ผมกับอินทรเดินทางมาถึงจุดที่รถของภัทราวดีถูกจอดทิ้งไว้ ด้านข้างเป็ป่ารกร้าง เธอหายตัวไป เหลือเพียงรถของเธอและรถมอเตอร์ไซค์อีกคันที่จอดขวางทางไว้
เ้าหน้าที่หลายคนกระจายกำลังกันค้นหา ไร้เสียงตอบรับ มีเพียงลมที่พัดแ่ผ่านใบไม้ กับแรงตึงเครียดที่กดทับบรรยากาศจนผมหายใจติดขัด
“กล้องหน้ารถหายไปครับ” เ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน
“...”
ผมเห็นอินทรชะงักไปชั่วขณะ แววตาเปลี่ยนทันที เหมือนจุดะเิในใจ เขาเม้มปากแน่นแล้วควักโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาก้องภพทันที
อินทร: ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ภัทราวดีขับรถมา
ก้องภพ: กล้องถูกทำลายหมดเลยครับ
“แม่งเอ้ย!!” เขาสบถออกมาด้วยอารมณ์ที่เริ่มจะระงับไม่ไหว
ร่างสูงเดินวนไปมาข้างรถ หัวคิ้วขมวดแน่น มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์แน่นจนเส้นเืปูด
ผมหันไปมองรถของภัทราวดีอีกครั้ง เห็นแค่ความว่างเปล่า ผมภาวนาขอให้เธอปลอดภัย ยังอยากมีโอกาสได้ยินเสียงเธออีกครั้ง เื่ราวต่อไปนี้ต้องไม่จบลงด้วยการสูญเสีย
ผมก้มหน้าลง ปล่อยให้น้ำหนักของความกลัวเกาะแน่นอยู่กลางอกเงียบ ๆ ผมแตะลงบนฝากระโปรงรถของภัทราวดีเบา ๆ โลหะเย็นเฉียบสะท้อนใบหน้าผมกลับมา พร้อมกับบางสิ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว
‘ภัทราวดีกำลังขับรถมุ่งหน้าไปไหนสักแห่ง เพราะถนนเส้นนี้ค่อนข้างเปลี่ยว แต่แววตาเธอยังดูมั่นคง เธอมองกระจกหลัง เป็ถนนโล่ง ๆ ไม่มีรถตามมา จนขับมาถึงจุดนี้ กลับเจอรถมอเตอร์ไซค์นอนขวางอยู่กลางถนน
เธอค่อย ๆ ชะลอรถก่อนจะหยุดสนิท สีหน้าเธอเริ่มไม่แน่ใจ เธอกำลังจะใส่เกียร์ถอย แต่ดันมีมือของใครบางคนพุ่งมาจากเบาะหลัง ล็อกคอเธอแน่น อีกมือหนึ่งจ่อปืนไปที่ขมับด้านข้างของเธอ
“...” ดวงตาเธอเบิกกว้าง มือสั่น คนร้ายพยายามพูดอะไรบางอย่าง ดูเหมือนเป็การข่มขู่หรือบังคับต่อรอง
แต่แปลกตรงที่ผมไม่ได้ยินเสียงเ่าั้เลย ทุกอย่างเงียบ มีเพียงภาพที่ฉายตรงหน้า คนร้ายใส่ฮู้ดสีดำ สวมแมส สวมแว่นใส แต่เพียงเสี้ยววินาที ผมเห็นแววตาเขา แววตาแข็งกร้าว เ็าและไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย
จากนั้นคนร้ายเอากุญแจล็อกมือเธอ แล้วบังคับให้เธอลงจากรถ ลากเธอไปยังรถกระบะสีดำที่จอดข้างทางอยู่ก่อนแล้ว เธอหันกลับมามองรถของเธอเหมือนจะขอความช่วยเหลือ’
ผึ่บ!
ทุกอย่างดับวูบไป
ผมรู้สึกปวดจี๊ดที่หัวอย่างรุนแรง เหมือนสมองถูกบีบอัด กะพริบตาถี่ขึ้น แต่ร่างกายกลับเบาหวิว โลกเริ่มหมุนก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็ความมืด
“นที! นที!” เสียงะโ และเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ ใครบางคนะโเรียกชื่อผม และกำลังเขย่าตัวผมอย่างร้อนรน ผมค่อย ๆ พยายามลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้ามันพร่ามัว แต่พอจับความชัดได้ว่าอินทรคือคนที่อยู่ข้างผมในวินาทีนั้น
อินทรเป็คนพาผมมาส่งโรงพยาบาล หลังจากตรวจเช็กอาการ หมอ บอกว่าเกิดจากร่างกายอ่อนเพลียสะสม อยากให้นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลสัก 1 คืน
อินทรยืนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่มุมห้อง น้ำเสียงตึงเครียดเหมือนเส้นเชือกที่กำลังจะขาด
“อะไรนะ? โทรศัพท์ถูกโยนทิ้งอยู่แถวนั้นเหรอ?!” เขากำมือแน่นจนข้อขึ้นสีขาว เส้นเืที่ขมับเต้นตุบ
อินทรน่าจะกำลังให้ก้องพบตรวจจับ GPS โทรศัพท์ของภัทราวดีเพื่อหาตำแหน่ง แต่โทรศัพท์ดันถูกโยนทิ้งในป่าข้าง ๆ ที่พบรถของภัทราวดี
ผมหันไปมองอินทรที่นั่งอยู่ที่โซฟาด้วยสีหน้าตึงเครียด และผมต้องเล่าเื่นี้ให้เขาฟัง ถึงแม้เขาอาจจะไม่เชื่อผมแล้วก็ตาม
“ผู้หมวดครับ” ผมเอ่ยขึ้น
เขาเงยหน้าหันมามองผม
“นายนอนพักไปเถอะ เดี๋ยวอีกหน่อยฉันจะไปแล้ว นายอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” เขาถามเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความห่วง
“ผมเห็นภาพสะท้อนตอนที่ภัทราวดีถูกจับตัวไป”
เขาชะงักไปนิดนึง เหมือนโดนกระชากให้หยุดหายใจ เขาลุกพรวดเดินมาหยุดข้าง ๆ เตียงผม
“นายเห็นจริง ๆ ใช่ไหม” เสียงของเขาเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะเชื่อดีไหม
“ครับ! ตอนที่ผมแตะรถของภัทราวดี ภาพมันฉายขึ้นมาในหัว เธอขับรถมาเจอรถมอเตอร์ไซค์ล้มขวางทาง เธอหยุดรถ แล้วถูกคนร้ายล็อกคอจากเบาะหลัง คนร้ายมีปืน บังคับให้เธอลงจากรถ แล้วลากเธอขึ้นรถกระบะสีดำที่ไฟท้ายน่าจะแตกครับ”
“...” อินทรนิ่งไปอึดใจใหญ่ ดวงตานิ่งสนิท คล้ายกับกำลังต่อสู้กับความเชื่อในใจตัวเอง
“ผู้หมวดอาจจะไม่เชื่อผมแล้ว แต่มันคือสิ่งเดียวที่เราเหลือ” ผมพูดช้าลง
เขาหลุบตาลง ไม่พูดอะไร ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพยักหน้าเบา ๆ แล้วเขาก็โทรหาก้องภพ เพื่อบอกลักษณะของรถคนนั้น
20 นาทีต่อมา
ครืดดดดด
ก้องภพ : เจอแล้วครับผู้หมวด รถกระบะคันนั้นวิ่งไปทางเส้นเลี่ยงเมืองด้านตะวันตก
อินทร: แจ้งทุกหน่วยให้ดักจับรถคันนั้น
ก้องภพ: ครับ
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
ผมขอคุณหมอกลับก่อน บอกว่าจะไปพักที่บ้าน แต่จริง ๆ แล้วผมอยากมาติดตามสถานการณ์อยู่ที่นี่มากกว่า
ระหว่างนี้คือการรอที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต อินทรเดินวนไปมา ทุกครั้งที่มีเสียงวิทยุดังขึ้น เขาหยุดทุกอย่าง แล้วฟัง แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอรถกระบะสีดำคันนั้น ทุกวินาทีที่เดินช้าเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับความหวัง และความกลัวที่กัดกินหัวใจ
4 ชั่วโมงผ่านไป
เสียงวิทยุดังขึ้น
‘เจอรถกระบะต้องสงสัยแล้วครับ จอดทิ้งอยู่ในพุ่มหญ้าข้างป่าชานเมือง พบร่างของคุณภัทราวดีที่ถูกแทงเสียชีวิตอยู่ในรถ’
“…” อินทรเซจนเกือบล้ม ผมรีบเข้าไปประคองไว้ ดวงตาเขาว่างเปล่า ราวกับคนถูกดูดิญญาออกไป
“ไม่จริง!” เสียงเขาแหบพร่า ราวกับขอร้องฟ้าให้เปลี่ยนความจริง
หลังจากที่อินทรตั้งสติได้ พวกเรามุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุ โดยมีสารวัตรเมฆา ก้องภพ และธนาธิปตามมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
“…” อินทรร่างกายสั่นเทา เมื่อเห็นร่างไร้ิญญาของภัทราวดีนอนแน่นิ่งอยู่เบาะข้างคนขับ เสื้อเปื้อนเืจากแผลที่อกข้างซ้าย ปากถูกปิดด้วยเทปสีเทา แววตายังเบิกค้างอยู่ ที่ข้อมือมีรอยแดง แต่ไม่มีกุญแจมือเหมือนที่เห็นในภาพสะท้อน คนร้ายน่าจะถอดออกไปด้วย
อินทรอยากเข้าไปกอดร่างของเธอ แต่เสียงจากตำรวจพิสูจน์หลักฐานเอ่ยดักไว้ก่อน
“ยังแตะต้องไม่ได้ครับผู้หมวด ต้องเก็บหลักฐานก่อน”
“...” อินทรยืนสั่นน้ำตาไหลเหมือนคนใจสลาย
ผมก็ไม่ต่างจากอินทรสักเท่าไหร่ ถึงแม้ภัทราวดีจะเป็แค่ตัวละครที่ผมสร้างขึ้น แต่พอเราได้ทำงานร่วมกันจริง ๆ ภัทราวดีเป็ผู้หญิงที่น่ารัก เก่ง และมีความมุ่งมั่นสูง เธอเปรียบเสมือนคนในครอบครัวคนนึงเลยก็ว่าได้
“ฉันจะลากตัวมันมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!!” เสียงอินทรหนักแน่น ไม่ใช่แค่คำสาบาน แต่มันคือคำปฏิญาณที่ออกมาจากหัวใจของคนที่เพิ่งสูญเสียคนที่รักไป
เช้าวันถัดมา
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
อินทรนั่งมองรูปถ่ายใบเล็ก ๆ ของภัทราวดี น้ำตาไหลลงมาโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ไม่มีการขยับ ไม่พูด ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามาสบตากับคนที่อยู่ในห้อง
แอด....
ก้องภพเปิดประตูเข้ามา พร้อมกับไอแพดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผมพยักหน้าทักทายกับก้องภพนิดหน่อย
“ผู้หมวดครับ” ก้องภพเอ่ยขึ้น
อินทรค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามอง
“มันทำลายกล้องอีกแล้วครับ เหมือนศพก่อน ๆ ไม่มีภาพชัดเลยสักมุมเดียว” ก้องภพรายงาน
อินทรกำมือแน่น เสียงของเขาดังขึ้นอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
“ทำงานไอทีประสาอะไร ถึงหาภาพมันไม่ได้!!” อินทรกระชากคอเสื้อก้องภพอย่างแรง
“ใจเย็นก่อนครับ” ผมรีบเข้าไปห้าม
พยายามแกะมืออินทรออก แต่ถูกผลักที่อกอย่างแรง จนผมเซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน
อั๊ก!
“โอ๊ย!!”รู้สึกเจ็บแปล๊บที่ก้นราวไปถึงสันหลัง
“...” ก้องภพชะงัก
“...” อินทรชะงัก เขาหันมามองผมทันทีด้วยสีหน้าใอย่างชัดเจน แต่เขาไม่พูดอะไร
เขาปล่อยมือออกจากคอเสื้อของก้องภพ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ มองรูปถ่ายของภัทราวดีเหมือนเดิม
“แม่งพาลไปทั่ว!” ก้องภพสบถออกมา พร้อมกับเอามาพยุงผม
“ผู้หมวดเขาแค่เสียใจน่ะ” ผมบอกก้องภพ
ก้องภพไม่ตอบอะไร เขาพาผมเดินออกจากห้อง ผมหันกลับไปมองประตูบานนั้นอีกครั้ง แต่รู้ดีว่าเขาไม่ตามออกมาหรอก เพราะตอนนี้โลกทั้งใบของอินทรมีเพียงภัทราวดี
ผมกลับเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง หลังจากทายาเสร็จเรียบร้อย อินทรยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมท่ามกลางความเงียบที่หนักอึ้ง