ตอนที่ 33
เริ่มต้นการค้าขาย (33)
หยางซานพับปิดดวงตาทั้งสองข้างของตนเองลงแล้วเรียกเร้นพลังิญญาออกมาทั่วทั้งร่างกาย พลังิญญาที่ถูกเรียกเร้นออกมาเป็พลังิญญาสีทองอันแข็งแกร่ง
ดวงจิตพุ่งเข้าไปในห้วงภวังค์แห่งพลังแล้วเริ่มเขียนค่ายกลภายในนั้น หลังจากที่เขียนค่ายกลอยู่ภายในนั้นสักพักตัวของหยางซานเองก็ได้หลุดออกมา
ดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังพับปิดอยู่ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆหนึ่งมือยื่นออกไปด้านหน้า พลังิญญาที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายเริ่มถักทอกลายเป็ค่ายกล
ค่ายกลก่อกำเนิดขึ้นมาก่อนที่มันจะประทับลงบนแหวนเหล็กสีดำที่สวมใส่อยู่ภายในนิ้วเล็กๆของจูเฟย และเมื่อค่ายกลนั้นประทับลงที่แหวนเหล็กสีดำสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแหวนเหล็กสีดำมันเริ่มย่อขนาดของตัวมันเองจนขนาดของมันเทียบเท่ากับนิ้วมือของจูเฟย
จูเฟยที่เห็นเช่นนั้นดวงตาของนางก็เป็ประกายขึ้นมาในทันทีท่านอาจารย์ของนางช่างเป็ผู้วิเศษที่สามารถกระทำได้เกือบจะทุกอย่างจริงๆ นี่คงจะเป็ค่ายกลลดขนาด
“ ยอดเยี่ยมไปเลยเ้าค่ะท่านอาจารย์ ” จูเฟยพูดขึ้นมาพร้อมกับยกแหวนที่ถูกสวมใส่เอาไว้ภายในมือขึ้นมาดู
“ มันไม่ได้มีเพียงแค่ค่ายกลลดขนาดเท่านั้นนะแต่ว่าข้ายังลงค่ายกลที่ทำให้แหวนวงนั้นไม่มีทางจะหลุดรอดออกจากนิ้วมือของเ้าได้ถ้านิ้วของเ้าไม่โดนตัดออกไปด้วย ”
“ ขอบคุณท่านอาจารย์เ้าค่ะ!!! ” มันเป็อีกเื่นึงที่ตัวของจูเฟยคิดว่ามันน่ายินดียิ่งนัก เช่นนี้ก็เท่ากับว่าตัวของนางไม่จำเป็จะต้องกังวลเกี่ยวกับการที่แหวนมันหลุดรอดออกจากมือแล้วหายไปแล้วสินะ
“ เอาล่ะใช้ดูสิ! ”
“ ว่าแต่มันใช้อย่างไรหรือเ้าคะ ” จูเฟยถามออกไปนางรู้ว่ามันเป็แหวนห้วงมิติที่สามารถเปิดค่ายกลห้วงมิติที่เอาไว้เก็บของต่างๆมากมายได้แต่ว่าก็ยังไม่รู้วิธีการใช้ของมัน
วัตถุิญญาน่าจะไม่ได้มีขั้นตอนการใช้เหมือนกับการวาดค่ายกลอย่างแน่นอน
“ เ้าลองปลดปล่อยพลังิญญาออกมาแล้วใส่ลงไปในแหวน ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจูเฟยเริ่มลงมือทำเลยทันทีนางเริ่มพับปิดดวงตาทั้งสองข้างแล้วก็เรียกเร้นพลังิญญาออกมาจากภายในร่างกาย พลังิญญาสีขาวขั้นต่ำปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกายก่อนที่พวกมันจะเริ่มถูกส่งผ่านไปยังแหวนเหล็กสีดำที่สวมอยู่บนนิ้วในน้อยของจูเฟย
เมื่อพลังิญญาถูกส่งไปที่แหวนเหล็กสีดำเรียบร้อยแล้วเ้าแหวนเหล็กสีดำที่สวมอยู่ภายในนิ้วมันก็ตอบรับ ตัวของมันเริ่มเปล่งออร่าพลังิญญาออกมา
“ เอาล่ะลืมตาแล้วยื่นมือออกมาซะ ”
จูเฟยเปิดดวงตาทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาแล้วก็ยื่นมือข้างที่สวมแหวนออกไป มือข้างขวาถูกยื่นออกไปจากนั้นสิ่งที่ปรากฏขึ้นก็คือพลังิญญานั้นถูกปลดปล่อยออกมาจากแหวนที่นางสวมใส่อยู่แล้วเริ่มถักทอกลายเป็ค่ายกล
เมื่อถักทอเป็ค่ายกลเสร็จเรียบร้อยแล้วตัวของจูเฟยก็ได้ยื่นมือของตนเองเข้าไปัักับค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นมา มือเล็กๆของนางสามารถยื่นเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ดวงตาทั้งสองข้างของจูเฟยนั้นเปล่งประกาย ตอนนี้มันราวกับว่านางนั้นได้พบเจอของเล่นชิ้นใหม่ที่ตื่นตาตื่นใจ
“ ยอดเยี่ยมมากเลยเ้าค่ะท่านอาจารย์!!! ”
“ เอาล่ะเื่นี้ก็จบกันไปแล้วพวกเรามาเรียนกันต่อเถอะ ”
“ เ้าค่ะ~ ” เด็กน้อยที่อยู่ด้านหน้าแสดงรอยยิ้มแป้นทันทีหลังจากที่นางนั้นได้ของที่ตนเอง้าเรียบร้อยแล้ว
หนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์ได้เริ่มนั่งเรียนวิชาต่างๆกันต่อ นั่งเรียนวิชาค่ายกลและรายละเอียดต่างๆกันไปเวลานั้นก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง มันนั้นเปล่งประกายแสงสว่างไสวเป็สีส้มอมแดงไปทั่วทั้งท้องนภา
จูเฟยที่นั่งฟังท่านอาจารย์ของตนเองสอนมาหลายชั่วยามนางก็ได้ลุกขึ้นอย่างช้าๆแล้วก็บิดร่างกายไปมาเพื่อขับไล่ความี้เีของตนเองก่อนเป็อันดับแรก ตอนนี้การเรียนในวันนี้มันจบลงแล้วนางถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับบ้านของตนเอง
“ วันนี้ข้าคงต้องกลับแล้วนะเ้าคะท่านอาจารย์~ ” จูเฟยบอกท่านอาจารย์ของตนเองที่นั่งอยู่ด้านหน้า ร่างเล็กๆกำลังทำท่าทางจะเดินกลับไป
ทว่า...
“ เดี๋ยวก่อนยัยหนูจู ” หยางซานร้องเรียกศิษย์ของตนเองที่กำลังจะเดินจากไป
เด็กน้อยที่กำลังตั้งหน้าตั้งตามันจะเดินจากไปก็ฟงอะแล้วเหลียวมองผู้เป็อาจารย์ที่อยู่ด้านหลังของตนเอง
“ เ้าคะ??? ” ใบหน้าของจูเฟยเต็มไปด้วยความฉงน
“ เ้าอยากไปเที่ยวกับอาจารย์หรือเปล่า ”
“ เที่ยว??? ” คำพูดของผู้เป็อาจารย์มันยิ่งทำให้ตัวของนางนั้นงุนงงเข้าไปใหญ่
“ ใช่แล้วไปเที่ยวไปเที่ยวที่เมืองอื่นยังไงล่ะ ในวันพรุ่งนี้อาจารย์ต้องเดินทางไปที่เมืองชิงอิงที่อยู่ไม่ไกลจากนี้มากนักเพื่อไปทำธุระบางอย่าง อาจารย์หรืออยากจะถามเ้าว่า ตัวของเ้านั้นอยากไปกับอาจารย์หรือเปล่า ”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็อาจารย์เด็กน้อยหยุดคิดตัวของนางนั้นพึ่งอ่านหนังสือที่เป็เปรียบเสมือนกับแผนที่ในการแนะนำเมืองต่างๆของแคว้นหลิวมา
มันทำให้ตัวของนางพอจะรู้จักสถานที่ที่ชื่อว่าเมืองชิงอิงอยู่บ้าง มันเป็เมืองขนาดใหญ่ที่มีการค้ามั่งคั่ง แล้วมันก็ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอู่หนานอย่างนี้ประมาณนึงต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 2 วันเต็มๆโดยการใช้รถม้า
เมืองแห่งนั้นเต็มไปด้วยการค้าขายของต่างๆมากมาย เมื่อเปรียบเทียบแล้วมันก็เป็เหมือนกับตลาดขนาดใหญ่ที่พร้อมจะให้ผู้คนนั้นเข้าไปจับจ่ายใช้สอย
อาจารย์ของนางเอ่ยปากชวนเช่นนี้ มันทำให้ตัวของจูเฟยอดที่จะหยุดคิดไม่ได้ ตัวของนางเองก็อยากไปที่สถานที่แห่งนั้นเช่นกันบางทีการไปที่เมืองชิงอิงมันอาจจะทำให้ตัวของนางนั้นได้พบกลับวิธีการค้าหรือการสร้างธุรกิจใหม่ๆก็ได้
ใจนั้นก็อยากไปกับท่านอาจารย์ของนางเื่ของสมุนไพรต่างๆนั้นไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่โตอันใดมากนักแต่ปัญหาที่ใหญ่จริงๆคือมารดาของนางต่างหากที่ไม่รู้ว่าจะอนุญาตให้ไปหรือไม่
ตอนนี้นางอยู่ในร่างของเด็กวัย 6 ปีเท่านั้นแน่นอนว่าถ้านางจะไปไหนมาไหนก็ต้องขออนุญาตผู้เป็มารดาก่อน
“ ตัวของข้าเองก็อยากจะไปอยู่หรอกนะเ้าคะท่านอาจารย์ ” นางเองก็อยากไปเปิดโลกกระทัดใหม่ด้านนอกบ้างว่าโลกภายนอกนั้นมันเป็เช่นไร
เด็กน้อยที่อยู่ด้านหน้าตามดวงตาเศร้าหมองลงทันที
“ อยากไปแล้วเหตุใดไม่ไปกันเล่า?? ” หยางซานเอ่ยถามสิตัวน้อยของตนเอง
“ เื่นั้นมันก็เป็เพราะว่าท่านแม่ของข้าอย่างไรล่ะเ้าคะ~ ”
“ ตัวของข้าอยากจะเดินทางไปก็คงจะต้องขออนุญาตท่านแม่ก่อน ” จูเฟยทำหน้าตาหมดหวังให้ทันที นางรู้อยู่แล้วว่ามารดาของนางไม่มีทางยอมปล่อยให้นางเดินทางไปกับท่านอาจารย์ที่เป็คนแปลกหน้าสำหรับท่านแม่อย่างแน่นอน
หยางซานที่เห็นความลำบากใจของศิษย์ตัวน้อยของตนเองเขาก็กลับมาอยู่ในท่าทางครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้น มือข้างขวายกขึ้นมาลูบปลายคางของตนเองแล้วพยักหน้าขึ้นลง
“ เอาเช่นนี้อาจารย์จะไปคุยกับท่านแม่ของเ้าให้เอามั้ย ” หยางซานเสนอ
“ แต่ว่ามันจะได้หรือเ้าคะ ” จูเฟยยังคงคิดว่าเื่นี้มันออกจะยากเย็นเกินไป ในตอนที่นางพาท่านยายหวังไปพบกับท่านแม่ตอนนั้นยังพอเชื่อถือได้บ้างแต่ครั้งนี้ถ้าจะให้นางนั้นเดินทางออกไปกับท่านอาจารย์คนคงจะยากเย็นเกินไปหน่อย
“ เอาน่าเ้าเชื่ออาจารย์สิ ” หยางซานทำท่าทำทางยึดอกราวกับว่าตนเองนั้นมั่นใจว่าตนเองจะสามารถเจรจาเื่ในครั้งนี้ให้มันผ่านพ้นไปได้ดี
จูเฟยเห็นท่าทางของท่านอาจารย์ของนางเป็เช่นนั้นนางก็เลยลองเสี่ยงดูไปพบท่านแม่ของนางพร้อมกับท่านอาจารย์ในทันที
จูเฟยถือโอกาสพาท่านอาจารย์ของนางไปดูบ้านของนางที่อยู่ภายในสลัมเล็กนอกเมืองอู่หนานด้วยเลย
เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าบ้านชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทได้กวาดสายตามองไปรอบบริเวณราวกับกำลังพบเจอสิ่งแปลกใหม่อยู่
“ อันใดกันข้าคิดว่าสถานที่ที่ข้านั้นพบกับเ้าในครั้งแรกแห่งนั้นจะเป็บ้านของเ้าซะอีก ” หยางซานดูแปลกหูแปลกตาจากสถานที่แห่งนี้ เขานั้นคิดว่าสถานที่ตั้งของเขานั้นพบเจอกับจูเฟยเป็ครั้งแรกเป็บ้านของนางเสียอีก
“ ไม่ใช่หรอกเ้าค่ะนั่นเป็บ้านของท่านยายหวังที่เป็เ้าของแผงผักภายในเมืองที่ข้าไปทำงานด้วย ” จูเฟยหันไปตอบท่านอาจารย์ของตัวเองก่อนที่นางนั้นจะหันมองไปที่ประตูไม้เก่าๆด้านหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อเตรียมใจก่อนจะใช้มือในน้อยผลักดันประตูไม้เปิดเข้าไป
เมื่อเปิดเข้าไปภายในบ้านภาพด้านหน้าที่ตัวของจูเฟยนั้นพบเห็นมันคือกองเพลิงเล็กๆที่ถูกจุดขึ้นมาอยู่ใจกลางบ้าน ทว่า..เมื่อได้ลองกวาดสายตาของตนเองมองไปรอบบริเวณทั่วทั้งบ้านไม่พบเห็นท่านแม่ของนางอยู่เลย
จูเฟยเริ่มตั้งข้อสงสัยนางได้ก้าวเท้าของนางเข้าไปด้านในดวงตากลมโตๆกวาดมองรอบบริเวณพร้อมกับส่งเสียงเรียกมารดา “ ท่านแม่เ้าคะ~ ท่านแม่เ้าคะ~ ”
เสียงเล็กๆดังขึ้นพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบบริเวณก็ไม่พบเห็นร่างของมารดาอยู่บริเวณนี้เลยสักนิด
จูเฟยเริ่มตั้งข้อสงสัยในทันทีนางใช้ดวงตาของตัวเองกวาดมองไปรอบบริเวณเพื่อเก็บรายละเอียดทั้งหมดที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ตามความคิดของนางมันไม่น่าจะใช่เื่ปกติแล้วโดยปกติถ้ามารดาของนางออกไปข้างนอกจะเป็คนที่ดับกองไฟที่ถูกจุดเอาไว้ก่อนตลอด
กวาดสายตามองไปๆมาๆพบเห็นว่าตรงบริเวณพื้นมันมีบางอย่างตกอยู่ เด็กน้อยเดินตรงเข้าไปพร้อมกับใช้ดวงตากลมโตก้มต่ำมองมัน เมื่อมองเห็นดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างขึ้นมาในทันทีจูเฟยย่อกายของตนเองลงไปเล็กน้อยเพื่อจ้องมันใกล้ๆอีกระดับ
“ นี่มัน!!! ”
มองดูแล้วไม่ผิดแน่นอนนี่คือปิ่นปักผมสีทองที่มีลวดลายดอกไม้อันงดงามและดูล้ำค่า จูเฟยจำได้ดีว่าปิ่นปักผมอันนี้เป็ของสำคัญของท่านแม่ของนางเก็บรักษาเอาไว้ติดตัวเป็อย่างดีนางเคยถามท่านแม่ 1 ครั้ง ท่านแม่ของนางบอกว่าปิ่นปักผมอันนี้นางได้มาจากชายที่นางรัก
“ หรือว่า!!! ”
จบตอน