เพียงก้าวแรกที่ออกจากประตูเมืองด่าน มู่เฉินก็ััได้ถึงพลังอำนาจของทะเลทราย สายลมร้อนพัดกระแทกใบหน้า คลื่นทรายซัดสาดราวกับทะเลที่ไม่มีน้ำ เสียงหวีดหวิวของลมดังสะท้อนในโพรงหู คล้ายเสียงคร่ำครวญของภูตผี
วันแรกของการเดินทาง มู่เฉินยังพอมีแรงก้าวไปได้ไกล แต่พอถึงวันที่สอง แสงอาทิตย์ราวคมดาบจากเบื้องบนแผดเผาลงบนแผ่นหลัง น้ำที่เตรียมมาก็พร่องลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายเขาแห้งผากจนริมฝีปากแตกเป็รอยเื ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินหัวใจให้สั่นไหว
ยามค่ำคืน แม้ดวงดาวพร่างพรายงดงาม แต่ความหนาวเหน็บกลับโหดร้ายไม่แพ้กลางวัน มู่เฉินต้องใช้เสื้อคลุมบางๆ พันตัวเองแ่า ดาบวางข้างกายพร้อมชักได้ทุกเมื่อ เขาหลับตาเพียงครู่หนึ่ง ก็ถูกปลุกด้วยเสียงแหวกทรายยาวเหยียด อสรพิษทะเลทราย เลื้อยออกมาจากผืนทรายใต้เท้า
ดวงตาของมันส่องแสงเขียวมรกตในความมืด ฟันขาววาวราวใบมีดแววับพุ่งหมายเข้าคอหอย มู่เฉินคว้าดาบฟาดฟันอย่างฉับไว เสียงเหล็กเสียดกับเกล็ดแข็งของมันดังสนั่น
ฉับ!!
ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย เขาอาศัยความเฉียบคมและความแข็งแรงของฝีมือเอาตัวรอดในเสี้ยววินาที ร่างอสรพิษถูกผ่าขาด เืสีดำทะลักออกมาบนผืนทรายแห้ง
“แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังร้ายกาจปานนี้... แล้วผู้คนเล่า จะเป็เช่นไร?” มู่เฉินพึมพำ พลางหอบหายใจหนักหน่วง
วันที่สาม พายุทรายโหมกระหน่ำฟ้าเหลืองจนมองไม่เห็นเส้นทาง เบื้องหน้ามืดดำราวอยู่ในนรก มู่เฉินใช้ผ้าคลุมปิดใบหน้า ก้าวฝ่ากระแสทรายที่กัดผิวจนแสบคันทุกอณู เขาหลงทางจนแทบหมดแรงล้ม แต่แล้วก็มองเห็นก้อนหินผาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบ เขาเร่งแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อไปหลบพักใต้ร่มเงานั้น
ที่นั่น มู่เฉินจุดไฟก่อกองเล็กๆ พลางมองผืนฟ้าสีแดงคล้ำด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว แม้ทะเลทรายจะโหดร้ายปานใด แต่เขาก็รู้สึกว่า นี่เป็เพียงการเริ่มต้นของบททดสอบ เท่านั้น
หลังรอดพ้นพายุทรายอันบ้าคลั่งได้เพียงไม่กี่วัน มู่เฉินก็พบเงาดำเคลื่อนตัววูบวาบบนสันทราย เสียงฝีเท้าม้าดังก้องมาจากทุกทิศทุกทาง ฝุ่นทรายถูกโหมขึ้นราวพายุร้าย ก่อนที่กองโจรทะเลทรายจะปรากฏตัว ล้อมรอบเขาด้วยจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน
“ฮ่าๆๆ ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ เหยื่อที่เดินหลงกลางทะเลทรายเพียงลำพัง! ดาบเ้าดูมีราคานะ”
หัวหน้าโจรสวมผ้าคลุมศีรษะสีดำ ยกดาบโค้งเงาวับในมือพร้อมแสยะยิ้ม
มู่เฉินมองรอบกาย เขารู้ดีว่าการเจรจาไร้ค่า คนเหล่านี้ไม่ต่างจากหมาป่าหิวโซ หากอ่อนข้อเพียงนิดเดียว คงถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ แน่นอน
“อยากได้ของของข้า…ต้องเอาชีวิตมาแลก!” เสียงมู่เฉินดังชัดเจนในสายลม
ทันทีที่คำพูดสิ้นสุด ร่างเขาก็พุ่งทะยานขึ้นราวกับพยัคฆ์กระโจน ดาบในมือสะบัดออกเป็แสงสีเงินวาววับ เสียงโลหะปะทะกันดัง เคร้ง! เืสาดกระเซ็น ท่ามกลางฝุ่นทรายที่คลุ้งตลบ
มู่เฉินใช้ฝีมือดาบที่แกร่งกล้าหักล้อมโจรทีละส่วน แม้จำนวนศัตรูมากกว่า แต่กลับไม่อาจกดดันเขาได้เลย เสียงร้องโหยหวนดังต่อเนื่อง เหล่าโจรล้มลงทีละรายจนผืนทรายย้อมเป็สีแดงเข้ม
หัวหน้าโจรทะเลทรายเห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี รีบควบม้าหนีไปไกล แต่ก่อนที่เขาจะพ้นสายตา ดาบของมู่เฉินก็พุ่งวาบราวสายฟ้า ฉับพลันศีรษะของมันกลิ้งตกลงมากลางผืนทราย เหล่าโจรที่เหลืออยู่ต่างสั่นสะท้าน กรีดร้องหนีเอาชีวิตรอดไป
หลังการต่อสู้อันดุเดือด มู่เฉินยืนเดี่ยวอยู่ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเืที่อบอวล แววตาเขาไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย กลับเปล่งประกายแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม
ข่าวลือของชายหนุ่มผู้ปราบกองโจรทะเลทรายยี่สิบคนเพียงลำพัง จึงเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วพรมแดนตะวันตก จากคาราวานพ่อค้า สู่ชนเผ่าเร้นลับ ทุกผู้คนต่างกล่าวถึงนามของเขา
“มู่เฉิน ผู้กล้าแห่งทะเลทราย”
หลังจากการต่อสู้กับเหล่าโจรทะเลทราย มู่เฉินเดินทางต่อไปอีกหลายวัน ผ่านผืนทรายที่ไร้สิ้นสุด จนกระทั่งแสงสีเขียวแห่งชีวิตปรากฏตรงหน้า โอเอซิสใหญ่
ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ พลันเบื้องหน้ากลับเต็มไปด้วยไม้เขียวชอุ่ม สายน้ำใสสะอาดไหลเวียน แสงอาทิตย์สะท้อนบนผืนน้ำดุจแผ่นแก้วมรกต รอบ ๆ คือคูหาพักและตลาดที่คึกคัก ผู้คนหลายเผ่าหลากภาษาแห่กันมาค้าขาย ไม่ว่าจะเป็ผ้าไหมหรูหราจากตะวันออก เครื่องเทศหอมฉุนจากแดนไกล ทองคำและอัญมณีที่เปล่งประกายราวแสงดาว
มู่เฉินก้าวเข้าสู่ย่านการค้า สายตาก็สะดุดกับหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่สวมผ้าคลุมศีรษะหลากสี สายตาคมกล้าดุจเหยี่ยว รอยยิ้มพราวเสน่ห์ นางเป็สาวงามจากชนเผ่าต่างแดน ดวงตาสีอำพันล้ำลึก ราวกับเก็บความลึกลับของทะเลทรายไว้ทั้งหมด เพียงแค่สบตา มู่เฉินก็รู้สึกราวกับถูกอ่านใจได้ในชั่วพริบตา
แต่เขามิได้คิดไกล เพียงยกมือตอบรับมิตรภาพ แล้วเดินผ่านไปเงียบ ๆ ทว่าภาพรอยยิ้มของนางกลับติดตรึงในใจโดยไม่รู้ตัว
วันคืนหมุนเวียน ฤดูร้อนผ่านไป ฤดูหนาวมาเยือน มู่เฉินเลือกพำนักที่โอเอซิสใหญ่กว่าสามปีเต็ม ที่นี่เขาได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชนเผ่าหลากหลาย ได้ดื่มน้ำชารสเข้มร้อน ๆ ยามค่ำ ได้ฝึกเพลงดาบกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ได้ช่วยปกป้องคาราวานพ่อค้าจากโจรผู้ร้าย และค่อย ๆ กลายเป็บุรุษที่ผู้คนในโอเอซิสให้ความเคารพ
ผู้เฒ่าชนเผ่าเคยกล่าวกับเขาว่า
“ชายหนุ่ม…ชีวิตมิใช่เพียงอยู่รอด แต่คือการออกเดินทางตามลิขิตฟ้า หากเ้าพักพำนักที่นี่เพียงเพื่อความสงบ นั่นอาจมิใช่ชะตาที่แท้จริงของเ้า”
คำกล่าวนั้นราวกับค้อนที่ทุบลงกลางใจ มู่เฉินเข้าใจดีว่า ถึงแม้โอเอซิสใหญ่จะงดงามและอบอุ่นเพียงใด แต่มันไม่ใช่จุดหมายสุดท้ายของตน
ยามรุ่งอรุณของวันที่ลมหนาวพัดแรง เขาสวมชุดคลุมหนา คาดดาบคู่ใจ แล้วโบกมือลาผู้คนที่คุ้นเคย ก่อนก้าวออกจากโอเอซิสใหญ่ไปบนเส้นทางสายใหม่