ตอนที่37 : ของที่ไม่ควรอยู่ด้วยกัน
รายงานด่วนมาถึงลู่ชิงเหอก่อนฟ้าสาง
“จุดพักถูกย้ายแล้วครับ”
ลู่ชิงเหอวางเอกสารในมือลงทันทีสีหน้าเคร่งขึ้น
“ย้ายจากไหนไปไหน”
นายทหารชี้ตำแหน่งบนแผนที่จุดเดิมอยู่ข้างทางเลียบป่า ส่วนจุดใหม่ลึกเข้ามาใกล้หนานซานมากกว่าเดิม
ลู่ชิงเหอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“แล้วของล่ะ”
“มีลังสองใบจากเพิงเดิมครับแล้วก็มีกล่องไม้เตี้ยอีกหนึ่งใบถูกยกมาสมทบทีหลัง”
“เห็นคนขนหรือไม่”
“เห็นผู้ชายหนึ่งคนมากับเกวียนครับแต่ตอนนั้นยังมืดเกินไป จึงยืนยันตัวไม่ได้”
ลู่ชิงเหอก้มมองตำแหน่งบนแผนที่อีกครั้งของถูกแยกออกจากต้นทางหลายจุด ก่อนนำมารวมกันที่จุดพักแห่งใหม่วิธีนี้แสดงว่าผู้ขนแต่ละคนอาจรู้เพียงหน้าที่ของตัวเองแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับของทั้งหมด
“คนที่มารับต่อปรากฏตัวหรือยัง”
“ยังครับ”นายทหารตอบ ก่อนถามด้วยความกังวล “ถ้าคนขนย้อนกลับมาเอาของไปก่อนล่ะครับ”
“ปล่อยให้เอาไป”
นายทหารชะงัก“ไม่จับไว้ก่อนหรือครับ เราอาจเสียของกลางทั้งหมด”
ลู่ชิงเหอตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ถ้าจับตอนนี้ เราจะได้เพียงคนขนกับของสองสามลัง แต่ผมต้องการรู้ว่าใครมารับต่อและของจะถูกส่งไปที่ไหน”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังมีสีหน้ากังวลลู่ชิงเหอจึงย้ำอีกครั้ง
“เราไม่ได้ตามแค่คนแบกของ”
“เข้าใจแล้วครับ”
คำสั่งถูกส่งออกไปทันทีทุกหน่วยต้องเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ห้ามแสดงตัวและห้ามแตะต้องสิ่งของจนกว่าจะได้รับสัญญาณ
ระหว่างรอลู่ชิงเหอสั่งให้กำลังพลผลัดกันกินอาหารตามเวรนายทหารคนหนึ่งลังเลเพราะกลัวว่าจะพลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ
“ไปกินข้าวเสีย”ลู่ชิงเหอสั่ง“ถ้าคนของเราเหนื่อยจนพลาด ต่อให้เฝ้าอยู่นานกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์”
ลู่ชิงเหอเองกินหมั่นโถวเย็นชืดไปครึ่งลูกขณะอ่านบันทึกเวลาอีกครั้ง
ภาพหลินซูเหยาหัวเราะตอนพูดถึงคำว่า ‘ดี’ผุดขึ้นมาในความคิด มุมปากของเขาขยับเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเคร่งขรึมเมื่อรายงานฉบับใหม่ถูกส่งมาถึง
เขาคิดถึงหลินซูเหยาได้ แต่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เขาจะไม่ยอมให้ความรู้สึกส่วนตัวบดบังหลักฐานตรงหน้า
ลู่ชิงเหอไม่ได้อยู่ที่จุดเฝ้าตลอดเวลาเขาสลับกลับไปตรวจรายงานในค่าย เพื่อดูว่าหลังจากของถูกย้าย มีใครแก้ยอดเปลี่ยนเวลารับ หรือสลับเวรอีกหรือไม่
ถ้าของถูกย้ายแต่ไม่มีความผิดปกติในเอกสารเหตุการณ์ทั้งสองอาจไม่เกี่ยวข้องกัน
แต่ในช่วงบ่ายใบรับของฉบับหนึ่งถูกแก้เวลารับอีกครั้ง
สีหน้าของลู่ชิงเหอเย็นลงทันทีความไม่พอใจปรากฏชัดในแววตาคนในระบบกำลังช่วยปกปิดการเคลื่อนย้ายของจริงด้วยการแก้ข้อมูลบนกระดาษ
นั่นหมายความว่าความผิดปกติทั้งสองด้านเกี่ยวข้องกันแน่นอน
ในเวลาเดียวกันหลินซูเหยายังคงทำงานตามปกติโดยไม่รู้ว่าทีมทหารกำลังเฝ้าจุดพักของอยู่ไม่ไกลจากหนานซาน
ช่วงเย็นหลินซูเหยาให้หญิงที่มาช่วยงานอีกคนทดลองลงน้ำหนักในตารางด้วยตัวเองครั้งนี้เธอไม่ได้ยืนบอกทุกขั้นตอนเพียงตรวจรายการทั้งหมดอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายทำเสร็จ
เมื่อเห็นว่าข้อมูลถูกต้องหลินซูเหยาจึงเก็บสมุดและกลับบ้านก่อนมืดตามคำเตือนของลู่ชิงเหอ
เวลารอคอยผ่านไปอย่างเชื่องช้าชายคนหนึ่งจากหมู่บ้านใกล้เคียงเดินผ่านจุดพักพร้อมมัดฟืนนายทหารที่ซ่อนตัวอยู่มองตามอย่างระแวง
“ให้หยุดสอบถามไหมครับ”เขาถามผ่านคนส่งสัญญาณ
ลู่ชิงเหอปฏิเสธทันที“ไม่ต้อง เขาเพียงเดินผ่านอย่าทำให้ชาวบ้านทั่วไปกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะใช้เส้นทางเดียวกัน”
บริเวณนี้เป็นทางสัญจรตามปกติของคนในพื้นที่เครือข่ายจึงเลือกใช้เป็นจุดพักของ เพราะผู้คนและเกวียนที่ผ่านไปมาจะไม่สะดุดตาทหารจึงต้องระวังไม่ให้การเฝ้าติดตามรบกวนวิถีชีวิตของชาวบ้าน
ก่อนค่ำเล็กน้อยฝนเม็ดเล็กเริ่มตก พื้นดินที่ชื้นขึ้นทำให้รอยล้อใหม่เห็นชัดแต่ก็ทำให้รอยรองเท้าของคนเฝ้าถูกพบได้ง่ายเช่นกัน
ลู่ชิงเหอจึงสั่งให้ขยับจุดเฝ้าออกไปอีก
“ถอยออกมาอย่าทิ้งรอยไว้ใกล้จุดพัก”
กำลังพลของเขาต้องมองเห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมดโดยไม่ทิ้งหลักฐานให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่ามีทหารซุ่มอยู่
ทีมหนึ่งเฝ้าทางเข้าออกส่วนอีกทีมตรวจเส้นเอกสารในค่ายต่อคนเฝ้าจุดพักรายงานเป็นระยะว่ายังไม่มีใครเข้าใกล้กล่องทั้งสามใบ
จนกระทั่งใกล้ค่ำเงาของชายสองคนจึงปรากฏขึ้นจากแนวป่า
“มีคนมาแล้วครับ”นายทหารรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตัว
“ทุกคนอยู่ที่เดิมก่อน”ลู่ชิงเหอสั่ง“รอดูว่าเขาจะทำอะไร”
ชายคนหนึ่งเดินนำส่วนอีกคนจูงเกวียนเปล่าตามมา ทั้งสองไม่เรียกชื่อกันชายที่เดินนำหยิบแผ่นไม้เล็กออกจากกระเป๋าแล้วเทียบรอยบากกับเลขบนลังอย่างระมัดระวัง
เมื่อรอยบากตรงกันเขาจึงพยักหน้าให้คนจูงเกวียนยกของขึ้น
กล่องไม้เตี้ยถูกยกตามไปเป็นชิ้นสุดท้าย
ลู่ชิงเหอมองเหตุการณ์จากจุดซ่อนซึ่งอยู่ห่างออกไปเขารู้สึกสงสัยทันทีที่เห็นกล่องไม่มีตราถูกนำไปพร้อมกับลังอีกสองใบแต่ยังไม่สั่งเข้าจับ
“ยังไม่ต้องออกไปหรือครับผู้พัน?”นายทหารข้างกายถามอย่างร้อนใจ
“ยัง”ลู่ชิงเหอตอบสั้นๆ “ต้องรอคนที่ชี้ทางต่อ”
เกวียนเคลื่อนออกจากจุดพักไปได้ระยะหนึ่งก่อนจะมีชายอีกคนยืนรออยู่ตรงทางตัด
ชายที่เดินนำยื่นกระดาษให้ชายคนที่รอรับไปอ่านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วชี้ให้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางอีกสาย
“มีสามคนแล้วครับ”นายทหารกระซิบ
ลู่ชิงเหอรอจนชายทั้งสามเข้าไปอยู่ในบริเวณที่กำลังพลปิดทางหนีได้ทั้งหมดจากนั้นจึงยกมือขึ้นส่งสัญญาณ
ทหารออกจากแนวไม้พร้อมกัน
“หยุด!ห้ามขยับ!”
คนจูงเกวียนตกใจจนหยุดชะงักชายที่ถือกระดาษหันหลังเตรียมวิ่ง แต่เมื่อเห็นทหารดักอยู่ด้านข้างสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก
“หลีกไป!”เขาตะโกนอย่างโมโห พลางพยายามเข็นเกวียนให้ขวางทาง
ทหารด้านข้างรีบคว้าคันเกวียนและดึงเบนออกจากทางก่อนที่เกวียนจะพลิกทับของด้านใน
ชายอีกคนวิ่งหนีไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดเพราะบริเวณแนวไม้ด้านหน้ามีไฟฉายสองกระบอกเปิดขึ้นพร้อมกัน
ลู่ชิงเหอเดินเข้าไปเมื่อแน่ใจว่าพื้นที่ถูกควบคุมแล้วเป้าหมายของเขาไม่ใช่จับคนให้เร็วที่สุดแต่ต้องรักษาทั้งผู้ต้องสงสัยและของกลางไว้ให้ครบเพื่อสืบต่อไปถึงคนที่อยู่เหนือขึ้นไป
ไม่มีเสียงปืนมีเพียงเสียงฝีเท้า เสียงตะโกน และเสียงล้อเกวียนกระแทกร่องดิน
ภายในไม่กี่นาทีชายทั้งสามคนก็ถูกควบคุมตัว
“แยกทั้งสามคนออกจากกันอย่าให้พูดคุยกัน” ลู่ชิงเหอสั่ง“และบันทึกเฉพาะสิ่งที่แต่ละคนรู้จริง”
คนจูงเกวียนหน้าซีดเขารีบพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ผมแค่รับจ้างครับ ผมไม่รู้จริง ๆว่าข้างในเป็นอะไร!”
“ใครบอกให้คุณมาที่นี่”ลู่ชิงเหอถามตรงๆ
“มีคนเอาเวลานัดมาบอกครับ”
“คนคนนั้นชื่ออะไร”
“ผมไม่รู้ครับ”ชายคนนั้นส่ายหน้าแรง ๆ ด้วยความกลัว “เขาไม่เคยบอกชื่อ”
เมื่อเจ้าหน้าที่หันไปสอบถามชายอีกคนเขาตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ผมก็แค่รับของตามเลข เขาไม่ได้บอกว่าของข้างในคืออะไร”
ลู่ชิงเหอหันไปมอง“ผมถามเฉพาะสิ่งที่คุณรู้ ถ้าไม่รู้ก็ตอบว่าไม่รู้ อย่าเดาและอย่าพูดเกินกว่าสิ่งที่เห็น”
ชายคนนั้นเม้มปากแน่นแม้สีหน้าจะขุ่นเคือง แต่ไม่กล้าเถียงต่อ
เจ้าหน้าที่บันทึกคำให้การทุกคำโดยไม่เติมข้อสรุปของตัวเอง
ชายคนหนึ่งมีดินแดงติดอยู่ที่รองเท้าเจ้าหน้าที่คนหนึ่งกำลังจะเขียนว่าเขาเชื่อมโยงกับพื้นที่หนานซาน แต่ลู่ชิงเหอเห็นเสียก่อน
“ลบชื่อพื้นที่ออก”เขาสั่ง
เจ้าหน้าที่ชะงักด้วยความสงสัย“แต่ดินแบบนี้พบรอบหนานซานไม่ใช่หรือครับ”
“พบที่อื่นได้เหมือนกัน”ลู่ชิงเหอตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เขียนเพียงว่าพบดินแดงติดรองเท้า จนกว่าจะตรวจเทียบได้ว่าเป็นดินจากจุดไหน”
“ครับ”
การเขียนเช่นนี้ทำให้รายงานอาจดูสั้นและไม่หวือหวาแต่ข้อมูลทุกคำสามารถตรวจสอบได้ภายหลัง
เมื่อตรวจค้นตัวชายทั้งสามพบเงินจำนวนไม่มากซึ่งแบ่งเป็นมัดเท่า ๆ กัน และพบแผ่นไม้ที่มีรอยบากอีกสองชิ้น
หลักฐานเหล่านี้ยังไม่พอจะชี้ตัวผู้สั่งแต่ยืนยันได้ว่าเครือข่ายแบ่งงานและจ่ายเงินโดยไม่ให้คนระดับล่างรู้จักชื่อกัน
ลู่ชิงเหอสั่งให้แยกเก็บของทุกชิ้น
ชายคนหนึ่งพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น“ผมไม่เคยเห็นของข้างในจริง ๆ ครับ ผมแค่ได้เงินให้มารับตามเลข”
“ได้เงินจากใคร”
“คนส่งเงินไม่ใช่คนเดิมทุกครั้งครับ”
“จำหน้าได้หรือไม่”
ชายคนนั้นลังเลสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “บางคนพอจำได้ครับ แต่ผมไม่รู้ชื่อ”
“ถ้าอย่างนั้นให้บอกเฉพาะรูปร่างหน้าตา และสิ่งที่จำได้ อย่าใส่ชื่อคนที่คุณไม่แน่ใจ”
“ครับ”
ลู่ชิงเหอไม่ต้องการคำสารภาพที่ฟังดูสมบูรณ์เขาต้องการเพียงข้อมูลจริงที่สามารถนำไปตรวจสอบและเชื่อมต่อกับหลักฐานชิ้นอื่นได้
ก่อนเปิดของกลางเจ้าหน้าที่บันทึกจำนวน ลักษณะ และตำแหน่งของแต่ละชิ้นอย่างละเอียด
ลังสองใบมีรหัสตรงกับชุดที่อยู่ในบัญชีต้องสงสัยแต่กล่องไม้เตี้ยไม่มีตราหรือรหัสแบบเดียวกัน
ความสงสัยของลู่ชิงเหอเพิ่มขึ้นเขาชี้ไปที่กล่องไม้
“กล่องใบนี้มาจากไหน”
คนจูงเกวียนส่ายหน้าทันที“ตอนผมไปถึง มันก็วางอยู่กับลังอีกสองใบแล้วครับ”
“ใครเป็นคนยกมาสมทบ”
“ผมไม่เห็นครับ”ชายคนนั้นตอบด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “ผมพูดจริง ๆ”
ลู่ชิงเหอมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปสั่งเจ้าหน้าที่
“บันทึกตามที่เขาพูดยังไม่ต้องสรุปว่าเป็นของจากต้นทางเดียวกัน”
เจ้าหน้าที่บันทึกภาพกล่องและตำแหน่งเดิมจนครบจากนั้นจึงเปิดฝา
ด้านในไม่มีของจากคลังมีเพียงห่อผ้าเก่า
เมื่อคลี่ห่อออกทุกคนพบกระดาษหลายชนิด ทั้งใบรับเงิน ซองจดหมาย และบันทึกที่มีอายุหลายปี
“ทำไมเอกสารเก่าถึงมาอยู่กับของพวกนี้”นายทหารคนหนึ่งถามด้วยความประหลาดใจ
“ยังตอบไม่ได้”ลู่ชิงเหอกล่าว“แยกเอกสารตามสภาพก่อน อย่าเพิ่งเรียงตามสิ่งที่เราคิดว่าเกี่ยวข้องกัน”
เจ้าหน้าที่ค่อยๆ แยกกระดาษออกทีละกอง
ทันใดนั้นกระดาษแผ่นหนึ่งพลิกกลับเพราะแรงลม ชื่อคนที่เขียนอยู่กลางบรรทัดปรากฏต่อหน้าลู่ชิงเหออย่างชัดเจน
หลินจิ้นกั๋ว
ลู่ชิงเหอชะงักความตกใจและความสงสัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ความกังวลเกี่ยวกับหลินซูเหยาจะตามมา
เขากดความรู้สึกทั้งหมดไว้แล้วสั่งทันที
“อย่าเพิ่งหยิบกระดาษแผ่นนั้นบันทึกภาพตำแหน่งเดิมก่อน”
เจ้าหน้าที่ทำตามคำสั่งจากนั้นจึงพลิกตรวจเอกสารตามลำดับที่พบ พร้อมบันทึกว่าชื่อหลินจิ้นกั๋วปรากฏอยู่ในกระดาษชนิดใด
การพบชื่อพ่อของหลินซูเหยาทำให้ลู่ชิงเหออยากรู้คำตอบทันทีแต่ยิ่งเป็นชื่อของคนที่เขารู้จักเขายิ่งต้องระวังไม่ให้อารมณ์ส่วนตัวทำลายขั้นตอนตรวจสอบหลักฐาน
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มภารกิจที่ชื่อของหลินจิ้นกั๋วปรากฏอยู่ในของกลาง
และลู่ชิงเหอไม่ได้พบมันเพราะตั้งใจสืบเรื่องครอบครัวให้หลินซูเหยา
เขาพบมันระหว่างทำหน้าที่ของตัวเอง