ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 รั้งไว้ให้อยู่ต่อ

        แม่จะเสียใจมากแค่ไหนถ้ารู้ว่าพ่อใจร้อนแต่งงานกับคนอื่นทันทีหลังจากที่แม่จากไป!

            "แต่ก็มี..."

            “เช่นนั้นก็คงมีน้อยมาก”หลินกู๋หยู่หยุดชะงักชั่วคราว มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย “อยู่คนเดียวย่อมดีกว่า ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระปราศจากความวิตกกังวล”

            ลู่จื่อยู่จ้องมองที่หลินกู๋หยู่อย่างว่างเปล่าเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กระนั้นก็ไม่ได้พูดออกมา

            เขามีความรู้สึกดีต่อหลินกู๋หยู่อยู่บ้างแต่ด้วยสถานะของนาง หากแต่งงานกับเขา นางอยู่ได้ในฐานะอนุเท่านั้นภรรยาของเขาจะต้องได้รับการคัดเลือกจากผู้อาวุโสของตระกูล โดยเป็นบุตรสาวจากครอบครัวที่มั่งคั่งและมีชื่อเสียงเทียบเท่ากัน

            ลู่จื่อยู่เดินตามหลังหลินกู๋หยู่อย่างเงียบๆ

            หลังจากตรวจเยี่ยมผู้ป่วยทุกคนในหมู่บ้านเสร็จแล้วก็เตรียมพร้อมที่จะกลับบ้าน

            เมื่อหลินกู๋หยู่กลับถึงบ้านนางก็เห็นว่าฉือหางได้เตรียมอาหารไว้ให้แล้ว

            หลินกู๋หยู่มองใกล้ๆถึงได้รู้ว่าผักสีดำในจานคือถั่วฝักยาว

            นอกจากนี้ยังมีไข่ผัดกับพริกหยวกหนืดๆไข่ดูเหมือนยังไม่สุกดี นอกจากนี้ไข่แดงยังมีน้ำมันเยิ้มอีกด้วย

             

            "ข้าต้มบะหมี่แล้ว"ฉือหางตักบะหมี่ลงในชามสามชามอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะนำไปวางบนโต๊ะ

            หลินกู๋หยู่ฉือหางและลู่จื่อยู่นั่งเรียงกันตามลำดับ ฉือหางแบ่งตะเกียบให้คนสองคนอย่างสบายๆ

            เมื่อเห็นอาหารเหล่านี้ หลินกู๋หยู่ถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อยอาหารตรงหน้าสีสันค่อนข้างน่ากลัว เมื่อยกตะเกียบขึ้นนางไม่รู้ว่าจะเริ่มคีบจากตรงไหนก่อนดี

            ลู่จื่อยู่มองไปที่อาหารบนโต๊ะ จากนั้นลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกโดยไม่แม้แต่จะหยิบตะเกียบ

            ฉือหางเฝ้าดูลู่จื่อยู่ออกไปด้วยความงุนงงเขามองไปที่หลินกู๋หยู่ที่อยู่ข้างๆ เขาอย่างสงสัย "เขาไม่หิวหรือ?"

            “เขาอาจจะนำอาหารมาเองพวกเรากินกันเถอะ” หลินกู๋หยู่กล่าวขณะคีบบะหมี่ขึ้นมาแล้วเริ่มทาน

            บะหมี่ต้มสุกแต่ว่าเป็นการต้มที่สุกจนเกินไปเล็กน้อย ทั้งชามดูเหมือนแป้งหนืดเสียมากกว่า

            บะหมี่นั้นได้ใส่เกลือและน้ำส้มสายชูแล้วกินเข้าไปถือว่ารสชาติปกติ ไม่มีความรู้สึกอื่น

            ทว่าหลังจากทานถั่วฝักยาวเข้าไปหนึ่งคำคิ้วของเด็กสาวก็อดไม่ได้ที่จะขมวดเป็นปม จากนั้นก็คลี่ออกด้วยความทรมาน

            ดูเหมือนว่านี่จะเป็นอาหารของผู้เริ่มทำอาหารสินะคงจะดีกว่านี้หากไม่ปรุงอะไรเลย ต้มถั่วฝักยาวใส่แค่เกลือลงไปรสชาติยังดีกว่านี้มาก

            ในส่วนของไข่นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางไม่สามารถคีบมันขึ้นมาได้เมื่อเห็นไข่เหนียวหนืดเช่นนั้นก็ทอดถอนหายใจในใจอย่างจนปัญญา

            ฉือหางนั่งอยู่ข้างๆ ทานบะหมี่เงียบๆ เขาคีบผักดองมาทานคำเป็นครั้งคราว

            ลู่จื่อยู่พลันนำคนสองสามคนเข้ามาคนเหล่านั้นเดินเข้ามาพร้อมจานอาหาร อาหารในจานนอกจากจะมีสีที่ชวนน่ารับประทานแล้วยังส่งกลิ่นหอมกำจายอีกด้วย พวกเขาวางจานอาหารเหล่านั้นลงบนโต๊ะทีละคน"นี่คืออาหารที่คนงานเตรียมไว้ให้ ทานกันเถอะ”

            เมื่อพูดจบลู่จื่อยู่ก็นั่งลงอย่างสบายๆ หยิบชามข้าวขึ้นมา หยิบตะเกียบอย่างสง่างามแล้วเริ่มทานอาหาร

            ฉือหางมองไปที่อาหารที่ลู่จื่อยู่นำมาจากนั้นมองอาหารสองจานที่ตนเองทำ

            ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกอาหารที่เขาทำนั้นแย่กว่ามาก

            และเมื่อดมกลิ่นก็ดูเหมือนกลิ่นอาหารที่เขาทำนั้นแย่กว่าเช่นกัน

            "ไม่จำเป็นแล้ว"หลินกู๋หยู่เห็นว่าการแสดงออกทางสีหน้าของฉือหางไม่ดีนัก นางจึงคีบถั่วฝักยาวขึ้นมากินต่อไปตามปกติแสร้งทำเป็นว่าอร่อย "ข้าคิดว่ารสชาติไม่เลวเลย"

            การแสดงออกทางสีหน้าของลู่จื่อยู่เปลี่ยนไปเขาคีบถั่วฝักยาวที่ฉือหางผัดด้วยตัวเองมาชิม จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา คายถั่วฝักยาวผัดลงบนผ้าเช็ดหน้าจากนั้นเขาก็ทานอาหารต่อไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            หลินกู๋หยู่มองดูฉือหางที่ทานแต่ผักดองและไม่กินกับข้าวอื่นๆจึงคีบไข่เหนียวหนืดใส่ชามของเขา

            ไข่แม้ไม่สุกแต่ก็ยังสามารถทานได้ พริกหยวกดิบก็สามารถทานได้เช่นกัน

            เที่ยงวันของวันต่อมา หลินกู๋หยู่กลับมาก่อนเวลาเพื่อทำอาหารด้วยตัวเอง

            นางไม่กล้าที่จะบอกฉือหางว่าอาหารที่เขาปรุงนั้นรสชาติไม่อร่อยดังนั้นนางจึงได้แต่ทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะได้กลับมาเตรียมอาหาร

            เวลาสิบวันผ่านไปในพริบตา

            ภายใต้การรักษาของหลินกู๋หยู่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเกือบจะหายดีแล้ว มีคนชราสองคนที่ต่อสู้กับโรคไม่ไหว เสียชีวิตไปแล้ว

            เช่นเดียวกับผ้าห่มที่ผู้ที่เป็นโรคฝีดาษเคยใช้สิ่งของเครื่องใช้ของผู้คนที่เสียชีวิตจะถูกเผาทั้งหมด ภายใต้การกำชับของหลินกู๋หยู่

            เดิมทียังมีหลายคนที่ไม่ต้องการเผามันเนื่องจากพวกเขาต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากในการซื้อผ้าฝ้ายมาทำผ้านวมเหล่านี้

            อย่างไรก็ตาม พวกเขาหวาดกลัวความตายมากกว่าพวกเขาส่วนใหญ่รอดจากไข้ทรพิษในครั้งนี้ก็เนื่องจากได้รับการช่วยเหลือจากหลินกู๋หยู่

            ใครจะอยากนอนป่วยบนเตียงแล้วรอให้คนอื่นมาปรนนิบัติ?

             

            สุดท้ายแล้วทั้งหมู่บ้านก็เต็มไปด้วยไอร้อนของเปลวไฟแสงไฟจากการเผาข้าวของเครื่องใช้ สว่างขึ้นสู่ท้องฟ้า

            หลังจากเผาข้าวของเครื่องใช้เหล่านั้นทั้งหมดก็เป็นเวลากลางคืนแล้วหลินกู๋หยู่ก็ตามฉือหางกลับบ้าน

            "พวกเราต้มน้ำเล็กน้อยอีกสักพักอาบน้ำแล้วเข้านอนกันเถอะ" หลินกู๋หยู่กล่าวก้มลงไปหยิบฟืนจากด้านข้าง "เจ้าไปเอาน้ำมา"

            "อืม"

            ฉือหางลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกหยิบน้ำหนึ่งถังเข้ามา เขายกมาโดยไม่รู้สึกลำบากใดๆ

            ร่างกายของเขาดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆไม่รู้สึกอึดอัดทรมานอีกต่อไป

            ฉือหางยกถังขึ้นมาเทน้ำลงในหม้อ

            ในขณะที่หลินกู๋หยู่กำลังเติมฟืนลงในเตาจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

            ดึกมากแล้ว จะมีใครมาอีก?

            "ข้าจะไปดูให้"ฉือหางพูดแล้วก็เดินออกไปด้านนอก

            "ท่านแม่!"

            หลินกู๋หยู่เพิ่งเสร็จจากการเติมฟืนเมื่อนางกำลังจะลุกขึ้นยืน จู่ๆ ก็มีก้อนนุ่มๆ บางอย่างพุ่งเข้ามาใส่ร่างของนาง

            “ท่านแม่” โต้ซาเงยหน้าขึ้นมองหลินกู๋หยู่ด้วยดวงตาทั้งสองข้างที่เปียกปอนคล้ายลูกสุนัขมองหลินกู๋หยู่จากปลายเท้าจรดศีรษะอย่างอ่อนโยน “ท่านแม่ ข้าอยากนอนกับท่านแม่!”

            ทันใดนั้น หลินกู๋หยู่ก็นึกได้ว่าเป็นเวลานานแล้วที่นางไม่ได้เห็นเจ้าก้อนซาลาเปา

            ฉือหางเอนตัวพิงกรอบประตูมองหลินกู๋หยู่ด้วยสายตาเศร้าสร้อย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า"พวกเจ้าสองคนนอนบนเตียง ส่วนข้าจะนอนบนพื้น"

            เตียงในห้องมีขนาดไม่ใหญ่มาก ปกติแค่พวกเขาสองคนนอนบนเตียงก็เกือบจะโดนตัวกันแล้ว

            เมื่อเพิ่มเจ้าซาลาเปาก้อนเล็กๆอีกหนึ่งคน จึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะนอนได้สามคนโดยไม่แนบชิดกัน

            "อา? จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ... "

            ฉือหางเดินช้าๆ เข้าไปอุ้มโต้ซาขึ้นเอื้อมมือไปแตะที่ปลายจมูกของเด็กน้อย "ดูเหมือนว่าพวกเรานอนบนเตียงด้วยกันสามคนไม่ได้"

            “นอนเบียดๆ กันหน่อยก็น่าจะยังพอนอนได้อยู่”หลินกู๋หยู่พูดตะกุกตะกักเล็กน้อย

             

            "ข้าต้องการท่านแม่ข้าต้องการท่านแม่!" โต้ซาเห็นหลินกู๋หยู่ลุกขึ้นเขากางมือทั้งสองข้างออกจากกันและชี้ตรงไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

            รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหลินกู๋หยู่เอื้อมมือคว้าโต้ซาจากแขนของฉือหาง

            ฉือหางยิ้ม "ตอนนี้อากาศยังร้อนมากข้านอนบนพื้นได้ ไม่เป็นไร อีกอย่างอาการป่วยของข้าก็ใกล้จะหายเป็นปกติแล้วด้วย"

            ชายหนุ่มร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้านางใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มประจบ สีหน้าอ่อนโยนว่านอนสอนง่ายทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกสบายใจอย่างมาก

            นางและฉือหางนอนบนเตียงเดียวกันเป็นเวลานานแล้วแต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยทำอะไรที่เกินเลยกับนาง "นอนบนเตียงด้วยกันดีกว่า"

            หลินกู๋หยู่สั่งกำชับให้ฉือหางไปหาอ่างไม้ขนาดใหญ่เทน้ำที่ต้มแล้วลงอ่างไม้เล็กน้อยและอาบน้ำให้โต้ซาก่อน

            หลังจากอาบน้ำแล้วโต้ซาก็ง่วงนอนมาก เด็กน้อยขยี้ตาอย่างแรงพลันถูกหลินกู๋หยู่อุ้มขึ้นไปที่เตียง ไม่ทันไรก็ผล็อยหลับไปทันที

            เมื่อรอให้โต้ซาหลับไป หลินกู๋หยู่ไปอาบน้ำเป็นคนที่สองระหว่างห้องแยกออกจากกันด้วยการปิดผ้าหนึ่งผืนถอดเสื้อผ้าและอาบน้ำเสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นเปลี่ยนเป็นชุดนอนและกลับห้องไปนอน

            สำหรับฉือหางแล้ว เขาอาบน้ำเร็วกว่ามากเขาอาบด้วยน้ำเย็นก็ได้แล้ว เขายืนอยู่ในลานบ้านเทน้ำเย็นในถังน้ำลงบนร่างกายของเขาโดยตรงหลังจากถูไถร่างกายอย่างง่ายสองสามครั้งก็ล้างออกแล้วก็กลับเข้าไปในบ้าน

            เมื่อเขาเข้าไปในห้องเขาก็เห็นหลินกู๋หยู่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาวนั่งอยู่บนเตียงในมือถือหนังสือที่นำมาจากน้องชายสี่ นางกำลังอ่านหนังสือ

            “อาบน้ำเสร็จแล้วหรือ?” หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองฉือหางปราดหนึ่งจากนั้นวางหนังสือในมือไว้ที่อีกฝั่งของเตียง “ข้ามีอะไรบางอย่างจะพูดกับเจ้า”

            เขาเดินไปนั่งลงที่ข้างเตียงอย่างเป็นธรรมชาติโดยหันหลังให้หลินกู๋หยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ้างว้าง น้ำเสียงของเขาคลุมเครือไม่ชัดเจน"เรื่องอะไรหรือ?"

            “ตอนนี้เจ้าหายเป็นปกติแล้ว”หลินกู๋หยู่มองที่แผ่นหลังของฉือหาง นางไม่มั่นใจว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ นางจึงเอ่ยลองเชิง“ข้าอยากจะไปจากที่นี่แล้ว”

            ผ่านไปครู่ใหญ่ ยังไร้เสียงตอบกลับจากฉือหาง

            และในขณะที่คิดว่าฉือหางจะไม่พูดแล้วจู่ๆ ก็เห็นอีกฝ่ายหันกลับมา เขามองนางอย่างเงียบๆ ด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย"แล้ว... หลังจากที่เจ้าไปจากที่นี่แล้ว เจ้าจะไปที่ไหนหรือ?"

            “ข้ายังไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”หลินกู๋หยู่ยังไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก นางพูดอย่างลังเลว่า“ข้าจะเช่าบ้านและอาศัยอยู่ในเมือง จะได้รักษาคนป่วยด้วย จะได้หาเงินเลี้ยงตัวเองได้”

            สำหรับทักษะทางการแพทย์ของหลินกู๋หยู่นั้นฉือหางรู้ชัดเจนแล้วนางสามารถพาคนที่ไปเยือนอยู่หน้าประตูนรกกลับมาได้นั่นชี้ให้เห็นว่าความสามารถของนางนั้นไม่ธรรมดา

            "เจ้ายังไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนอย่าออกไปในเวลานี้เลย รอให้เจ้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนแล้ว ... " ฉือหางพูดติดอ่าง แต่กระนั้นเขาก็ไม่พูดถ้อยคำที่ว่า 'ข้าจะยื่นหนังสือหย่าให้เจ้า' ออกมาแต่อย่างใด "เมื่อถึงเวลานั้นค่อยหารืออีกครั้งเถอะ"

            หลินกู๋หยู่ถูกเขาทำให้สับสนอย่างสมบูรณ์นางขมวดคิ้วเล็กน้อย "นั่นเป็นเรื่องของข้า ข้าจัดการเองได้"

            ศีรษะของฉือหางก้มต่ำมือทั้งสองของเขาจับเสื้อผ้าบนเข่าอย่างกระสับกระส่าย เขาเอ่ยอย่างจริงจังว่า"เจ้าอยู่กับข้าไม่ได้หรือ?"

            "นี่มัน"เมื่อสองสามวันก่อนถ้อยคำที่หลินกู๋หยู่ได้พูดคุยกับลู่จื่อยู่ถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่ภายนอกดูเหมือนจะดีแต่ภายในนั้นไม่ใช่ เวลานี้คิดไม่ถึงว่านางจะไม่สามารถพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมาได้"ข้าชอบที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า"

            ฉือหางยื่นมือไปจับมือของหลินกู๋หยู่ ดวงตาสีเข้มจ้องมองนาง"ข้าจะไม่คัดค้านในสิ่งที่เจ้าอยากทำ ข้าแค่คิดว่า..."

            แสงสะท้อนของเปลวไฟริบหรี่ บรรยากาศในยามนี้สลัวเบาบางเช่นเดียวกับหัวใจที่กระวนกระวายของฉือหาง

            “ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดีข้าจะรับฟังทุกสิ่งที่เจ้าพูด”                                                                                                                

            เขาจับมือของนางไว้แน่น ดวงตามองไปที่เด็กสาวเต็มไปด้วยความจริงใจ

            ท่าทีและสีหน้าที่อ่อนโยนทำให้หัวใจของหลินกู๋หยู่แทบจะละลายแล้วนางไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นความรู้สึกแบบใด ความรู้สึกอบอุ่นจากฝ่ามือแผ่ซ่านไปยังหัวใจของนางร่างกายของนางก็รู้สึกอบอุ่นเช่นกัน

            ฉือหางใจสั่นขวัญเเขวนเขาลืมไปแล้วว่าการหายใจคืออะไร

            “ข้า”หลินกู๋หยู่จ้องไปที่ฉือหางด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เมื่อสายตาคู่นั้นจับจ้องมาที่นางหัวใจของนางก็เต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะแล้ว เสียงของนางเบามาก“เราตกลงกันก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่หรือ?”

            ราวกับหัวใจจมดิ่งตกลงสู่ก้นบึ้งของเหวสิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้คือความขมขื่น เป็นความขมขื่นไร้ที่สิ้นสุด

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505