเลยที่จะสามารถพบกับสิ่งมีชีวิตที่ต่างสายพันธุ์
เมืองแห่งนี้มีผู้ใช้เวทมนต์อยู่เป็จำนวนมากพวกเขานั้นต่างเดินขวักไขว่ไปทั่วทั้งเมือง หลายคนส่วนใหญ่สวมใส่ผ้าคลุมสีแดงและสีเทาเป็ที่น่าเตะตา
ในที่สุดพวกเขามาถึงพื้นที่ภายในเขตโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนโรงเรียนแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตและมีความอลังการในด้านสถาปัตยกรรมของตึกต่างๆ
แต่ที่น่าสะดุดตาก็คือด้านหน้าของตึกใหญ่นั้นมีรูปปั้นขนาดมหึมาขนาดของมันสูงกว่า 30 เมตร รูปปั้นตัวนี้เป็รูปปั้นชายผู้ยิ่งใหญ่สวมใส่ชุดนักบวชที่มีสีทองอร่ามมือขวาของเขานั้นถือไม้เท้าขนาดใหญ่ ส่วนมือซ้ายนั้นถือหนังสือรูปร่างประหลาดอยู่เล่มหนึ่ง
รูปปั้นนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณและความทรงพลังแฝงอยู่
เมื่อผู้คนมองดูมันครั้งแรกพวกเขาต่างกล่าวว่ารูปปั้นนี้นั้นเต็มไปด้วยความสง่าและน่าเกรงขาม
หากจะพูดถึงผู้ใช้เวทมนต์ที่สวมใส่ผ้าคลุมสีทองแล้วล่ะก็ภายในสถานที่แห่งนี้คงมีเพียงแต่ "นักบุญศักดิ์สิทธิ์" เท่านั้นที่จะสามารถสวมใส่มันได้เพราะผ้าคลุมสีทองนั้นคือเครื่องหมายของผู้ใช้เวทมนต์ที่มีพลังเวทย์อยู่ในขอบเขตของมหาจอมเวทย์เพียงเท่านั้น
นักบุญศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็ตัวตนที่ทรงอำนาจที่สุดของศาสนจักรแห่งแสงแห่งนี้พลังของเขาจัดอยู่ในระดับผู้พิทักษ์ของ 5 อาณาจักรใหญ่ด้วยการคงอยู่ของตัวตนนี้จึงทำให้เมืองแห่งนี้เป็เมืองศักดิ์สิทธิ์ไม่มีใครในโลกที่จะกล้ายั่วยุพวกเขา
เมอร์ลินนำรถม้าเคลื่อนผ่านรูปปั้นเข้ามายังด้านในเป็ระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตรและเขาได้หยุดมันตรงตึกอาคารขนาดใหญ่ที่แสนอลังการ
หากนำปราสาทดยุกโครหรือปราสาทเซอร์เตสมาเปรียบเทียบกับตึกอาคารแห่งนี้แล้วล่ะก็สถานที่แห่งนี้นั้นมีความใหญ่โตกว่ามาก อาคารแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยความอลังการและโอ่อ่าบ่งบอกฐานะและความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้
ด้านหน้าตึกแห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยผู้คนชายคนหนึ่งพูดว่า
“ดูเสาต้นต้นนั้นสิ มันทั้งหมดถูกทำด้วยหินอ่อนและถูกสลักด้วยลวดลายที่สวยงามมันมีขนาดใหญ่โตเป็อย่างมาก คงต้องใช้คนซักสิบกว่าคนได้ถึงจะสามารถโอบเสาต้นนั้นได้มิด ความสูงยาวของมันยาวไปถึงร้อยเมตร”
“โอ้ว! ์! เหมือนมันจะสูงไปถึง์เลยทีเดียวช่างใหญ่โตอลังกาลอย่างยิ่ง”
มีเสียงของผู้คนมากมายกำลังกล่าวชื่นชมสถานที่แห่งนี้
ผู้คนเริ่มที่จะหลั่งไหลเขามายังใจกลางห้องโถงหลักดั่งคลื่นมหาสมุทรมากมายหลายพันคนเหตุเพราะวันนี้เป็วันสุดท้ายของการรับสมัครนักเรียนของที่นี่
อาเธอร์นั้นได้สิทธิพิเศษจากการเป็เชื้อพระวงศ์ของหนึ่งในอาณาจักรใหญ่จึงไม่ต้องทำการสมัครและทดสอบใดๆ เหตุเพราะเขานั้นได้ถูกกษัตริย์แห่งอารากอนรับรองมาแล้ว
เมื่อเดินเข้าสู่ตัวอาคาร พวกเขาก็ถูกเ้าหน้าที่ต้อนรับอย่างอ่อนน้อมและนำพาเข้าสู่ที่พักในทันที
ส่วนเด็กสาวที่ติดตามมาด้วยนั้นเนื่องจากเธอเป็เพียงบุตรีของพ่อค้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์อย่างอาเธอร์เธอจึงได้แยกตัวออกไปเพื่อทำการสมัครเข้าเรียนเหมือนคนอื่นๆ
เหล่าทหารองครักษ์ที่อารักขาคณะเดินทางของอาเธอร์นั้นเมื่อเสร็จภาระกิจพวกเขาจึงเดินทางกลับทันที
เมอร์ลินมาที่นี่ในฐานะผู้ติดตามที่ต้องคอยดูแลอาเธอร์เขาจึงได้รับสิทธิ์เข้าไปส่วนในของโรงเรียนด้วยเช่นกัน
ถึงแม้จะเข้ามาส่วนในของโรงเรียนได้ แต่เมอร์ลินนั้นก็ไม่ได้เข้ามาในฐานะของนักเรียนเขานั้นไม่มีสิทธิ์เรียนที่นี่ ฐานะของเขานั้นเป็เพียงผู้รับใช้เท่านั้น
เมื่อมาถึงห้องพักของอาเธอร์ด้วยความทรงจำของเด็กน้อยเมอร์ลินคนเก่าที่เหลืออยู่ เมอร์ลินคนปัจจุบันอย่างเขาก็ได้เข้าไปปฏิบัติตามหน้าที่เหมือนเดิมอย่างรู้งาน
เขานำสิ่งของสัมภาระที่นำออกมาจากแหวนเวทย์ของอาเธอร์เข้าไปจัดเก็บในห้องอย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งทำการเตรียมน้ำอุ่นให้อาเธอร์อาบและลงไปยังโรงครัวของโรงเรียนเพื่อสั่งอาหารให้อาเธอร์นี่คือสิ่งที่เมอร์ลินต้องทำเป็กิจวัตร
เมื่อภารกิจของเมอร์ลินเสร็จสิ้นเขานั้นได้จัดการให้อาเธอร์ทำการพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว เขาจึงได้ปลีกตัวออกไปสำรวจโรงเรียนแห่งนี้
พ้นเขตที่พักของนักเรียนร่างของเมอร์ลินก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเมื่อเขากระโจนตัวออกไป เพียงแค่เท้าของเขาเหยียบแตะบนยอดไม้ก็สามารถทะยานตัวต่อไปได้แล้ว
ถูกต้อง! นี่คือวิชาตัวเบา
มันคือวิชาตัวเบาประจำตัวของเขา "วิชาเดินชมจันทร์"
ทำไมเมอร์ลินถึงสามารถใช้วิชาตัวเบาได้?
นั่นก็เพราะเมอร์ลินนั้นได้บรรลุถึงระดับ3 ของขั้นรวบรวมปราณเรียบร้อยแล้ว
ในวันที่ 5 ของการเดินทาง หลังจากที่ทุกคนเข้าพักผ่อน เมอร์ลินก็ปลีกวิเวกออกมาหาที่สงบและลับตาคนนั่งสมาธิรวบรวมพลังปราณเซียนทุกครั้ง
แท้จริงแล้วการคาดการของเขานั้นผิดพลาดเดิมทีเขาคิดว่าภายในการเดินทางวันแรกเขาก็จะสามารถบรรลุถึงระดับสามได้ แต่เขานั้นดูถูกการบ่มเพาะพลังมากเกินไป ผ่านพ้นเข้าไปถึงวันที่ 5 เขาถึงจะสามารถทะลวงมันได้
การฝึกตนก็ยังคือการฝึกตนแม้จะมีทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมแต่ความยากของมันนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่กระนั้นเขาก็ยังบ่มเพาะได้รวดเร็วกว่าในอดีตอยู่ดีสิ่งที่เรียกว่าพลังเวทย์นั้นนี้สร้างความก้าวหน้าต่อการบ่มเพาะของเขาเป็อย่างมาก
เมื่อเมอร์ลินบรรลุถึงระดับ 3 ของขั้นรวบรวมปราณได้แล้ว ร่างกายของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเส้นเอ็นทุกเส้นในร่างกายของเขาถูกบิดม้วนและจัดเรียงใหม่ ความทรมานในการทะลวงระดับนั้นยังคงโหดร้ายเช่นเดิม
แต่เมื่อทำการทะลวงได้สำเร็จก็บังเกิดผลประโยชน์ที่แสนคุ้มค่ายามนี้ร่างกายของเขานั้นได้เพิ่มความรวดเร็วขึ้นอย่างยิ่งยวด
การฝึกตนของเขานั้นสามารถทำได้ในทุกคืนเขานั้นไม่จำเป็ต้องหลับนอน เพราะการฝึกตนบำเพ็ญเพียรสามารถพื้นฟูร่างกายให้สดชื่นเสมือนได้นอนหลับพักผ่อนมาแล้วนับสิบๆชั่วโมง
การบ่มเพาะพลังปราณเซียนมันคือความมหัศจรรย์ที่เหนือกว่าศาสตร์ของมนุษย์ทั่วไปผู้ที่ทำการบ่มเพาะพลังปราณเซียนได้นั้น พวกเขาได้ถือว่าเป็ผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป
หลังจากนั้นเมอร์ลินก็ได้ฟื้นฟูศาสตร์วิชาของเขา
วิชาตัวเบา “เดินชมจันทร์”ก็เป็หนึ่งในนั้น ด้วยความชำนาญในกาลก่อนเขาจึงสามารถทำความเข้าใจและฝึกวิชานี้ได้อย่างรวดเร็วเพียงเวลาไม่นานเขาก็สามารถรื้อฟื้นวิชาของเขาทั้งหมดได้แล้ว
จะมีเพียงแต่ข้อจำกัดของระดับการบ่มเพาะเท่านั้นที่ทำให้เขายังไม่สามารถใช้บางวิชาหรือใช้ขั้นสูงของวิชานั้นๆได้
ในตอนนี้เมอร์ลินนั้นสามารถใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนที่ได้อย่างชำนาญเขาสามารถวิ่งได้แม้กระทั่งบนผิวน้ำหรือยอดไม้ได้
หากระดับการบ่มเพาะพลังของเขานั้นสูงขึ้นเขาก็จะสามารถเดินเท้าเหยียบไต่บนอากาศได้ทีเดียว
แม้ว่าวิชานี้จะยอดเยี่ยม แต่มันก็มีความพิเศษเฉพาะตอนที่อยู่ในขั้นรวบรวมปราณเท่านั้นเมื่อสามารถเข้าสู่ขอบเขตก่อลำต้นได้แล้ว วิชาเหล่านี้จะไม่จำเป็อีกต่อไปเพราะผู้ที่อยู่ในขอบเขตก่อลำต้นนั้นสามารถเหาะเหินเดินอากาศและโบยบินบนท้องฟ้าได้
การเหาะเหินนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่วิชาหรือการบ่มเพาะมันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถเหาะไปบนท้องฟ้าได้นี่ก็คือการใช้อาวุธไสยเวทย์
อาวุธไสยเวทย์นั้นเป็สมบัติวิเศษของผู้ฝึกตนนอกจากการต่อสู้แล้วมันยังสามารถทำอะไรได้หลายสิ่งและการเหาะเหินก็คือหนึ่งในความสามารถเ่าั้
มันสามารถกล่าวได้ว่าสำหรับผู้ฝึกตนแล้วการเหาะเหินเดินอากาศวิเศษใดๆ มันไม่ใช่เื่ยากเย็นสำหรับพวกเขา
เมอร์ลินใช้วิชาตัวเบาเดินชมจันทร์ทะยานไปในบริเวณพื้นที่โดยรอบไปเรื่อยๆ
ยามนี้เป็คืนที่มีแสงจันทร์ เมื่อเขาไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งคาดว่าจะเป็พื้นที่เพาะปลูกพืชบางชนิดพลันสายตาของเขาเหลือบไปเห็นบุคคลสามคนที่กำลังทำพฤติกรรมที่น่าสงสัย
พวกมันเ่าั้ลอบเข้าไปโดมแห่งหนึ่งในพื้นที่เพาะปลูก
ด้วยความสงสัยเมอร์ลินจึงติดตามคนพวกนั้นไปติดๆ แต่ดูเหมือน์จะไม่เป็ใจ เมื่อฝูงนกที่พักอาศัยบนต้นไม้ที่เขาแอบอยู่นั้นเกิดการแตกตื่น
เสียงกระพือปีกของนกทำให้หนึ่งในสามคนนั้นส่งเสียงร้องออกมา
"นั่นใคร!"
เมื่อสิ้นเสียงหนึ่งในนั้นก็ขยับปากพรึมพรำในตอนนั้นเองประโยคสุดท้ายที่เขากล่าวก็คือ
"วอเทอร์บอล"
พลังเวทย์ในอากาศถูกบังคับให้สร้างกระแสน้ำวนทรงกลมปรากฏออกมา
เมื่อชายคนนั้นสะบัดมือบอลเวทย์น้ำลูกนั้นก็ได้พุ่งมายังจุดที่เมอร์ลินยืนอยู่อย่างรวดเร็ว
บอลเวทย์น้ำลูกนั้นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยอำนาจ