ตอนที่ 3
“ผมณัฐดนัย รักษาชาติ หรือทุกคนจะเรียกว่าหมอดนัยก็ได้ครับจากวันนี้ผมจะเริ่มงานที่นี่ในแผนกศัลยแพทย์ทั่วไปครับฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ” ดนัยพูดพลางก้มหัวลงแบบคนญี่ปุ่น
แปะๆๆๆๆ เสียงคนในห้องพักศัลยแพทย์ปรบมือต้อนรับดนัย
“ใช้ภาษีญี่ปุ่นได้เป๊ะมากเลยหมอดนัย”
“ยินดีต้อนรับครับหมอดนัย”
“หมอดนัยมีแฟนหรือยังคะ”
เสียงเหล่าศัลยแพทย์ที่อยู่ในห้องพักแพทย์แห่งนี้พูดขึ้นหลังจากดนัยพูดจบ
“เอ่อ...ผมฝึกมาตั้งแต่ตอนเรียนมอต้นน่ะครับ”
“ครับผมฝากตัวด้วยนะครับ”
“เอ่อ...ผมยังไม่มีแฟนหรอกครับ” ดนัยตอบไปที่ละคำถาม
“เอาล่ะๆ อย่าไปถามเด็กใหม่มากนักทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว ยูคิมูระ นายมีนัดไปอธิบายการผ่าตัดของคนไข้ห้อง 512 ไม่ใช่หรือไงไปได้แล้ว ส่วนเธอมิโฮะเธอต้องไปผ่าตัดไส้ติ่งตอนบ่ายสองนี่นารีบไปเตรียมตัวซะ” หมอคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะในสุดพูดซึ่งที่โต๊ะของเขานั้นมีป้ายเขียนไว้ว่าหัวหน้าแผนกศัลยแพทย์ทั่วไปอิจิโนเสะ เรียว
“ค่ะหมออิจิโนเสะ / จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะหมออิจิโนเสะ” ทั้งสองคนตอบก่อนจะเลิกสอบถามข้อมูลของดนัยและออกจากห้องพักแพทย์ไปทันที
เอาล่ะคนที่พึ่งออกไปนั้นคนแรกเป็นศัลยแพทย์ชื่อยามาดะ ยูคิมูระ อายุ 42 ปี เป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดฝีมือดีรู้สึกตอนที่แนะนำตัวดนัยจะจำได้ว่าเขาเชี่ยวชาญด้านหัวใจด้วย ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงชื่อเซงาว่า มิโฮะ อายุ 38 เธอเป็นศัลย์แพทย์ผ่านตัดทั่วไปเหมือนกันกับเขาแต่ก็นะถึงจะเป็นศัลยแพทย์เหมือนกันแต่ประสบการณ์น่าจะคนละเรื่องกันเลย
และก็ยังมีหมออีกคนที่นั่งพิมพ์รายงานของผู้ป่วยอยู่ที่โต๊ะรู้สึกจะชื่อว่าโองาตะ มาสึมิ อายุ 30 เป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดเชี่ยวชาญด้านกระดูก
“เอาล่ะหมอดนัยมานี่หน่อย” หมออิจิโนเสะเรียกดนัย
“ครับ” ดนัยพยักหน้า
ส่วนคนที่เรียกดนัยเข้าไปหานั้นคือหัวหน้าแผนกศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งนี้ชื่อของเขาคืออิจิโนเสะ เรียว อายุ 46 ปี เป็นหมอศัลยแพทย์เกี่ยวกับระบบประสาทรู้สึกว่าตอนพักกลางวันถ้าดนัยจำไม่ผิดหมอยูมิเล่าให้ฟังว่าหมออิจิโนเสะนั้นเป็นหนึ่งในหมอที่เก่งเป็นอันดับต้นๆของญี่ปุ่น
“จากแฟ้มประวัติของเธอนี่มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ เธอไม่มีประสบการณ์การผ่าตัดเลย” หมออิจิโนเสะพูดพลางเปิดแฟ้มดู
“ครับเพราะตอนฝึกงานเป็นแพทย์ประจำบ้านผมไม่มีโอกาสเลย” ดนัยพูด
“ที่ไทยสถิติอุบัติเหตุมันสูงเป็นอันดับต้นๆของโลกไม่ใช่เหรอทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ” หมออิจิโนเสะพูด
“เอ่อคือว่า....” ดนัยไม่รู้ว่าจะตอบตามตรงดีมั้ยว่าเขาดันไปมีเรื่องกับลูกของผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาลแล้วโดนกลั่นแกล้งทำให้ตอนฝึกงานเขาไม่มีโอกาสได้ผ่าตัดเท่าไหร่
“เฮ้อ...ช่างมันละกันว่าแต่รู้หรือเปล่าการผ่าตัดน่ะอะไรสำคัญที่สุด” หมออิจิโนเสะถอนหายใจออกมาพลางถาม
“อืม...คงเป็นฝีมือล่ะมั้งครับ” ดนัยตอบไปอย่างไม่แน่ใจ
“นั่นก็ใช่แต่มันยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง” หมออิจิโนเสะพูด
“ถ้ายังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องถ้าอย่างนั้นมันคืออะไรล่ะครับ” ดนัยสงสัย
“ความมุ่งมั่นยังไงล่ะหมอดนัย ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะรักษาผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บให้หายจากความเจ็บป่วย !!!” หมออิจิโนเสะจ้องมองเข้าไปในดวงตาของดนัยพลางพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
“ความมุ่งมั่น !!” ดนัยมองดูมือตัวเองพลางกำมันไว้แน่น
“เธอน่ะมีมันมั้ยเจ้าความมุ่งมั่นอันนี้น่ะ !!” หมออิจิโนเสะถาม
ซึ่งทันทีที่ดนัยได้ยินคำถามเขาก็หลับตาพลางนึกภาพเก่าๆเมื่อสิบกว่าปีก่อน
พะ...พี่ดนัยเหรอช่วยหนูด้วยหนูเจ็บจังเลย
ระ ระ รีบ......ไป.....ดนัย....พะ...พะ...พ่อรักลูกนะ
ภาพของน้องแอนเด็กหญิงวัยห้าขวบที่ร่างค่อยๆเย็นลงไปภายในอ้อมกอดของเขา
ภาพของพ่อและแม่ที่เลือดท่วมตัว
เสียงและกลิ่นในวันนั้นมันหวนกลับมาเหมือนกับหนังที่กำลังฉายซ้ำถ้าวันนั้นเขาเป็นหมอล่ะก็เขาอาจจะช่วยใครได้หลายคนไม่ใช่เหลือแต่เพียงเขาที่รอดมาได้ในวันนั้นถ้าเขาย้อนกลับไปได้ล่ะก็ผู้โดยสารทั้ง 40 คนอาจจะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่รอดมาได้วันนั้นก่อนที่รถจะตกลงไปไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้โดยสารบางคนที่ยังรอดแต่หมดสติอยู่ข้างหลังรถก็ได้ และวันนั้นถ้าเขามีความรู้ล่ะก็เขาอาจจะช่วยปฐมพยาบาลให้น้องแอนจนเธอไม่ต้องตายก็ได้
หมับ !! ดนัยกำมือทั้งสองข้างจนแน่นก่อนจะลืมตาขึ้นมาเขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาหมออิจิโนเสะก่อนจะตอบกลับไปอย่างหนักแน่น
“ผมมีมันครับ !!!” ดนัยตอบและเมื่อหมออิจิโนเสะได้ยินดังนั้นเขาก็ยิ้มออกมาบางๆ
“ดีเอาล่ะเดี๋ยววันนี้จะพาเธอไปดูหมอมิโฮะผ่าตัดไส้ติ่งเก็บความรู้จากหมอมิโฮะให้มากๆล่ะ รู้หรือเปล่าไส้ติ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร” หมออิจิโนเสะถาม
“พอรู้มาบ้างครับแต่ผมไม่เคยมีประสบการณ์การผ่าตัดเลย” ดนัยตอบเขารู้เพียงแค่ข้อมูลจากตำราเท่านั้น
“อืม...ไม่เป็นไรถ้าอย่างนั้นไปเตรียมตัวซะเอาไว้พอใกล้ถึงเวลาจะไปเรียกโต๊ะของเธออยู่ทางนั้น” หมออิจิโนเสะชี้ไปที่โต๊ะซึ่งอยู่ห่างไปสี่เมตร
“ครับ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะเดินไปหมออิจิโนเสะมองดูแผ่นหลังของดนัยพลางเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะออกมา
ครืด !! หมออิจิโนเสะมองดูในลิ้นชักที่มีหนังสือพิมพ์เก่าๆฉบับหนึ่งอยู่มันไม่ใช่หนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นแต่ทว่ามันเป็นหนังสือพิมพ์ของประเทศไทยจากวันที่ซึ่งมันบอกได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์เมื่อ 17 ปีก่อนเนื้อหาบนหนังสือพิมพ์นั้นเป็นอะไรที่น่าสลดใจเป็นอย่างมาก
หนังสือพิมพ์นี่เราได้มาจาก ผอ. นี่คงเป็นเหตุผลที่ ผอ. รับเธอเข้ามาทำงานที่นี่สินะ พื้นฐาน ประสบการณ์และฝีมือน่ะมันฝึกกันได้ แต่ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะรักษาผู้ป่วยน่ะมันต้องมีติดตัวมาตั้งแต่แรก หมออิจิโนเสะคิดในใจก่อนจะปิดลิ้นชักและทำงานต่อ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
“เอ๋...ทำไมถึงผ่าฝั่งซ้ายล่ะครับไส้ติ่งไม่ใช่ว่าใส่ติ่งอยู่ฝั่งขวาเหรอครับหรือว่าจะเป็นคนที่มีอวัยวะในร่างกายสลับตำแหน่ง” อิจิโนเสะอุทานออกมาตอนนี้เขาและหมออิจิโนเสะอยู่ที่ห้องมอนิเตอร์ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ข้างๆห้องผ่าตัด
“ก็ใช่ใส่ติ่งนั้นอยู่ฝั่งขวา ถ้าอย่างนั้นดูจากฟิล์มเอกซเรย์นี่แล้วเธอเห็นอะไรบ้าง” หมออิจิโนเสะถามพลางยื่นฟิล์มเอกซเรย์ให้ดนัยดู
“เอ่อ...ก็ไม่เห็นอะไรนี่ครับแถมอวัยวะภายในก็ปกติไม่ได้สลับตำแหน่ง” ดนัยพูด
“ใช่แล้วล่ะถ้ามองจากฟิล์มเอกซเรย์นี่ทุกอย่างถือว่าเป็นปกติ ดังนั้นเวลาตรวจน่ะหมอจะต้องตรวจที่ร่างกายคนไข้ด้วยไม่ใช่เอาแต่พึ่งเทคโนโลยี เคสนี้น่ะเป็นหมอมิโฮะที่พึ่งจะตรวจเจอเมื่อเช้าด้วยตนเอง” หมออิจิโนเสะพูด
“แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไปปวดด้านซ้ายเพราะไส้ติ่งมันยาวแค่ไม่กี่เซนไม่ใช่เหรอครับถ้าเป็นแบบนั้นก็ควรจะเป็นเยื่อบุลำไส้อักเสบสิครับ” ดนัยยังไม่เข้าใจ
“จากตำราล่ะก็ใช่แต่ถ้าเป็นจากสถานการณ์จริงล่ะก็ตำราก็เป็นได้เพียงหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น เธอดูนั่นสิหมอมิโฮะกำลังเอาใส่ติ่งออกมาแล้ว” หมออิจิโนเสะมองไปในจอ
ดนัยมองดูมือหมอมิโฮะในจอที่กำลังดึงลำไส้ออกมา
พรืด !! พรืด !! เสียงลำไส้ค่อยๆถูกดึงออกมาทันใดนั้นเองเมื่อดนัยเป็นไส้ติ่งก็ต้องอุทานออกมา
“เฮ้ย !!” ดนัยอุทานอย่างตกใจเพราะไส้ติ่งที่หมอมิโฮะดึงออกมานั้นมีความยาวมากกว่ายี่สิบเซนติเมตร ทั้งๆที่ในตำรานั้นบอกแค่ว่ายาวไม่เกินสามเซนติเมตรแท้ๆ
“นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนไข้ปวดท้องที่ฝั่งซ้ายไงล่ะเพราะใส่ติ่งมันเกิดยาวผิดปกติจนปลายของมันมาอยู่ฝั่งซ้ายนี่ถ้าหมอมิโฮะวิเคราะห์ผิดล่ะก็จะทำให้ต้องผ่าตัดโดยการผ่าเปิดหน้าท้องซึ่งมันไม่เป็นผลดีกับคนไข้เลยเพราะจะต้องใช้เวลารักษาตัวนานเพิ่มขึ้นแต่ถ้าเป็นการผ่าตัดไส้ติ่งล่ะก็จะผ่าเปิดแผลนิดเดียวเท่านั้นทำให้คนไข้ฟื้นตัวได้ไว” หมออิจิโนเสะพูด
อึก !! ถ้าวิเคราะห์ผิดแล้วไปผ่าตัดเปิดช่องท้องล่ะก็คนไข้จะต้องใช้เวลาพักฟื้นนานต่างจากการผ่าตัดไส้ติ่งที่ใช้เวลาไม่กี่วันในการพักฟื้นหมอมิโฮะนี่ยอดไปเลยที่รู้ว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบไม่ใช่เยื่อบุลำไส้อักเสบทั้งๆที่อาการมันแสดงเหมือนกันแท้ๆ ดนัยคิดในใจ
หลังจากหมอมิโฮะผ่าตัดเอาส่วนที่อักเสบออกไปแล้วเธอก็ทำความสะอาดแผลก่อนจะเย็บมันและยัดลำไส้กลับเข้าไปในร่างของคนไข้ก่อนจะลงมือเย็บแผล
“เร็วมาก !!” ดนัยอุทานออกมาเพราะการเย็บแผลของหมอมิโฮะนั้นเร็วเป็นอย่างมากดนัยเงยหน้ามองดูเวลาการผ่าตัด
อะไรกันพึ่งจะผ่านไปแค่หนึ่งชั่วโมงเองทั้งๆที่ต้องใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมงแท้ๆ ดนัยตกใจมากที่หมอมิโฮะใช้เวลาในการผ่าตัดแค่หนึ่งชั่วโมงเพียงเท่านั้น
(ไรท์ : เรื่องเวลาผ่าตัดอันนี้ผมเขียนเอาเองนะครับลองพยายามหาข้อมูลแล้วแต่ไม่เจอเลยว่าการผ่าตัดแต่ละอย่างใช้เวลากี่ชั่วโมง พอจะทราบก็แค่คร่าวๆจากหนังหรือการ์ตูนเกี่ยวกับหมอเท่านั้นเองจึงขอเอาจากตรงนั้นมาเป็นตัวอย่างครับ)
ดนัยและหมออิจิโนเสะอยู่ดูจนหมอมิโฮะผ่าตัดเสร็จ
“เป็นยังไงได้อะไรจากการดูการผ่าตัดวันนี้บ้าง” หมออิจิโนเสะถาม
“ได้รู้ครับ รู้ว่าตัวเองอ่อนหัดขนาดไหน !!” ดนัยพูดอย่างเจ็บใจ
“ดีแล้วรู้ตัวเองก็ดีแล้ว ที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็คือปีนขึ้นไปก็เท่านั้น นักปีนเขานั้นต้องมีอุปกรณ์ในการปีน แพทย์เองก็เช่นกัน แพทย์น่ะต้องมีความรู้ ความชำนาญในการผ่าตัดและที่สำคัญที่สุดคือพื้นฐานยิ่งพื้นฐานเธอแน่นเท่าไหร่เธอก็จะยิ่งมีความชำนาญมากขึ้นเท่านั้น” หมออิจิโนยะพูดก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“พื้นฐานงั้นเหรอ” ดนัยพูดออกมาเบาๆก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องพักของศัลยแพทย์
เมื่อกลับมาถึงห้องพักดนัยก็เดินไปขอยืมบางอย่างมาจากห้องอุปกรณ์ซึ่งมันก็คือคีมจับและไหมเย็บแผลนั่นเอง
ดนัยยืนขึ้นก่อนจะตั้งมือขนาดกับโต๊ะพลางจินตนาการว่าโต๊ะที่เขายืนอยู่ตอนนี้คือโต๊ะผ่าตัด
ควับๆๆๆ !! ดนัยเริ่มหมุนข้อมือเบาๆขยับไปมาราวกับผีเสื้อที่เขากำลังทำอยู่นั้นก็คือการฝึกซ้อมผูกปมเย็บแผลตอนนี้ในห้องพักแพทย์นั้นมีดนัยเพียงคนเดียวเท่านั้นส่วนคนอื่นๆน่ะเหรอติดผ่านตัดกันหมดขนาดแม้กระทั่งหมอมิโฮะที่พึ่งจะผ่าตัดเสร็จยังมีผ่าตัดอีกเคสเลย ส่วนดนัยน่ะคงอีกพักใหญ่กว่าจะมีเคสผ่าตัดเพราะเขารู้แล้วว่าเขายังเป็นลูกเจี๊ยบที่พึ่งหัดเดินอยู่เลยจะไปผ่าตัดรักษาใครในตอนนี้กันเล่า ตอนนี้แค่เขาได้เข้าไปเป็นผู้ช่วยก็ดีใจแย่แล้ว
สามชั่วโมงผ่านไป
ดนัยยังคงฝึกซ้อมผูกปมอย่างต่อเนื่องจนพระอาทิตย์ตกดินไปตั้งแต่เมื่อไหร่เขาก็ยังไม่รู้ตัวเลย
ติ๊ด !! เสียงนาฬิกาจับเวลาดังขึ้นดนัยจึงหยุดมือ
“แปดสิบเจ็ดครั้งเองงั้นเหรอฝึกมาสามชั่วโมงเราทำได้เพิ่มขึ้นจากแปดสิบครั้งเป็นแปดสิบสามครั้งในหนึ่งนาทีเรานี่พัฒนาการไวจริงๆ” ดนัยพูดทันใดนั้นเองจู่ๆก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลังของดนัย
“พัฒนาที่ไหนกันเล่าห่วยโคตร !!” เสียงผู้หญิงดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้ดนัยตกใจจนเผลออุทานออกมา
“เหวอ !!!!” ดนัยอุทานพลางกระโดดโหยงไปด้านข้างเขามองยังไปต้นเหตุที่ทำให้เขาตกใจก่อนจะเห็นว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดคนไข้ซึ่งนั่นทำให้เขาแปลกใจมากว่าทำไมมีคนไข้มาอยู่แถวนี้
“เหอะแปดสิบสามครั้งงั้นเหรอยังไม่ถึงมาตราฐานเลยด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไรปมหย่อนชะมัดใช้ได้ที่ไหนกันเล่า นายมาเป็นหมอได้ไงเนี่ยฮะ” ผู้หญิงในชุดคนไข้พูดด่าดนัยซะเละเทะทำให้ดนัยได้สติ
“นี่คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงนี่ไม่ใช่พื้นที่ๆคนไข้จะเข้ามาได้นะครับคุณอยู่ห้องไหนน่ะเดี๋ยวผมจะพาไปส่ง” ดนัยพูดกับผู้หญิงในชุดคนไข้แต่เธอนั้นไม่มองหรือไม่ตอบสนองดนัยเลยสักนิดซึ่งมันทำให้ดนัยหงุดหงิดก่อนจะเดินเข้าไปคว้าเข้าที่แขนเธอ
วู่บ !! มือของดนัยแทนที่จะคว้าเข้าที่แขนเธอแต่มือของเขาดันทะลุแขนเธอไปซะงั้นดนัยจ้องมองจนตาแทบถลน
“คะ คะ คะ คุณ.....” ดนัยพยายามจะพูดอะไรออกมาแต่ด้วยความที่เขากำลังอึ้งกับเหตุการณ์ที่เจออยู่ทำให้เขาไม่สามารถรวบรวมสติพูดมันออกมาได้ตอนนั้นเองที่ผู้หญิงในชุดคนไข้รู้สึกตัวว่ามันมีอะไรแปลกเธอหันควับมาหาดนัยพลางจ้องมองเขาก่อนจะเดินเข้าไปหาดนัย
ตึก !! ครืด !! เธอเดินเข้าหาดนัยหนึ่งก้าว ดนัยก็ถอยไปสองก้าว
ตึก !! ครืด !! เธอลองเดินเข้าไปอีกก้าวก่อนดนัยจะถอยไปสามก้าวและทันใดนั้นเองจู่ๆเธอก็กระโจนใส่ดนัย
พรึ่บ !!
“ว๊ากผีหลอก !!!!!!!!” ดนัยร้องตะโกนออกมาพลางพยายามถอยหนีแต่ด้วยเร่งรีบเกินไปทำให้ขาของเขาดันพันกันและล้มลงกับพื้นทันที
“นะ นะ นี่นายเห็นฉันด้วยงั้นเหรอ !!”
จบ...
ชอบหรือไม่ชอบเรื่องนี้อย่างไรฝากคอมเม้นและติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะครับขอบคุณมากครับ " สองดาวจุด "