บทที่ 10 ราวกับกลายเป็คนละคน
“ไอ้แก่เอ๊ย! ดื้อด้านนัก ฉันก็จะส่งแกไปลงนรกก่อนเวลาเอง แกคงรอไอ้ลูกหมาหลี่เซี่ยวเฟยกลับมาไม่ไหวหรอก”
หัวหน้าใหญ่จงหยวนป๋อถือมีดไว้ในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความโเี้
“กรี๊ด....”
จงหลิงใจนกรีดร้องออกมา
แต่กลับถูกจงหยางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ปิดปากไว้
“นังตัวดี! ถ้าไม่อยากตายก็เงียบปากไปซะ”
เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีขู่พี่สาวตัวเองด้วยสีหน้าดุร้าย
จงหลิงเป็เพียงนักเรียนสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี จะเคยเห็นฉากนองเืแบบนี้ได้อย่างไร
ทันใดนั้น เธอก็หมดหนทางสู้ หวาดกลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหลอาบแก้ม
จงหยวนซานร่างเกร็งกระตุกเบิกตาโพลง สุดท้ายก็สิ้นใจตาย
ศพนอนอยู่บนเตียง ตายตาไม่หลับ
เืชุ่มเปรอะไปทั่วผ้าปูเตียง
ยอดฝีมืออันดับสองในสลัมแห่งนี้ คงไม่มีใครคาดคิดว่าลูกชายที่รักที่สุด จะรวมหัวกับหลานชายคนโปรดที่ซื่อสัตย์ที่สุด ลอบสังหารเขาเช่นนี้
จวบจนสิ้นลมหายใจสุดท้าย จงหยวนซานก็ไม่ได้พบกับหลี่เซี่ยวเฟย ผู้สืบทอดที่เขาเลือกไว้
“พี่สาว วางใจเถอะ ฉันจะไม่ฆ่าพี่”
“จะเก็บพี่ไว้มอบให้คุณชายตู๋กูเชวียแห่งกองกำลังโลหิตทมิฬซะ”
“อีกสามวัน เตรียมตัวไปปรนนิบัติคุณชายตู๋กูให้ดี ถ้าทำให้คุณชายพอใจ น้องชายคนนี้ของพี่จะได้นั่งตำแหน่งผู้นำกองกำลังอย่างมั่งคง”
“ส่วนเื่อื่น ๆ ห้ามพูดมั่วซั่วแม้แต่คำเดียว”
“หากพูดอีกคำเดียว ฉันจะให้คนมาข่มขืนพี่ซะ”
“ได้ยินรึเปล่า?”
จงหยางขู่พี่สาวเสียงเข้ม
จงหลิงสั่นไปถึงหัวใจ
เธอเพิ่งรู้ว่า น้องชายของตัวเองกลายเป็คนของกองกำลังโลหิตทมิฬไปแล้ว
ทุกอย่างเป็แผนสมคบคิด
จบแล้ว
ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
ถึงแม้หลี่เซี่ยวเฟยจะกลับมาก็ไม่อาจกอบกู้ทุกอย่างให้เหมือนเดิมได้
จงหลิงทรุดตัวลงกับพื้น
เธอทั้งกลัวและใ ทำได้แค่ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
ภายในห้องเงียบสงบอีกครั้ง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
จงหยางและจงหยวนป๋อเดินออกมาด้วยสีหน้าเศร้าโศก
“พ่อตายแล้ว”
“ก่อนตาย พ่อได้มอบตำแหน่งผู้นำกองกำลังให้กับฉัน”
“ั้แ่นี้ไป ฉันจะเป็คนสั่งการที่นี่”
“ก่อนตาย พ่อของฉันยังบอกด้วยว่า หลี่เซี่ยวเฟยมีใจคิดฏ เราต้องรีบกำจัดเขาทิ้งทันที”
จงหยางประกาศเสียงดัง ขณะที่สมาชิกระดับสูงของกองกำลังต่างจับตามอง
“ฉันขอยืนยันว่า สิ่งที่นายน้อยหยางพูดเป็ความจริง”
หัวหน้าจงหยวนป๋อเอ่ยสนับสนุน
ขณะเดียวกันก็ปล่อยรัศมีพลังของยอดฝีมือขั้นกลั่นดาราระดับสามกดดันทุกคน
เหล่าลูกน้องต่างสบตากัน
ผู้ที่มีไหวพริบ ก็เริ่มเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อหน้าหัวหน้าใหญ่ผู้แข็งแกร่ง
จงหยางพยักหน้าพึงพอใจ
จงหยวนป๋อก็หัวเราะชอบใจ
เขามองจงหยางราวกับมองหุ่นเชิดตัวหนึ่ง
…
ครืน!
เสียงเครื่องยนต์คำรามสนั่น
หลี่เซี่ยวเฟยขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่พุ่งเข้ามาภายใน
เมื่อเหลือบมองขึ้นไปเห็นโลงศพสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่
หัวใจของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน
ไม่ดีแล้ว
หรือว่าอาจารย์จะ...
“หลี่เซี่ยวเฟย! แก… แก… หายหัวไปไหนมา ทำไมไม่รับโทรศัพท์ แล้วทำไมถึงมาช้าอย่างนี้?”
จงหยางกระโจนออกมาเป็คนแรก เริ่มดุด่าหลี่เซี่ยวเฟยทันที
แต่หลี่เซี่ยวเฟยไม่สนใจเ้าลูกคนรวยคนนี้
เขาเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยฝีเท้ามั่นคง
เด็กหนุ่มเห็นเพียงจงหยวนซาน อาจารย์ของตน อดีตยอดฝีมืออันดับสองของสลัม ในตอนนี้สวมผ้าห่อศพ ใบหน้าซีดขาว นอนนิ่งอยู่ในโลงหินอ่อนสีขาว
หลับตาตลอดกาล
ด้านหน้าโลงศพ มีเด็กสาวอายุสิบเก้าปีคุกเข่าอยู่
เด็กสาวผิวขาวดุจหิมะ คิ้วคมดั่งภาพวาด
รูปโฉมของเธองดงามไร้ที่ติ รูปร่างผอมบางราวกับดอกลิลลี่บานสะพรั่ง มีกลิ่นอายสูงส่งที่หาได้ยากจากหญิงในสลัม
แต่น่าเสียดายที่สาวงามต้องมาอยู่ในชุดไว้ทุกข์เช่นนี้
ชุดไว้ทุกข์สีขาวเข้ารูปสวมอยู่บนเรือนร่าง ร่องรอยน้ำตาเปียกชุ่มทั่วชายเสื้อ ยิ่งดูน่าสงสาร
เธอคือ จงหลิง ลูกสาวของจงหยวนซาน
จงหลิงเงยหน้าขึ้น มองหลี่เซี่ยวเฟยน้ำตาคลอเบ้า แล้วเบือนหน้าหนี
หลี่เซี่ยวเฟยพยักหน้าให้เธอโดยไม่ได้พูดอะไร
เขาคุกเข่าลงหน้าโลงศพสีขาว จุดธูป เทเหล้า แล้วโขกศีรษะลงสามครั้งอย่างหนักหน่วง
“อาจารย์ ท่านวางใจเถอะ ผมจะต้องฆ่าตู๋กูเชวียล้างแค้นให้ท่าน”
เขาพูดอย่างหนักแน่น
น้ำหยดเดียว ต้องตอบแทนด้วยน้ำพุทั้งบ่อ
ความแค้นนี้ เขาจะไม่มีวันลืม
“แก้แค้นเหรอ? อย่างแกจะทำอะไรได้”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของจงหยางดังมาจากด้านหลัง “หลี่เซี่ยวเฟย แกเป็ตัวอะไรกัน ถึงกล้าพูดจาโอ้อวดแบบนี้”
หลี่เซี่ยวเฟยลุกขึ้นช้า ๆ โค้งคำนับชายชราที่นอนอยู่ในโลงศพ
“จะฝังร่างของอาจารย์วันไหน”
เขาหันกลับมาถามอย่างใจเย็น
"ไม่ใช่เื่ของแก"
จงหยางไม่ปกปิดความสะใจ ยิ้มเย้ยหยัน "ไอ้แก่คนนี้เป็พ่อฉัน ไม่ใช่พ่อของแก ฉันอยากฝังตอนไหนก็ได้"
ยังไม่ทันพูดจบ
เพียะ
หลี่เซี่ยวเฟยฟาดฝ่ามือออกไปหนึ่งที
จงหยางไม่ทันตั้งตัว ถูกตบจนร่างหมุนตามเข็มนาฬิกา เืกำเดาไหลทะลัก
"แก… แกกล้าตบฉัน?"
เขาตกตะลึง ไม่อยากเชื่อสายตาว่าหลี่เซี่ยวเฟยจะทำเช่นนี้
"ตบนี้ สอนให้รู้จักหน้าที่ของลูกชาย ศพพ่อยังไม่เย็น กลับด่าทอในงานศพ ไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่"
หลี่เซี่ยวเฟยพูดอย่างใจเย็น
จงหยางโกรธจัด "ไอ้เวร… คิดว่าตัวเองเป็ใคร ก็แค่หมาตัวหนึ่งที่ตระกูลจงเลี้ยงไว้"
เพียะ
หลี่เซี่ยวเฟยฟาดฝ่ามืออีกครั้ง
คราวนี้จงหยางร่างหมุนทวนเข็มนาฬิกา
"ตบนี้ สอนให้รู้จักเคารพพี่ชาย"
หลี่เซี่ยวเฟยยังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้ากล้าด่าอีกคำ ฉันจะตบปากนายให้เละ"
จงหยางนิ่งอึ้ง
เขากลัวจนเอามือปิดปาก มองหลี่เซี่ยวเฟยด้วยความใปนโกรธแค้น
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมหลี่เซี่ยวเฟยในวันนี้ถึงดูเหมือนคนละคนกับเมื่อก่อน
เมื่อก่อน อย่าว่าแต่ถ่มน้ำลายใส่เลย แค่คำด่าก็ยังไม่กล้าสู้กลับ
“หลี่เซี่ยวเฟย อวดดีเหลือเกินนะ ศพของท่านผู้นำยังไม่เย็น นายก็กล้าลงมือกับลูกบุญธรรมที่ท่านรักที่สุด ต่อหน้าฉันที่เป็หัวหน้าใหญ่ นายยังมีความเคารพกันอยู่บ้างไหม”
ชายวัยกลางคนหัวล้านเดินเข้ามาจากด้านนอกแล้วกล่าวตำหนิ
หลี่เซี่ยวเฟยขมวดคิ้ว
ความทรงจำของร่างเดิมบอกเขาว่า ชายผู้นี้ชื่อ จงหยวนป๋อ
เป็หลานชายของอาจารย์ แล้วยังเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับสาม ปัจจุบันเป็หัวหน้าอันดับหนึ่งของกองกำลังเมฆา
และยังเป็คนที่มีความทะเยอทะยานสูง
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผู้นำยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังพอจะปรามเขาได้
แต่ตอนนี้ ผู้นำเสียชีวิตไปแล้ว อีกฝ่ายก็รีบออกมาสร้างความวุ่นวายทันที
“ในฐานะศิษย์พี่ ฉันจะสั่งสอนศิษย์น้อง มันผิดตรงไหน?”
หลี่เซี่ยวเฟยถามกลับ
เขาเป็ลูกศิษย์ของจงหยวนซาน พูดได้ว่ามีฐานะเป็ศิษย์พี่ของจงหยาง
“ถึงจะเป็พี่ชาย ก็ไม่ควรลงไม้ลงมือในสถานที่แห่งนี้ นายน้อยหยางเป็เด็กที่อาจารย์เลี้ยงดูมาอย่างยากลำบาก”
จงหยวนป๋อหัวเราะเยาะแล้วกล่าวตำหนิโดยไม่ฟังเหตุผล “เหมือนว่าแกจะเห็นว่าผู้นำเสียชีวิตแล้ว จึงคิดจะฉวยโอกาสก่อฏสินะ… ทุกคนเข้ามา”
เสียงฝีเท้าดังขึ้น
กลุ่มคนกว่าสามสิบหรือสี่สิบคนที่ซุ่มอยู่ปรากฏตัว ปิดล้อมทั้งด้านในและด้านนอกของห้องโถงไว้
คมดาบแวววาว
บรรยากาศเย็นะเื
หลี่เซี่ยวเฟยยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า
เขาประหลาดใจกับความเร็วในการปรับตัวของตัวเองจริง ๆ
ตอนที่เพิ่งข้ามเวลามาใหม่ ๆ บางทีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืแบบนี้ อาจทำให้ตัวเขาขาสั่นได้บ้าง
แต่ตอนนี้?
ขู่เด็กหนุ่มไม่ได้แล้ว
จงหยางเห็นสถานการณ์พลิกผัน จึงกลับมาหยิ่งผยองอีกครั้ง
"หลี่เซี่ยวเฟย คงไม่นึกไม่ถึงสินะว่าพวกเราเตรียมการกันมานานแล้ว"
เขาหัวเราะเยาะอย่างจองหอง "ฮ่า ๆ ตอนนี้ก็คุกเข่าขอขมาฉันซะ ไม่งั้นแกจะต้องได้ตายทั้งเป็"
"ยังไม่คุกเข่าลงอีก"
จงหยวนป๋อะโเสียงดังสำทับ
ฉึบ ฉึบ ฉึบ
กลุ่มคนชี้ดาบไปทางหลี่เซี่ยวเฟยอย่างพร้อมเพรียง
ทันใดนั้น ห้องโถงใหญ่ที่เงียบสงบก็มีแสงดาบวาววับอันน่ากลัว พร้อมกลิ่นคาวเืคละคลุ้ง