ต่างคนต่างความคิดแต่ทุกความคิดนั้นถูกไป๋ซู่ซินมองออกอย่างง่ายดาย ไป๋ซู่ซินถึงกับยิ้มแห้ง
“มากินอาหารกันเถิดข้าทำบะหมี่หม้อใหญ่เลย”
“แล้วนี่พ่อเ้ากับท่านปู่ไม่กลับมาหรือ”ไป๋ซู่ซินเอ่ยพลางทำหน้าสงสัย
ลั่วหานมองหน้านางด้วยสายตาบ่งบอกว่าสตรีผู้นี้ถามอะไรโง่ๆ“ท่านพ่อกับท่านปู่ไปทำงานก่อสร้างในเมืองเพื่อหาเงินมาคืนสหายเพราะพวกเรานำเงินมาจ่ายค่ารักษาให้ท่านน้าไงล่ะ คงอีกไม่เกินหนึ่งเดือนก็กลับมาแล้ว”
“ข้าเข้าใจแล้วพวกเ้าไปล้างมือแล้วมากินอาหารกันเถิด เดี๋ยวข้าตักใส่ชามให้” ไป๋ซู่ซินพูดอย่างรู้สึกผิด เพราะตนทำให้สามีและพ่อสามีต้องไปทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ค่ารักษาพยาบาล
แม้เด็กทั้งสามจะสงสัยเกี่ยวกับการกระทำของไป๋ซู่ซินแต่ทุกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงมานั่งที่โต๊ะอาหาร แต่ไม่มีใครกล้ากินสักคนพอไป๋ซู่ซินเห็นดังนั้นถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกนางจึงคีบบะหมี่ขึ้นมาแล้วกินให้ดูว่ามันกินได้จริงๆ นะ พร้อมทำท่าทางว่ามันอร่อยเหาะ
พอเห็นไป๋ซู่ซินกินไปแล้ว คนแรกที่ทนต่อความเย้ายวนของบะหมี่ไม่ได้นั่นก็คือฉีโต๋วน้อยนั่นเอง
‘ซู้ดดดดด นี่มันอะไรกันอร่อยมาก ทำไมบะหมี่ถึงได้อร่อยเยี่ยงนี้ เส้นสีทองเหนียวนุ่มส่วนผักนี้ดูเขียวน่ากินสุดๆ’
จากนั้นคนอื่นเห็นดังนั้น ก็ใกลัวฉีโต๋วน้อยจะถูกพิษแต่จะห้ามก็ไม่ทัน
“พี่ใหญ่ พี่รองนี่มันอร่อยจริงๆขอรับ ข้าไม่เคยกินบะหมี่ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนลองชิมดูขอรับมันไม่มีพิษ”ฉีโต๋วน้อยพูดขณะที่มือก็ยังคงคีบบะหมี่เข้าปากไม่หยุด
ลั่วหานถึงจะไม่มั่นใจในตัวไป๋ซู่ซินแต่เพราะรักน้องเท่าชีวิต ถึงจะไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่หากจะตายก็จะต้องตายพร้อมกันหากเป็ยาพิษก็พร้อมจะกินไปกับฉีโต๋วน้อย เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงคีบบะหมี่เข้าปากทันที
‘อร่อยจริงด้วย อร่อยจริงๆน้ำแกงนี้หอมละมุน นี่ข้าไม่เคยได้กินอาหารดีๆ มานานแค่ไหนมันนานจนลืมรสชาติไปหมดสิ้น’
ด้วยเพราะมื้ออาหารนี้ทำให้ลั่วหานหวนนึกถึงอาหารดีๆที่เคยกินในเมืองหลวงตอนอยู่จวนตระกูลหวังแต่ด้วยต้องระเหเร่ร่อนออกมา ย้ายหมู่บ้านไปเรื่อยเพราะถูกตามลอบสังหาร ถูกปล้นชิงจนทรัพย์สินเหลือเพียงน้อยนิด ท้ายที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านนี้ เงินเก็บครอบครัวก็ถูกใช้ไปกับค่าสินสอดของไป๋ซู่ซินและถูกไป๋ซู่ซินขโมยไปอีก
ตอนนี้เอง เหมยอิงจึงหยิบตะเกียบแล้วคีบบะหมี่เข้าปากเหมือนกันและการแสดงออกแทบไม่ต่างจากฉีโต๋วน้อย อร่อยจนแทบกลืนลิ้น
“ข ขะ..ข้าสามารถเติมอีกได้หรือไม่”ฉีโต๋วน้อยเอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆพลางก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาไป๋ซู่ซิน
“ได้สิเ้าสามารถกินได้เท่าที่เ้า้า เดี๋ยวข้าตักให้ มีใครจะเติมอีกบ้าง”
“ข้าเ้าค่ะ” เสียงเหมยอิงเอ่ยอย่างเบาๆ
“เอ่อ.. ข้าด้วยสักหน่อยก็ได้”แน่นอนเสียงนี้คือลั่วหานนั่นเอง
ไป๋ซู่ซินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี
‘ฮี่ๆไม่เสียแรงที่ข้าทำอย่างยากลำบาก’
จวบจนตอนนี้แม้แต่น้ำแกงของบะหมี่ก็ไม่เหลือสักหยดพอทุกคนกินเสร็จอารมณ์ก็ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น แต่พอคิดได้ว่าบะหมี่ที่กินไปนั้นมันต้องเป็ของดีจากร้านราคาแพง ไหนจะผักที่ใส่อีก นั่นมันต้นเขียวๆ อวบๆ เลยนะ เงินนี้เป็เงินที่ไป๋ซู่ซินแอบเอาเงินของครอบครัวไปก่อนจะป่วยแน่แท้แทนที่จะเก็บเงินไปจ่ายค่าหนี้ที่ยืมคนอื่น หากหมดหนี้หวังเซี่ยหยางและหวังซีห่าวจะได้กลับมาบ้านเสียที
จากนั้นอารมณ์ดีๆ ทุกคนก็เศร้าขึ้นมากระทันหันทำให้ไป๋ซู่ซินไม่เข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จากนั้นเด็กทั้งสามก็เก็บชามบะหมี่เพื่อจะนำไปล้าง
“พวกเ้าจะทำอะไรน่ะเดี๋ยวข้าล้างเอง พวกเ้าคงเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
‘ปีศาจแน่ๆ! นางเป็ใคร ทำไมนางคิดล้างจานเอง’
“ไม่ ไม่ ไม่ไม่เป็ไรเ้าค่ะ พวกข้าล้างกันทุกวันอยู่แล้ว”เหมยอิงรีบปฏิเสธอย่างลนลาน
ในเมื่อเห็นว่าเด็กพวกนี้ดูไม่เต็มใจที่จะให้นางทำนางจึงเอ่ยขึ้นว่า “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ตามแต่พวกเ้า ข้าจะเข้าห้องแล้ว”
ระหว่างที่อยู่ในห้องนั้นไป๋ซู่ซินก็นอนพลิกตัวไปมา แต่ก็ไม่สามารถข่มตาลงนอนได้ แม้จะเหนื่อยจากการปลูกผักแต่นี่มันเพิ่งยามซวี[1]เอง จะเข้ามิติไปดูทีวีก็คงไม่ได้เพราะยังไม่ปลดล็อคเครื่องใช้ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี คืนแรกที่ไป๋ซู่ซินต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกนี้นั้นเป็ไปอย่างยากลำบากสุดท้ายนางจึงตัดสินใจเข้าไปในมิติฟาร์มเพื่อไปเก็บผลไม้และนำผลไม้ส่วนหนึ่งไปขายให้กับร้านสะดวกซื้อเพื่อทำการอัปเกรดเกาะ
พอเข้ามาในมิติเกมไป๋ซู่ซินก็เร่งเก็บผิงกั่วอย่างบ้าครั่งโดยคิดว่าหากเก็บได้มากพอแล้วจะรีบนำไปขาย และจะได้ไปเดินหาเพื่อนบ้านเผื่อจะได้ทักษะใหม่ๆ จนเวลาผ่านไปสองชั่วยาม ตอนนี้ปลายยามห้าย[2]แล้วใกล้ถึงเวลาที่ร้านสะดวกซื้อจะปิด ไป๋ซู่ซินจึงนำผิงกั่วไปขายจำนวน 500 ลูก
‘ได้เงินมาทั้งหมด 5,000 เหรียญ หากต้องจ่ายค่าตั๋วขาออกจากเกาะอีก 2,000 เหรียญ นี่มันได้กำไรแค่ 3,000 เหรียญเอง’
‘นี่ข้าควรซื้อเหยื่อตกปลาเพื่อตกปลาหาเงินด้วยดีไหมถ้าจำไม่ผิด หากไม่อยากซื้อจะต้องมีใบเรียนรู้ทักษะเพื่อทำเหยื่อสินะแล้วนี่จะไปหาจากที่ไหน?’
ระหว่างที่เดินบ่นนั่นบ่นนี่ไป๋ซู่ซินก็เดินมาถึงชายหาดและได้เจอกับเพื่อนบ้านตัวหนึ่งที่ร่างจริงเป็แมวขาวสาวสวยชื่อมู่หรง ไป๋ซู่ซินจึงรีบไปทักทาย
“สวัสดีเ้าค่ะ ข้าเป็ชาวเมืองในเกาะแห่งนี้ข้าชื่อไป๋ซู่ซินเ้าค่ะ ท่านเพื่อนบ้านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?”
“โอ้ แน่นอน ข้าชื่อมู่หรงข้าอยากได้ผลผิงกั่วสักสามผล ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นผิงกั่วแถวนี้หายไปทั้งแถบเลย”แมวมู่หรงพูดพลางทำเสียงฟึดฟัด
“ถ้าเ้าหาผิงกั่วมาได้ข้าจะให้ทักษะการตกปลาและทำเหยื่อแก่เ้า”
[1] ยามซวี = 19.00 -20.59 น.
[2] ยามห้าย = 21.00 - 22.59 น