บทที่ 25
ซุ่มโจมตี
สองข้างทางของถนนป่าลึกที่เงียบสงัด พลันบังเกิดเสียงสายลมกระพือฝูงนกกระจัดกระจายบินหนีไปท่ามกลางเสียงกู่ร้องของสัตว์ป่าที่แตกตื่นลมแรงพัดผ่านยอดไม้สูงใหญ่จนใบไม้ปลิวว่อนราวพายุโหม
จากเงามืดเบื้องลึกของผืนป่าร่างเงาแต่งกายดำทะมึนหลายสายทะยานออกมาราวกับเงาทมิฬ ติดตามกันไม่ขาดสายพวกมันสวมชุดนักรบหนังสัตว์สีเข้ม แถบแขนมีตราสัญลักษณ์รูปอสรพิษขดตัวดวงตาทุกคู่ทอแสงเย็นเยียบ ไร้ความปรานี ดาบ หอกธนูถูกยกขึ้นพร้อมกันราวฝูงอสูรคลั่งที่บุกทะลวงเข้าใส่ขบวนทัพอย่างไร้เสียงเตือนล่วงหน้า
กวนจวิ้นยืนตระหง่านบนหลังม้าใบหน้าทะมึนของเขาเต็มไปด้วยเส้นเอ็นที่เต้นเร้า ดวงตาคมดุเปล่งประกายเย็นเยียบมือหนากระชับด้ามดาบแน่นเขากวาดสายตามองภาพตรงหน้าเพียงแวบเดียวก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ แต่หนักแน่นกังวาน
“ซื่อจื่อ! ศัตรู... ประมาณสี่ร้อยคน!”
เหยียนไป๋เฉินที่อยู่บนหลังม้าด้านหน้า พลันหรี่ตาเย็นเยียบมือที่จับบังเหียนกระชับแน่นจนข้อขาวขึ้นดาบยาวข้างเอวของเขาสะท้อนแสงสีเงินวาบขึ้นมาเล็กน้อยทว่าเขาไม่ได้กล่าวสิ่งใดนอกจากพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
สายลมเย็นะเืพัดผ่านกลุ่มทหารัเพลิงร้อยห้าสิบคนที่ยืนสงบนิ่งพวกเขายังไม่ถอยหนีแม้ก้าวเดียว ทวนในมือชี้ตรงไปข้างหน้า โล่แแ่กับเพื่อนข้างเคียงขบวนทัพถูกจัดเรียงอย่างรวดเร็วราวกับหินผาไม่มีวันสั่นคลอน
พลัน...
“ตั้งขบวน!!”
เสียงคำสั่งของเหยียนไป๋เฉินดังกังวานไปทั่วสนามรบดังกึกก้องปานฟ้าคำราม
ทหารัเพลิงทั้งหมดขานรับพร้อมเพรียง
“รับคำสั่ง!”
แล้วการปะทะก็ะเิขึ้น!
เสียงฝีเท้าศัตรูโถมเข้ามาดังสนั่นเหมือนฝูงสัตว์ร้ายไล่ล่าเหยื่อปลายหอกของกองทัพัเพลิงแทงต้านพายุของศัตรูอย่างแข็งแกร่งเสียงเหล็กกระแทกเหล็กดังสนั่นโลหิตสาดกระจายเป็ม่านบางย้อมทุ่งหญ้าให้แดงฉานในพริบตา
เสียงคำรามดั่งสัตว์ป่า เสียงอาวุธเฉือนเนื้อ เสียงโล่กระแทกดาบเสียงร้องโหยหวนของผู้าเ็และลมหายใจเฮือกสุดท้าย ดังกระหึ่มปนเปในสมรภูมิร่างทหารล้มตายทับถมกัน ราวกับสนามหญ้าแห่งนี้จะกลายเป็หลุมศพนับร้อยในไม่ช้า
แม้ทัพศัตรูจะมีกำลังเหนือกว่าสองเท่า แต่กองทัพัเพลิงกลับแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งไร้เทียมทาน
พวกเขาคือกองทัพที่เคยเดินทัพผ่านสนามรบมาแล้วนับไม่ถ้วนการฆ่าฟันไม่ทำให้ดวงตาของพวกเขาสั่นไหว
โล่เคลื่อน ทวนแทง ศัตรูล้ม ดาบตัด เสียงร้องขาดสะบั้นพวกเขาเปรียบประหนึ่งเพลิงาที่เผาผลาญศัตรูอย่างไม่ปรานี!
ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายบนยอดไม้สูงห่างออกไปหนึ่งต้นเงาร่างลึกลับปรากฏขึ้น
ร่างนั้นคลุมกายด้วยชุดคลุมยาวสีดำทมิฬ ขลิบเสื้อสีเงินมันวาวผ้าคลุมบดบังใบหน้าเห็นเพียงปลายคางที่เรียวยาวและดวงตาสีแดงเรืองรองคล้ายโลหิต
อาภรณ์ของเขาไร้ร่องรอยฝุ่น ราวกับว่าแม้ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเืและโคลนเขาก็ไม่เคยเปื้อนสกปรกแม้แต่น้อย
บนแผ่นหลังของชายผู้นั้นมีคันศรขนาดใหญ่หนึ่งคันกับกระบี่อีกสองเล่มไขว้กันเป็กากบาท
กลิ่นอายของเขาเงียบงัน ไร้คลื่นพลังปราณแต่ผู้ใดที่สบตาจะััได้ถึงความตายที่คลืบคลานอยู่ทุกฝีก้าว
กวนจวิ้นที่เฝ้าสังเกตการณ์ตลอดมา ยามที่เห็นเงาร่างนั้นปรากฏรังสีดุดันในดวงตา ฝ่ามือใหญ่กระชับด้ามดาบแน่นยิ่งขึ้นเขาหันศีรษะเล็กน้อยกล่าวเสียงต่ำ
“ข้าเอง...”
เสียงนั้นหนักแน่นและมั่นคง ราวกับูเาหินผาไม่อาจสั่นคลอน
แล้วทันทีที่คำพูดหลุดจากปาก ร่างสูงใหญ่ของกวนจวิ้นก็เหยียบอานม้าพุ่งตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า
เสียงลมหอบดังขึ้นอย่างรุนแรงร่างของเขาพุ่งตรงไปยังยอดไม้ใหญ่ที่เงาร่างลึกลับนั้นยืนอยู่ด้วยท่วงท่าพยัคฆ์พุ่งโถมที่ดุดัน!
ดาบเหล็กกล้าฝีมือชั้นเยี่ยมในมือของกวนจวิ้นเปล่งประกายเยียบเย็นทันทีที่ฟันแหวกอากาศออกไปเสียงลมที่ถูกฉีกขาดด้วยคมดาบดังลั่นราวกับฟ้าคำรามเงาร่างสูงใหญ่ของเขาทะยานผ่านยอดไม้อย่างว่องไวร่างราวอสูรทมิฬที่ห่อหุ้มด้วยพายุเพลิงพุ่งโถมเข้าหาศัตรูโดยไม่ลังเล!
ชายปริศนาที่ปกปิดใบหน้าภายใต้เสื้อคลุมสีดำยืนสงบนิ่งประหนึ่งภูผานิ่งเงียบหาได้เคลื่อนไหวไม่ทว่าในเสี้ยวพริบตาเดียวก่อนที่คมดาบของกวนจวิ้นจะฟาดฟันลงมาถึงร่างเงาร่างนั้นพลันขยับเล็กน้อย ฝ่ามือที่ซุกซ่อนภายในอาภรณ์ค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆเสียงสายธนูตึงเปรี๊ยะดังขัดหู!
ฉึบ!!
ลูกศรสีดำดุจอสรพิษถูกปล่อยออกจากคันศรยาวในมือของชายปริศนาพุ่งเข้าปะทะกับคมดาบที่กำลังสับลงของกวนจวิ้นอย่างจัง!เสียงะเิดังสนั่นสะท้านอากาศแรงปะทะที่ปลดปล่อยออกมาจากทั้งสองฝ่ายกระแทกเข้าหากันจนเกิดแรงสั่นะเือย่างรุนแรงใบไม้และเศษฝุ่นปลิวกระจายดั่งพายุหมุน!
กวนจวิ้นกัดฟันกรอดแรงต้านที่สะท้อนกลับมาทำให้แขนข้างที่จับดาบชาวาบไปชั่วขณะแต่ดวงตาคมกริบกลับยิ่งเปล่งประกายกร้าวแกร่งยิ่งขึ้น
"หึ! ไม่เลว!" เขากระแทกเสียงต่ำร่างสูงใหญ่วงไหล่กว้างขยับอีกครั้งดาบเหล็กกล้าฟาดฟันเข้าใส่ชายปริศนาราวกับพายุสายฟ้า รวดเร็ว หนักหน่วง แม่นยำ!
ชายปริศนาผู้นั้นไม่หลบเลี่ยง กลับใช้คันศรยาวในมือเป็โล่กั้นปะทะคมดาบโดยตรง
เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังกระหึ่มกึกก้องราวกับเสียงระฆังาที่ดังข้ามฟ้าดินทุกการกระแทกส่งแรงอัดสะท้อนเป็ระลอกคลื่นลมแรงผลักใบไม้และต้นหญ้าราบลงกับพื้นดิน
ทั้งสองราวกับสัตว์ป่าบ้าคลั่งที่ปะทะกันกลางสมรภูมิร่างของพวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วจนกลายเป็เพียงเงาร่างมัวเลือน
กวนจวิ้นฟาดดาบแทงปลายคมใส่จุดตายทุกครั้งอย่างไม่ลังเลขณะที่ชายปริศนาเคลื่อนไหวประหลาด ร่างกายพลิ้วไหวเหมือนภูตผีในเงามืดคันศรในมือโต้ตอบกลับได้ทั้งการป้องกันและการโจมตี เขาไม่เพียงแค่ยิงธนูแต่ยังใช้ศรเป็อาวุธเฉือนแทงได้อย่างแม่นยำไม่แพ้กระบี่ใดในใต้หล้า!
เสียงปะทะดังไม่ขาดสายแรงสั่นะเืจากการต่อสู้รุนแรงถึงขั้นทำให้ยอดไม้สั่นะเืใบไม้โปรยปรายดังสายฝน สะเก็ดไม้ปลิวว่อนจากทุกทิศ
พื้นดินเบื้องล่างแตกระแหงราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้ระยะทางที่ทั้งสองคนสู้กันจะห่างออกไปหลายสิบจั้งแต่แรงปะทะที่เกิดจากการต่อสู้ของพวกเขากลับยังคงส่งคลื่นกระแทกเป็ระลอกแผ่ซ่านไปถึงสมรภูมิด้านล่างเสียงคำรามจากอาวุธที่ปะทะกันยังกระทบโสตประสาทของทหารทั้งสองฝ่ายแม้ใน่เวลาที่การฆ่าฟันบนพื้นดินยังคงดำเนินไปไม่หยุดยั้ง!
บรรยากาศโดยรอบราวกับตกอยู่ท่ามกลางพายุมรสุมที่ไม่มีทางสงบลงง่าย ๆ
การต่อสู้ของกวนจวิ้นและชายปริศนาไม่เพียงแต่เป็การประลองระหว่างยอดฝีมือแต่ยังเป็การปะทะกันของพลังและเจตจำนงอันแข็งแกร่งที่ไม่อาจมีผู้ใดถอยก่อนหน้าได้แม้เพียงก้าวเดียว!
..
ในขณะนั้นเอง ซูเยี่ยนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเหยียนไป๋เฉินพลันเบนสายตาคมกริบหันไปยังอีกทิศทางหนึ่งลึกเข้าไปในแนวป่าทึบที่เต็มไปด้วยเงาไม้หนาแน่นหากเป็คนธรรมดาย่อมไม่สามารถมองทะลุม่านเงามืดเช่นนี้ไปได้ ทว่าดวงตาของผู้ฝึกยุทธขอบเขตจันทรากลับต่างออกไปมากนักทุกความเคลื่อนไหวแม้เพียงเบาบาง ย่อมไม่พ้นสายตาเขาไปได้แม้แต่น้อย
ดวงตาคมเรียบเฉียบของซูเยี่ยนจ้องแน่วนิ่งไปยังจุดหนึ่งท่ามกลางเงามืด
"...พวกมันเตรียมตัวมาดี รู้ทั้งจำนวนคน และแม้กระทั่งยอดฝีมือของเรา…"
เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้นเรียบเย็นก่อนจะหันกลับมาพยักหน้าให้เหยียนไป๋เฉินที่กำลังควบคุมภาพรวมของการต่อสู้อยู่
"ซื่อจื่อ ครั้งนี้ข้าไปเอง" น้ำเสียงของเขามั่นคงแน่วแน่ราวกับไม่ใช่คำขอ แต่เป็คำประกาศ
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ซูเยี่ยนก็กระโจนออกจากอานม้าที่เขาควบม้าอยู่อย่างไร้การลังเลฝ่าเท้าเหยียบแผ่นหลังของม้าเบา ๆ ประหนึ่งขนนกก่อนที่ร่างผอมสูงในชุดเกราะเบาจะทะยานขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว
ร่างของเขาเคลื่อนไหวพลิ้วไหวราวกับสายลมดุจมัจจุราชในเงามืดที่ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าท่วงท่าคล่องแคล่วจนแทบไม่ก่อให้เกิดแรงลมปะทะเลยแม้แต่น้อยเงาร่างของซูเยี่ยนแวบวาบหายไปท่ามกลางเงาไม้และกิ่งก้านสูงต่ำในพริบตาเดียวก็เลือนรางราวกับละลายไปกับเงาสีเข้มของแนวป่าที่ทอดยาว
ในขณะที่การต่อสู้ระหว่างกองทัพกำลังร้อนระอุด้วยเสียงร้องะโและเสียงอาวุธกระทบกันสนั่นหวั่นไหวเื้ัของสนามรบอันแสนวุ่นวายซูเยี่ยนกลับดำดิ่งเข้าสู่ความเงียบงันของป่าอย่างไร้สุ้มเสียงเส้นทางที่เขาเคลื่อนผ่านแทบไม่มีแม้แต่เศษใบไม้ใบร่วงหรือกิ่งไม้แตกร้าว
จนเมื่อเขาพุ่งลึกเข้าไปในผืนป่าเงาร่างหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ก็เผยให้เห็นเพียงเล็กน้อย ชายคนนั้นปกปิดตัวตนด้วยผ้าคลุมสีดำสนิทกลืนเข้ากับเงาไม้รอบด้านอย่างแเีร่างกายของมันนิ่งราวกับหลอมรวมไปกับบรรยากาศแต่ดวงตาสีเทาเข้มคู่หนึ่งกลับเรืองแสงวาบขึ้นมาในความมืดราวกับหมาป่าที่กำลังล่าเหยื่อ
ซูเยี่ยนชะงักกายครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะแ่เบา ท่าทีของเขาแม้จะดูสงบและไร้อารมณ์แต่สายตาที่ทอดมองอีกฝ่ายนั้นกลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ซ่อนตัวได้นานนัก แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น”
สิ้นคำ เสียงกระบี่ที่อยู่ในมือเรียวบางของเขาก็ดังขึ้นเบา ๆเมื่อมันถูกชักออกจากฝักในคราวเดียว
แม้ไม่มีเสียงะเิดังสนั่นไม่มีคลื่นลมปะทะรุนแรงเหมือนการต่อสู้ของกวนจวิ้นทว่าในพื้นที่ซึ่งเงียบงันเช่นนี้การประลองของยอดฝีมือทั้งสองที่เคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วเหนือสายตาของคนทั่วไปกลับชวนให้ขนลุกซู่ ทั้งเสียงกระทบกันแ่เบาและแรงปะทะที่แม้จะไร้เสียงแต่เปี่ยมไปด้วยความรุนแรงในทุกกระบวนท่าราวกับมีสองอสูรร้ายที่กำลังประลองห้ำหั่นกันในโลกที่มืดมิด