บทที่ 32 เปลี่ยนแปลง (รีไรต์)
เปลี่ยนไปงั้นเหรอ?
คิ้วของฟู่ชิวสือยกขึ้นเบา ๆ เขานึกถึงเรื่องราวในหลายวันนี้หลังจากกลับกอง ทุกคนต่างยินดีกับเขาที่ได้สร้างความดีความชอบ บอกว่าด้วยความดีความชอบของเขาในครั้งนี้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องได้เลื่อนขั้นหนึ่งขั้น
ตอนนั้นในใจของเขาเองก็มีความหวังจริง ๆ
กระทั่งเข้าไปในห้องทำงานของเหอเจียงสองสามวันต่อมา เห็นเหอเจียงทำท่าอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป ฟู่ชิวสือก็รู้ในทันที ครั้งนี้ที่เขาสร้างความดีความชอบคงเป็นเหมือนกับก่อนหน้านี้
หลังเหอเจียงพูดคำตอบนั้นที่เขาคาดเดาเอาไว้ในใจออกมา ในใจของเขาก็เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาจริง ๆ อยากจะพุ่งตัวเข้าไปถามคนพวกนั้นว่าทำไม
อยากจะถกเถียงเรื่องสถานการณ์ในตอนนั้นกับพวกเขา
ถามพวกเขาว่าหากอยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนั้นจะทำยังไง จะมองสายลับส่งความลับของประเทศออกไปต่อหน้าต่อตาได้ไหม?
คิดไปถึงกระทั่งว่าจะปลดประจำการไม่ทำแล้ว!
แต่ในขณะที่เขากำลังจะสูญเสียการควบคุม จู่ ๆ ในสมองก็วาบภาพของหลินเนี่ยนผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา
เป็นตอนที่กำลังจะแยกกันในวันนั้น เธอหันหน้ามาพูดกับเขาอย่างจริงจังว่า ‘บนโลกใบนี้ไม่มีเรื่องใหญ่โตอะไร และไม่มีอุปสรรคไหนที่ก้าวผ่านไปไม่ได้’
เขาอดคิดไม่ได้ ถ้าเป็นหญิงสาวคนนั้น เธอจะทำยังไง?
เด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่งที่อดทนต่อการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ทั้งการทรมานและการเหยียดหยามอยู่ในตระกูลหวงมาหลายปี เพิ่งตอบโต้ตระกูลหวงอย่างหนักก่อนจะไปชนบท เธอที่ไม่หลงเหลือความรู้สึกใดต่อแม่แท้ ๆ...
ถ้าเธอเป็นตัวเขา เธอต้องอดกลั้นเอาไว้ก่อนแน่ ๆ จากนั้นค่อยทำความดีความชอบให้มากขึ้น เมื่อมีความดีความชอบมากขึ้น ไม่ว่าใครก็กดเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อถึงตอนที่ไม่สามารถเมินได้แล้ว ค่อยหาโอกาสโต้กลับ
พอได้จัดการก็ต้องทำให้เจ็บแสบ!
ทว่า ฟู่ชิวสือเข้าใจผิดอย่างสมบูรณ์แบบ!
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ความฉุนเฉียวในใจของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
จะถูกเด็กน้อยคนหนึ่งเอาชนะไม่ได้!
“ใช่แล้ว ฉันเปลี่ยนไปแล้ว!” ฟู่ชิวสือชักมือกลับ จากนั้นเอาสองมือล้วงกระเป๋า มองทางด้านหน้า สองเท้าก้าวอย่างกระฉับกระเฉง
“แค่จู่ ๆ ก็คิดได้แล้วน่ะนะ!”
“ความตั้งใจเดิมที่ฉันมาพื้นที่ป้องกันไม่ใช่เพื่อเลื่อนขั้น ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมฉันต้องคิดคำนวณเรื่องกำไรขาดทุนพวกนั้นด้วยล่ะ?”
“ห่านป่าบินมาทิ้งร่องรอย ลมโชยพัดไปทิ้งไว้เพียงเสียง ไม่ได้บันทึกความดีความชอบ ไม่ได้แปลว่าฉันจะไม่เคยทำความดีความชอบมาก่อน ฉันเคยทำอะไรมาบ้าง ต้องบันทึกไว้ในแฟ้มอยู่แล้ว ไม่ว่ายังไงถ้ามีหัวหน้าเหออยู่ ก็ไม่มีใครกล้าบิดเบือนความจริง!”
อู่หงฉีคิด ๆ ดูแล้วก็คิดว่าใช่ เรื่องราวที่ผ่านไปแล้วล้วนถูกเขียนเอาไว้ในรายงานอย่างละเอียด พอให้คนได้เห็น และพอให้คนได้ตรวจสอบ
“ฟู่กั๋วเฉิงพ่อของฉันรักชื่อเสียงของตัวเองมาก คงไม่ยอมให้คนอื่นคิดว่าที่ฉันได้เลื่อนขั้นเป็นเพราะอาศัยกำลังของเขาแน่”
“ฉันในฐานะลูกชายนอกจากต้องให้อภัยแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังต้องพยายามมากขึ้น พยายามมากกว่าคนอื่นร้อยเท่า ต้องมีสักวันที่ทุกคนมองเห็นฉัน แล้วพูดว่าฟู่ชิวสือกลั่นออกมาจากสีคราม ทว่าเข้มยิ่งกว่าสีคราม!”
“แบบนี้ก็ดีทีเดียว นายว่าใช่ไหม?”
อู่หงฉีไม่อยากบอกว่าใช่
แบบนี้จะลำบากเกินไป เหนื่อยเกินไป และหดหู่ใจเกินไป
แต่นอกจากการทำแบบนี้แล้ว ฟู่ชิวสือจะยังมีหนทางอื่นให้เดินอีกไหม?
ไม่มี!
ให้ตายเถอะ!
นี่มันเรื่องอะไรกัน!
ฟู่ชิวสือได้วันลา เขากลับห้องนอนไปเอาตั๋วเงินใส่ในกระเป๋าก่อน จากนั้นก็จัดกระเป๋าสัมภาระสองใบอย่างง่ายแล้วออกไปเงียบ ๆ ไม่รบกวนใคร
เขาไม่อยากเห็นสายตาไม่พอใจแทนเขาในแววตาของเหล่าเพื่อนร่วมรบ ไม่อยากฟังคำพูดปลอบโยนอันไร้เรี่ยวแรงพวกนั้น
ฟู่ชิวสือถือใบอนุญาตลาหยุดไปให้คนออกใบรับรองให้ จากนั้นโทรหาหยางต้งเหลียง โชคดีมากที่หยางต้งเหลียงอยู่ที่ห้องทำงานพอดี
บอกหยางต้งเหลียงว่าตนจะไปหาเขา หยางต้งเหลียงจึงต้อนรับเป็นอย่างดี
กองพลที่แปด หมู่บ้านชนบทเขตหงเสิ้ง
พวกเด็กน้อยดื่มนมมอลต์ของหลินเนี่ยน กินขนมที่หลินเนี่ยนให้ การทำงานนั้นเรียกว่าขายแรงงาน เหล่าเด็กน้อยชินกับการทำงานนี้แล้ว เหนือกว่าหลินเนี่ยนกับหลิวหย่งหนานไปแล้ว
รอจนถึงตอนเลิกงาน เด็กน้อยก็เอากระติกน้ำที่ใส่นมมอลต์คืนหลินเนี่ยน หลินเนี่ยนลองเขย่าดู ให้ตายเถอะยังเหลืออีกเกินครึ่ง!
เธอจึงหัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “ฉันไม่กินของที่คนอื่นกินแล้ว ไม่ดื่มน้ำที่คนอื่นไม่ดื่ม พวกเธอแน่ใจแล้วเหรอว่าจะไม่ดื่มแล้ว? ไม่ดื่มก็ช่วยเทน้ำที่เหลือลงทิ้งเถอะ!”
“อย่านะ!” สามหน่อสามต้านตื่นตระหนกขึ้นมาในทันใด พร้อมทั้งเอ่ยปากห้าม
ต้าต้านกระมิดกระเมี้ยนอยู่นานสองนาน ขณะนี้เองจึงเอ่ยปากถามขึ้นอย่างเกรงใจ “พี่หลิน พี่ให้ผมยืมกระติกน้ำหน่อยได้ไหมครับ? ผมจะเอากลับบ้านไปเทน้ำข้างในออกมา ล้างสะอาดแล้วค่อยเอาไปส่งคืนให้พี่ที่หน่วยยุวชน?”
หลินเนี่ยนพยักหน้า ‘ได้อยู่แล้ว!’ เดิมกระติกน้ำนี้ก็เตรียมมาให้ตระกูลหลินอยู่แล้ว แต่พวกเขายังไม่เคยนับเป็นญาติกันเลยไม่ได้ส่งไปให้
สามหน่อสามต้านได้ยินดังนั้นแววตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที แต่ละคนต่างโค้งคำนับให้หลินเนี่ยน “ขอบคุณครับพี่หลิน”
“รีบกลับไปเถอะ!”
สามหน่อยกเท้าวิ่งพุ่งไปที่บ้าน
“ให้ตายเถอะ รีบวิ่งขนาดนี้ไปทำไมกัน? ข้างหลังมีคนไล่หรืออะไร?” ต้วนชุนฮวาถูกซานต้านที่ราวกับลูกกระสุนปืนน้อยชนจนเซไปข้างหลังสองสามก้าว เธอโอบตัวซานต้านเอาไว้แล้วตะคอกเสียงดัง
จากนั้นเธอก็เห็นว่าบนตัวต้าต้านห้อยกระติกน้ำสีเขียวของทหารใหม่เอี่ยม เธอรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว “ต้าต้าน ไปเอากระติกน้ำมาจากไหน?”
“ถึงครอบครัวเราจะจน แต่จะเอาของล้ำค่าของคนอื่นมาตามอำเภอใจแบบนี้ไม่ได้นะ รีบเอาไปคืนยุวชนหลินซะ!”
เหล่าเด็กน้อยช่วยยุวชนหลินถอนหญ้า ต้วนชุนฮวาคิด ๆ ดูก็รู้แล้วว่าของต้องเป็นของหลินเนี่ยนแน่
ต้าต้านเอ่ย “แม่ครับ เดี๋ยวเราก็เอาไปคืนยุวชนหลินแล้ว!”
“สิ่งที่ใส่อยู่ในกระติกน้ำนี้คือนมมอลต์...” ต้าต้านบอกต้นสายปลายเหตุของเรื่อง เมื่อคนตระกูลหลินที่ยืนอยู่หน้าบ้านและหลังบ้านได้ยิน เพียงครุ่นคิดก็รู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่หลินเนี่ยนกรอกหูเด็กน้อยเหล่านี้
ต้วนชุนฮวาเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน “นั่น...เป็นเพราะคนในเมืองพิถีพิถัน” พูดจบเธอก็มองไปที่แม่เฒ่าชวีด้วยท่าทีพูดตะกุกตะกัก “คุณแม่คะ นมมอลต์นี้ยุวชนหลินไม่ต้องการแล้ว ถ้าคืนกลับไปเธอก็มีแต่เททิ้งลงไปในคูน้ำ ไม่สู้ให้พี่รองกับพวกเด็ก ๆ แบ่งกันเถอะค่ะ!”
ที่บ้านจน ที่บ้านลำบาก ที่น่าตกตะลึงคือเหล่าเด็กน้อยไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
แม้จะบอกว่าตอนนี้ไม่มีบ้านใครใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ครอบครัวของเหล่าหลินลำบากยิ่งกว่า
เดิมทีเจ้าสามเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็เริ่มได้เงินช่วยเพิ่มเติม ทุกเดือนมากน้อยก็จะส่งเงินพวกนั้นกลับมา
ต่อมาเจ้าสามมีงานทำแล้ว เงินที่ส่งมาแต่ละเดือนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ตอนนั้นดูแล้วว่าในหมู่บ้านไม่มีใครเทียบตระกูลหลินได้ แต่แล้วเจ้าสามก็มาสละชีพไป
ต่อจากนั้นตอนที่หลินต้าเฉียงสามีของเธอไปพัฒนาแม่น้ำประจำชุมชนก็ล้มจนขาหัก จากนั้นก็ใช้เงินที่บ้านไปรักษาขาจำนวนมาก
หลังจากนั้นเจ้ารองก็แต่งสะใภ้ใช้เงินไปจำนวนไม่น้อย เงินในบ้านจึงหมดเกลี้ยงแล้ว
ทว่าเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิด มีอยู่ปีหนึ่งหลินต้าหย่งเกิดเป็นไข้ เขาคิดว่าไม่เป็นอะไร และเพราะรู้สึกเสียดายเงินที่จะต้องจ่ายไป จึงดื้อดึงไม่ยอมบอกกับคนในบ้าน สุดท้ายตกกลางคืนก็ไข้ขึ้นจนชัก ภรรยาของเขาหลับลึกจนกรนคร็อก ๆ ตื่นมาตอนเช้าถึงเพิ่งพบว่าคู่เรียงเคียงหมอนไข้จนเกือบจะสุกแล้ว
จากนั้นก็ส่งไปฉีดยาที่สถานีอนามัยประจำชุมชน ไข้ถึงได้เบาลงมา แต่ว่าเจ้ารองก็โง่เขลาไปแล้ว
ภรรยาของเขารับความจริงข้อนี้ไม่ได้จึงหย่ากับเขา กลับไปบ้านเดิมได้ไม่นานก็แต่งงานใหม่อีกครั้ง
ตอนนั้นรวบรวมเงินที่มีเพียงน้อยนิดในบ้านเอาไปให้เจ้ารองหาหมอ ตั้งแต่ปีนั้นมาคุณภาพชีวิตของคนในบ้านก็ยิ่งแย่ลง
ต้วนชุนฮวาเองก็ไม่ได้รังเกียจหลินต้าหย่ง แต่เป็นห่วงพวกเด็ก ๆ ที่ตัดใจทิ้งนมมอลต์อันน้อยนิดนี่ไม่ได้
แม่เฒ่าชวีถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ยุวชนหลินเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง เธอไม่คิดเอารัดเอาเปรียบลูกหลานของบ้านเราเลย”
“ถ้าพวกเราไม่รับน้ำใจ ก็กลัวว่าเธอจะไม่ยินดีให้ลูกหลานของเราไปช่วยเธอทำงาน”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นก็รับไว้เถอะ”
“ต้าต้าน แกไปหาถ้วยใบใหญ่มาเทนมมอลต์ออกมาถ้วยหนึ่ง สะใภ้ใหญ่ เธอล้างกระติกน้ำให้สะอาด จากนั้นก็เอาไข่มาตอกทำเป็นน้ำแกงไข่ใส่ลงไปถ้วยหนึ่ง จริงสิ แล้วก็เอาไข่สองฟองไปแลกน้ำตาลกับเพื่อนบ้านมาด้วย น้ำแกงไข่จะอร่อยต้องใส่น้ำตาลลงไปด้วย”