จูบที่ไม่คาดคิดในสถานการณ์ชั่ววินาที ไรวินทร์จับจุดไม่ได้ว่าควระรู้สึกอย่างไรกับมัน ร่างกายตึงคัดได้ครู่เดียวเท่านั้น…
“...........”
คนที่ไร้สติก็ปล่อยเขาและหลับไหลไปนิ่ง
หัวสมองอื้ออึงไม่มีแรงทำอะไรทั้งสิ้น ตาค้างบนใบหน้าที่หลับสนิทดั่งไม่ได้ทำเื่อย่างว่า….ไอ้ยาห่านี่!
สลัดความรู้สึกแปลกๆ ออกจากหัวแล้วหาน้ำเย็นๆ ใส่ถ้วยเตรียมตัวเช็ดตัวสักเล็กน้อย ทว่าทุกการเคลื่อนไหวเหมือนล่องลอยปราศจากเรี่ยวแรงทุกอย่างดั่งว่าหัวยังจดจ่อกับเหตุการณ์เมื่อครู่
ร่างสูงใหญ่หย่อนตัวลงใกล้ เริ่มจากปลดกระดุมเสื้อออกอย่าระมัดระวัง ความจริงนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นเนื้อตัวกัน ไม่ว่าจะเป็เล่นน้ำหรือเข้าค่าย นอนค้างบ้านกัน การเปลือยท่อนบนจึงเป็อะไรที่ค่อนข้างธรรมดามาก
ทว่าครั้งนี้มันแตกต่างออกไป
กล้ามเนื้อหน้าท้องเรียงตัวงดงาม ส่วนอกกว้างๆ นั่นตึงแน่นสมกับการยกเวทมามากมาย ภาวิตเป็คนหนึ่งที่รักในการออกกำลังกายและควบคุมการทานอาหารของตนอย่างสม่ำเสมอ
ก็สมแล้วที่หุ่นดี
พลันชะงักเมื่อระลึกได้ว่านั่งคิดและมองเลยเถิดกับหุ่นและกล้ามเพื่อนตัวเองเพียงใด จนได้สินะ
“อือ….”
ความเย็นเฉียบของเนื้อผ้าส่งผ่านไปยังิัเรียกให้ภาวิตขยับตัวแ่เบา ฝั่งคนที่นั่งดูแลเริ่มทำหน้าเคร่งเครียดเมื่อเช็ดแล้วเช็ดเล่าก็ไม่มีอะไรดีขึ้น กลับกัน มันร้อนแล้วร้อนอีก
สองชั่วโมงผ่านไปนั่งมองเพื่อนตัวเองและััเนื้อตัวเป็ระยะ ให้แน่ใจว่าทุกอย่างปกติ สังเกตเห็นลมหายใจผ่อนเข้าออกเป็จังหวะก็สร้างความโล่งใจได้เปราะหนึ่ง
บทสนทนาตอนอยู่ในห้องจบไว้เพียงแค่นั้นเท่าที่เขานึกออก นึกสงสัยกับสาเหตุแต่คงต้องไตร่ถามเพิ่มตอนภาวิตตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถ้าตื่นมาเจอหน้ากันจริงๆ เขาจะทำตัวให้เป็ปกติได้หรือไม่ คำสารภาพของภาวิตรบกวนหัวใจของเขาเสมอมาั้แ่วันแรก หรืออาจจะเร็วกว่านั้น เพราะยังสับสนจึงไม่แน่ใจว่าควรแสดงออกอย่างไร
เลยคิดแต่หนีหน้า หลบหลีก ไม่แม้แต่จะพูดคุย….รู้ทั้งรู้ว่าคงทำให้อีกคนคิดมากก็ยังทำ
เพราะความไม่กล้าแค่นั้นจริงๆ หรือ
“เด็กจริงๆ เลยไอ้ดีน”
ปริปากบ่นตัวเอง
เขาไม่เคยวกคิดถึงเื่ที่ว่าตัวเองรับได้หรือไม่ในความรู้สึกที่ได้คบหากับเพศเดียวกัน แต่ไม่เคยมองมันเป็เื่ผิดแปลกธรรมชาติ พึงเข้าใจเสมอว่าความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ส่วนที่ภาวิตชอบเขา…มันเริ่มมาจากจุดใด
แล้วสาเหตุที่เขานั่งเฝ้าหาพวกความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ล่ะ
เปลือกตาหนาปรือขึ้นอย่างยากลำบาก ความหนักอึ้งดั่งหินก้อนหนาทับเนิ่นนานกว่าจะฝืนลืมตื่นได้ แต่ภาพตรงหน้าทำเอาชะงักไปชั่วครู่
ใช่ นึกออกแล้ว เขาโดนไอ้หน้าหล่อเล่นงาน แล้วได้ไรวินทร์พาออกมา
และก็เล่นละครไปด้วยบทหนึ่งเต็มๆ
“มึงเป็ไงบ้าง?”
คนพึ่งตื่นมองเสี้ยวหน้าคมคายที่ฉายแววความกังวลชัดเจน ซ้ำยังจับมือเขาแน่น
…..ก็เพราะอย่างนี้เขาเลยหลุดจากมันไปไม่ได้สักที
“ปวดหัว”
ยกมือทาบทับหน้าผากที่ยังปวดอึ้ง ฝืนลุกนั่งอยากยากลำบากในขณะที่ในใจนึกสนุกกับท่าทีตื่นตูมที่กำลังจะได้เห็น
“ขอบใจมาก โทษทีทำมึงลำบากเลย”
“ไม่เป็ไร “
“กูคงไม่ได้พูดหรือทำอะไรแปลกๆ ด้วยใช่ไหม “
เพียงเท่านั้นใบหน้าคมคายละมุนก็ทำท่าจะเปลี่ยนสี ดวงตาที่น่าประสานสบเหล่มองต่ำอย่างจำใจ โผล่งสารภาพออกมาในที่สุด
“…..จริงๆ เมื่อคืนมึงจูบกูด้วย”
“กูอ่ะนะ??? “
ว่าแล้วนักแสดงเเคสบทชั่วคราวแสร้งเนียนยกนิ้วชี้หน้าราวกับประหลาดใจหนักหนา ทว่านั่นก็เพิ่มความกล้าให้ไรวินทร์เปิดใจพูดมากขึ้น
“แล้วได้แลกลิ้นไหม”
“….!!!”
ท่าทางตื่นตระหนกเหมือนเห็นผีและเวอร์จิ้นทำนองนั้นเล่นเอาขำพรวดออกมา แต่ในยามที่ใบหน้านั่นพยักรับภาวิตที่ะเิขำอีกทีรอบใหญ่
เป็เช่นนั้นจนไรวินทร์อยากจะออกจากขาดใจตายไปจบๆ
ภาวิตหยุดขำก็มานั่งจดจ้องบุคคลที่ทำให้เขาหลงรักหัวปักหัวปำจนถึงขั้นยังไม่มีแฟนอย่างพิจารณาอีกครา
หลังที่เขาตั้งใจจับเพื่อนตัวเองมาจูบลองเชิง รู้ดีว่าอาจจะเสี่ยงโดนต่อยหรือโดนด่าทำนองนั้น แต่โอกาสลอยมาตรงหน้าแล้วมีหรือจะไม่คว้า
หากพูดตามตรง ผู้ชายในเสป็คเขาก็คือไรวินทร์ ทั้งหน้าตาและรูปร่างสมส่วน ส่วนนิสัยก็มีขัดใจบ้างที่ไม่กล้าสู้เพื่อตัวเองและปล่อยให้โดนทำร้ายอยู่เรื่อยไป แต่ตราบใดที่มันมีเขา เื่นี้เขาเข้าไปเติมเต็มได้เสมอ
ช่างน่าเศร้าที่มีโอกาสดูแลในฐานะเพื่อนอย่างเดียว
“โทษที กูอาจจะไม่รู้ตัว”
“ไม่เป็ไร”
กำลังจะลุกขึ้นหัวก็คล้ายถูกบีบรอบจนปวดจี๊ด
“ฉิบ….ยาแม่งแรงชะมัด”
ไรวินทร์ชะงัก เอื้อมแขนไปช่วยร่างหนาเปลือยท่อนบนให้ลุกขึ้นนั่งได้ แต่ไม่ปล่อยให้ความยืดยาว
หมายความว่ายังไง
“มึงรู้เหรอ?”
คิ้วเรียงตัวสวยขมวดมุ่น ดั่งพร้อมจะหาเื่ไม่ก็ปาน ภาวิตมองอาการนั่นก็เข้าใจได้อย่างถ่องแท้
“ปกติ”
“มึงรู้ว่าไอ้นั่นแอบใส่ยาในแก้วมึงอ่ะนะ??”
“มึงเห็นเหรอ”
“ไม่ กูเห็นแวบๆ ตอนแรกคิดว่าไม่ใช่”
นั่นหมายความว่าก็มีมองบ้าง แต่คนเมื่อคืนที่เขาสนทนาด้วย มีเพียง small talk พอเป็พิธีเท่านั้น จนกระทั่งเขาโดนแตะเนื้อต้องตัวเล็กน้อยจึงเข้าใจจุดประสงค์ได้ทันที
ใครจะเข้ามาคุยกับผู้ชายด้วยกันเองอย่างเป็มิตรสนิทแนบเนื้อขนาดนั้น
่ที่หมอนั่นก้มมากระซิบข้างหูและแอบหย่อนผงในแก้ว ก็ไม่ได้รอดผ่านสายตาผู้ผ่านศึกรบมามากมายเช่นกัน นอกจากจะไม่เนียนแล้วก็โป๊ะมากๆ ด้วย
“มึงเห็นแล้วมึงกินทำไม??? มึงบ้าเหรอ”
สีหน้าเคร่งเครียดราวกับจะบีบคอเขาได้เล่นเอาชะงักไป่ขณะ แต่ไม่ว่าไรวินทร์จะโกรธหรือจริงจังมากเพียงใด
ภาพลักษณ์หมอนี่ไม่ต่างจากแมวขนขาวๆ ตัวหนึ่ง
“แค่อยากลอง”
“……..…”
“ปกติจะตายเื่แบบนี้ ไม่ถึงตายหรอก”
คำพูดตรงไปตรงมาดั่งปกติของภาวิตเป็สิ่งที่เขาควรจะชินได้แล้ว แต่ครั้งนี้มันบาดลึกไปทั่วหัวใจ
หมอนี่เคยคิดเป็ห่วงตัวเองบ้างไหม
“ไม่ต้องห่วง กูไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“……..…”
ฟังคล้ายกับเื่เล็กน้อยทั่วไป ทิ้งให้ไรวินทร์ประติดประต่อความรู้สึกของตัวเองไม่ถูก เขาเป็ห่วงมันแทบตาย กลัวไปหมดว่าเพื่อนตัวเองจะเป็อะไร แต่เ้าตัวกลับตีเป็เื่เล็กเท่าขี้มด
“มึงจะตายเข้าสักวันถ้าคิดแบบนี้”
“ฮ่าๆ”
ไม่รู้ว่าอะไรเช่นกันที่น่าขำ แต่ความสดใสทั่ววงหน้าคมสันคือสิ่งที่ไรวินทร์พึ่งค้นพบว่ามันน่ามองเพียงใด หรือไม่ก็ เขาเริ่มที่จะมองภาวิตเปลี่ยนไป
“งั้นเดี๋ยวกูจะกลับละ”
“มึงโอเคแล้วเหรอ”
“มึงคงไม่ได้อยากให้กูอยู่ด้วย”
“..........”
ร่างสูงเตรียมก้าวลงจากเตียง ทว่าแรงจับจากข้อมือรั้งมาพร้อมเสียงหวานหูเรียกให้หัวใจแกร่งเต้นไม่เป็จังหวะอีกครา
ดั่งเช่นทุกครั้งไป
“ไม่ใช่แบบนั้น”
ความหม่นหมองปะทะเข้าสู่สายตา ภาวิตมองใบหน้าคมคายอย่างรอคอยในคำอธิบายที่หวังว่าจะมีต่อ
แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่มีมากกว่านั้น
ละสายตาแห่งความเ็ปหนี ไม่อาจทนมองความสับสนจากคนที่ตัวเองรักหมดหัวใจได้ ใช่…เขารักไรวินทร์ แต่เขาไม่มีสิทธิ์ไปฝืนบังคับความรู้สึกใคร ที่ผ่านมาหมอนี่ก็แสดงชัดเจนพอแล้ว
“มึงไม่ชอบที่กูเป็แบบนี้ใช่ไหม”
น้ำเสียงเ็ปทะลุแทรกลึกเข้ามา สบประสานไปยังดวงตาคู่เรียบนิ่งตรงหน้า
แต่ยิ่งมอง กลับรู้สึกผิดที่คิดแบบนี้ต่อเพื่อนตัวเอง
“มึงอยากเลิกคบกูใช่ไหม”
“ไมใช่……”
ไรวินทร์เปร่งเสียงอย่างยากลำบาก ไม่ว่าภาวิตจะพึงปรารถนาในตัวเขาเชิงไหน สิ่งนึงที่เขาจะไม่มีทางทิ้งคือความสัมพันธ์ระหว่างกัน
“แต่ที่มึงทำกำลังบอกกูแบบนั้น”
ั์เนตรสั่นไหวหลุบหนี สั่นสะท้านไปทั่วตัวราวกับกำลังจะหาคำโกหกเรื่อยเปื่อย
“กูขอโทษ กูแค่ทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่กับมึง หลังจากที่มึงบอกกูคราวนั้น”
ประโยคสารภาพนี้เจ็บที่สุดั้แ่ที่ภาวิตเคยได้ยินมา ฟังมันด่ายังไม่จุกเท่าปฏิเสธทางอ้อมเช่นนี้
แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเขาได้ยินชัดกว่านี้
“มึงไม่ได้ชอบกูแบบที่กูชอบมึงใช่ไหม”
“..........”
ไรวินทร์กำมือแน่น ขบกัดริมฝีปากกักเก็บความทรมาน สีหน้าไม่ต่างกับคนที่อกหักรักคุด นั่นยิ่งทำให้ภาวิตเริ่มหมดความอดทน
เขาสิวะที่กำลังเสียใจ
“อืม กูเห็นมึงเป็เพื่อน”
“..........”
ร่างสูงเบี่ยงหน้าไปด้านข้างและระบายลมหายใจแ่เบา ความรู้สึกทุกอย่างแตกละเอียดย่อยยับ แม้จะแพลนหรือเตรียมใจมามากแค่ไหน เทียบไม่ได้เลยยามเผชิญความจริง
เหลียวกลับมามองเสี้ยวหน้าคมคายแต่แฝงไปด้วยความละมุนอีกครั้ง บางทีไรวินทร์ก็ควรจะเข้าใจเสียบ้างว่าไม่ใช่เื่แย่ที่จะปฏิเสธคนอื่น เพราะท้ายที่สุดผลลัพธ์ย่อมดีทั้งสองฝ่าย
ไม่มีใครต้องฝืนเจ็บ หรือทนฟังคำโกหก
ฝ่ามือหนาแตะแ่เบากลางบ่ากว้างใต้เสื้อยืดของเพื่อนหนุ่ม พร่ำฝืนพูดอย่างยอมแพ้
“โอเค ขอบคุณที่บอก เอาเป็ว่ามึงเลิกเกร็งตอนอยู่กับกูได้แล้ว”
“..........”
“กูไม่บังคับใคร แล้วก็ขอบคุณที่บอกกูตรงๆ”
ยื่นมือไปข้างหน้ารอแฮนด์เชคมิตรภาพ
“มึงกับกูก็รักกันแบบเพื่อนปกติ ใช่ไหม?”
ไรวินทร์ช้อนตามองรอยยิ้มจางๆ ทั่วหน้าแกร่งตรงหน้าอย่างสับสน
…..รู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังหดหายมากกว่าโล่งใจอะไรพวกนั้น
หลุบมองฝ่ามือกว้างที่คอยดูแลเขาเรื่อยมา ซ้ำยังออกหน้าอกตาแทนเขาเรื่อยไป ตัดสินใจยื่นไปจับกำแน่น ความอบอุ่นแม้ไม่ต้องััหรือพูดอะไรมากเป็ตัวบอกชัดเจนแล้ว
ภาวิตยิ้มบางเบา ไม่ว่าไรวินทร์จะคิดอย่างไรกับเขา การมีหมอนี่ในชีวิตเป็เื่ที่ดีที่สุดั้แ่เขาเคยเกิดมา
ดังนั้นเขาต้องรักษาใจเพื่อนคนนี้ให้ดีที่สุด
“แม่กับพ่อบ่นเป็ต่อยหอย”
นั่นคือเสียงของ ‘นินิล’ หรือ ‘นิล’ หญิงสาวตัวบางผู้ที่เขารักเคารพประหนึ่งพี่สาว ตอนนั้นที่ได้ย้ายเข้าอยู่ในบ้านผู้อุปการะ นินิลเป็หนึ่งในลูกแท้ๆ ของบ้านหลังนั้น
ชีวิตนี้ไรวินทร์ก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองมีพี่น้องหลุดลอยอยู่ที่ไหนสักที่หรือไม่ แต่เขาอยากขอบคุณนินิล ที่ทำให้เข้าใจว่าการมีพี่น้องมันดีอย่างไร
“ฮ่าๆ แต่เขาคงไมได้เสียใจอะไรหรอกใช่มั้ยครับ”
ราวกับพูดปลอบตัวเองพลางๆ รู้ดีว่าไม่มีแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะคิดแบบนั้น
เป็ห่วงเป็ใยงั้นหรือ? ฟังดูตลกเกินไปด้วยซ้ำ
“แกสองคนดูนอยๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก”
“..........”
“คงรู้ตัวแหละว่าไม่ได้ทำให้แกแฮปปี้มาก”
ใบหน้าคมคายนิ่งสนิทมองแก้วน้ำบนโต๊ะอย่างเลื่อนลอย เขาไม่มีความจำเป็ต้องเศร้าหรือเสียใจกับการกระทำของตนอีกต่อไป
การตัดสินใจมันจบลงไปนานแล้ว และเขามีความสุขในเส้นทางชีวิตที่เลือกมา ครอบครัวนั้นมีทรัพย์สมบัติมหาศาล การขาดเขาไปคนนึงไม่ได้ส่งผลเสียใดๆ
อย่างมากก็แค่ขาดคนให้ระบายอารมณ์
“ผมขอโทษนะที่ทำให้พี่นิลต้องมาคิดมากด้วย”
นินิลพิจารณาสีหน้านอยๆ ของน้องชายตัวโตเท่ากำแพงฝาบ้านอย่างเอ็นดู ยื่นมือไปเคาะด้านหน้าของเด็กหนุ่ม เกริ่นพูดเรียกให้ได้สติ
“ไม่ต้องขอโทษสิ พี่ดีใจจะตายที่แกย้ายออก”
“..........”
“อยู่บ้านนั้นฉันก็ปวดจิตเหมือนกัน แต่ก็ต้องอยู่”
มันอาจจะเป็เื่ที่ชินชาไปแล้วสำหรับนินิล หล่อนคือเืเนื้อเชื้อไขโดยแท้ นั่นย่อมไม่มีเหตุผลใดๆ ให้คิดมากถึงขั้นหนีออกจากบ้านเช่นเขา
แต่ก็นึกขอบคุณที่ผู้หญิงคนนี้คอยสนับสนุนเขาเสมอมา เหมือนคนในครอบครัว
……เหมือนภาวิต
“พี่นิล”
การขานชื่อกระทันหันทำเอานินิลเลิกคิ้วรอ พลันเสียงทุ้มถามออกมาจึงนิ่งงันไปชั่วครู่
“พี่คิดยังไงกับผู้ชายคบกับผู้ชายเหรอ”
“..........”
มือแกร่งกุมที่หน้าตักแน่น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดนี้วิ่งตีในหัวเขาทุกวัน ดั่งกับว่ากำลังตัดสินใจ เขาแค่อยากได้กำลังซัพพอร์ตความรู้สึกที่ตนมี
หรือหลักๆ เขาก็แค่กำลังปฏิเสธความ้าของตัวเอง
“ก็มีเยอะแยะเหรอ”
“..........”
นั่นไม่ใช่คำตอบที่อยากได้ยิน ครั้นจะเอ่ยปากถามต่อ คำหนึ่งก็สวนกลับเข้ามา
“ถ้าถามว่าพี่คิดยังไงพี่ก็คิดว่าปกตินะ ก็คนรักกัน”
“แล้วถ้าผมคบ…..กับผู้ชายล่ะ”
“แกชอบผู้ชายเหรอ???”
อีกนิดนึงทั้งร้านก็จะได้ยินที่นินิลพูดแล้ว โน้มทำหน้ามุ่ยใส่พี่สาวพลางแก้ตัวไปพลางๆ
“ไม่….ผมแค่สงสัย”
“ฮ่าๆๆ”
สาวขี้เล่นมองแก้มแดงๆ อย่างเอ็นดู พลางนึกในใจว่าไรวินทร์เป็คนที่โกหกไม่เก่งเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็สีหน้าหรือแววตา มันบอกก่อนที่ริมฝีปากอิ่มนั่นจะขยับพูดด้วยซ้ำ
“ถ้าแกคบกับผู้ชาย พี่ก็ดีใจด้วยที่แกมีความรัก”
“..........”
“นี่”
แขนเรียวสวยทาบทับกับโต๊ะเย็นเฉียบ ตั้งใจพูดให้อธิบายต่อ
“พวกเื่รักๆ มันพูดยากนะ ก็เหมือนที่หมากับแมวรักเรา แล้วเราก็รักพวกมันน่ะแหละ ไม่เกี่ยวว่าจะเป็คนไหม หรือเป็ใคร อายุเท่าไหร่ ผู้ชายหรือผู้หญิง….”
น้ำลายก้อนใหญ่ติดอยู่กลางลำคอ หัวใจเต้นดังสะท้านทั่วในประโยคถัดมา
“รักก็แค่คือรัก เสียเวลาถ้าจะมานั่งคิดว่าทำไมเราถึงรักเขา”
“.........”
"ถ้าเราเป็คนที่คอยแต่จะมานั่งกังวลว่าเขาเป็ผู้ชายหรือผู้หญิง บางทีเราอาจจะไม่เหมาะกับเขาก็ได้”
ดั่งหอกทะลุปักกลางอกทิ่มแทงทั่วตัวจนหูอื้ออึง บางทีมันก็เป็เื่ที่แม้แต่ตัวเขาเองคิดไม่ได้ น่าอับอายชะมัด
“จะคบกับพีเหรอ”
“ห้ะ!?”
ครานี้หน้าตื่นๆ ของน้องชายนินิลชัดจนหล่อนยิ้มสนุก ตามด้วยดวงตากลมโตเบิกกว้างขยายความโดยไม่ต้องตอบมากมาย
“ทะ ทำไมพี่รู้”
“อ่าวจริงเหรอเนี่ย?”
วินาทีนั้นไรวินทร์จึงรู้ตัวว่าตกหลุมพลางเรียบร้อย เสียงขำเยาะเย้ยยังคงดำเนินต่อเนื่อง เด็กหนุ่มวัยย่างยี่สิบสองถูหน้ากับมือไปมาอย่างเขินอาย
จะมาปกปิดหรือพูดปัดก็ดูท่าจะสายเกินแก้ และไม่มีทางแก้ได้ด้วย
“ไม่ได้จะคบกันครับ”
“แต่ดูใจกัน……”
“ไม่ด้วยพี่นิล”
นินิลยิ่งสงสัยหนักเข้าไปใหญ่ เห็นอาการเขินอายหนักหน่วงของน้องชายจึงเป็ฝ่ายนั่งรอคำตอบแทน เธอเองก็สนิทกับภาวิตพอประมาณ อาจจะไม่ถึงขั้นที่ไรวินทร์สนิท แต่ก็เข้าใจได้ดีทีเดียว
“พี่ดูออกเหรอ…ว่าพีชอบผู้ชาย”
“อืม ไม่เชิง พี่เคยเจอพีมันครั้งหนึ่งที่ร้านน้ำ ตอนนั้นมันนั่งคนเดียวพี่เลยไปคุยกับมัน แต่พี่เห็นมันมองผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เลยแกล้งถามไป แล้วมันก็บอกว่าชอบผู้ชาย”
ไรวินทร์ตั้งใจฟังและเก็บทุกรายละเอียด พอจะทราบอยู่ว่านินิลกับภาวิตนั่นก็เข้ากันได้เลยทีเดียว
สองคนนี้มีบางอย่างที่คล้ายกัน
ไม่ว่าจะเป็ความคิดตรงไปมา หรือแนวทางการใช้ชีวิตที่ยึดความ้าของตัวเองเป็หลัก ส่วนเขาอาจจะเป็คนสุดท้ายที่สนิทกับภาวิต ‘ที่’ รู้ความจริงข้อนี้
“สรุปชอบกันจริงเหรอ”
ั์เนตรสีเปลือกไม้โอ๊คอ่อนปนมาด้วยความน่ารักเบิกกว้างอีกครา ฉุดรั้งไรวินทร์ออกมาจากความคิดฟุ้งซ่าน ริมฝีปากเตรียมปฏิเสธแต่แล้วก็ขบเก็บดังเดิม
เขาปฏิเสธภาวิตไปเต็มที่ขนาดนั้น มันคงไม่น่าภูมิใจนักที่จะเล่าเื่นี้ออกไป
“เปล่าครับ”
สะโพกสอบขยับเข้าออกเป็จังหวะหนักหน่วงเรียกให้คนรองรับด้านล่างสั่นสะท้าน กลีบเนื้อเริ่มบวมเต่งตึง แต่ท่อนเนื้ออุ่นร้อนรอบด้วยเส้นเือุดมสมบูรณ์ยังกระแทกกระทั้นต่อเนื่องยาวนาน
“พะ พี่พี!”
“อืม….”
มือแกร่งพยายามเลื่อนมาดันหน้าท้องแกร่งด้านหลัง แต่แล้วกลับถูกดึงรั้งตามด้วยเนื้อสะโพกถูกชำแรกดังตั่บๆ ต่อไป
หลังผ่านมาร่วมชั่วโมง ร่างอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นตัวจึงได้สุขสม ภาวิตขยับท่อนเนื้อวาวออกพร้อมของเหลวคาที่ปลายติ่ง หย่อนตัวนั่งข้างเตียงและโยนชิ้นพลาสติกชิ้นที่สามโยนลงถังอย่างแม่นยำ
ส่วนชายหนุ่มร่างบางพร้อมหน้าตาน่ารักที่เกี่ยวมาตอนไปเที่ยวที่คลับนั้น ขยับมาคลอเคลียข้างตัวแตะลูบสีข้างเขาไปมา
“สักสิบนาทีแล้วต่อได้ไหมครับ”
ภาวิตกระดกน้ำเปล่าขึ้นดื่มพลางก้มมองใบหน้าน่ารักนิ่ง
โดยพื้นฐานแล้ว เสป็คเขาคือเหล่าหนุ่มๆ หน้าตาหวานน่ารัก แม้ในความเป็จริงก็ไม่ได้ถือสากับเื่พวกนี้มาก หรือบางที….
เขาแค่ชอบเพราะมันทำให้นึกถึง ‘ไรวินทร์’
รู้ดีว่าความคิดพวกนี้มิอาจหลุดรอดไปถึงหูคนอื่นหรือแม้กระทั่งเ้าตัวได้ แค่การที่เขาเป็แบบนี้และสารภาพความรู้สึกออกไป หมอนั่นก็ช๊อคจนเกือบร้องแล้ว
ใบหน้าคมสันทรงเสน่ห์ประปรายด้วยหยาดเหงื่อใสมองทั่วใบหน้าคู่นอนเช่นนั้น พร้อมยกมือเกลี่ยกลีบปากอิ่มไปมา
ทว่ายิ่งมอง ยิ่งตัดภาพไรวินทร์ออกจากหัวไม่ได้
ตัดสินใจเตรียมลงไปเก็บเกี่ยวหากำไรอีกครา แต่เสียงโทรศัพท์ที่ดังแทรกก็ดึงความสนใจไปทันที……
ฤดูหนาวยาวนานสามวันเข้าเยี่ยมเยียนกรุงเทพมหานคร ค่ำคืนที่เมฆหนาฟ้ามืดสนิท ความหนาวถาโถม มากพอที่จะอยู่ได้โดยปราศจากแอร์หรือพัดลม ร่างสูงหนานับร้อยแปดสิบห้าเิเอยู่ใต้เสื้อฮูดดี้ใหญ่สีเทา ยืนจ้าบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งรอคอยใครบางคนที่เขาเสี่ยงโทรไปเมื่อวาน
พลันร่างสูงใต้เสื้อยืดแขนยาวปรากฎขึ้น ไรวินทร์ก็โบกมือเรียก พร้อมหัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
ดั่งถี่ระรัว แม้เพื่อนหนุ่มจะยังอยู่ไกลหลายเมตร รวมถึงตอนที่เขาโทรไปชวนในวันที่ผ่านมาเช่นกัน
“อารมณ์ไหน?”
เป็คำถามแรกที่เจอกัน ไรวินทร์เขินเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มขำออกมาอย่างสดใส
…..นั่นก็เพราะเขาชวนเพื่อนตัวเองมาดูพลุโปรเจ็คของการ์ตูนเื่นึงที่ชื่นชอบเป็พิเศษ
“กูชวนมึงมา ให้กูเลี้ยง”
ภาวิตมองไอศกรีมในมือที่เพื่อนหนุ่มยัดมาให้ระหว่างทางขึ้นไป้า แม้ไม่ได้เป็แฟนคลับของหวาน จะให้ปฏิเสธไปตรงๆ ก็ใจร้ายเกินไป
แต่วันนี้ไรวินทร์ดูผ่อนคลายเป็พิเศษขัดกับหลายวันก่อนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งคงอาจจะเป็ความในใจที่ได้พูดกัน ซึ่งมันชัดเจนว่าสถานะคงหยุดไว้เพียงเท่านี้
ภาวิตไม่อาจปฏิเสธเสี้ยวแตกหักเล็กๆ ข้างในได้ ทำเป็เหมือนไม่รู้สึกแค่ไหน มันยิ่งทวีคูณชัดเจน
เสมือนหยาดเืไหลรินจากแผล ทำเป็เมินเฉยไม่เห็นมัน และไม่คิดรักษาใดๆ ท้ายที่สุดมันจะแย่ลงหรือไม่ หากโชคดีเขาก็กลับมาเป็ปกติได้อีกครั้ง พร้อมแผลที่สมานด้วยตัวมันเอง
แต่ก็นะ ถ้าชีวิตมันง่ายเหมือนที่เราอยากให้เป็ก็คงดี
“กูจำได้ว่ากูดูเื่นี้กับมึงสองสามตอนป่ะ”
สองร่างสูงใหญ่ยืนแนบเคียงกันข้างริมขอบกระจกบนดาดฟ้า ในมือยังคงมีไอศกรีมเ้าดังที่ไล่เลียเท่าไหร่ก็ยังไม่หมด คนที่เอ่ยปากชวนตากระจ่างเล่าย้อนความด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ใช่ๆ ตอนนั้นกูบังคับให้มึงดู ฮ่าๆๆ”
“อ้อ กูนึกออกละ”
พอพูดเช่นนั้นไรวินทร์ก็ขำออกมาเสียไม่ได้
ดวงตากลมมนสีน้ำตาลอ่อนคล้ายเปลือกไม้โอ๊คมองเสี้ยวหน้าที่หันมองทางฝั่งจอโฆษณาใหญ่ ปนมาด้วยแววตาอันอ่อนโยนที่ยากจะเข้าใจ
เขาสามารถกลับมาทำตัวตามปกติตอนอยู่กับภาวิตได้เสียที แต่อย่างหนึ่งที่เขาก็พึ่งรับรู้เช่นกัน นั่นคือเขาไม่สามารถมองภาวิตเหมือนที่เคยเป็ได้อีกต่อไป
ลมหายใจสะดุดกึกใน่ที่รอยแดงเข้มใกล้คอปทะสายตา แม้เสื้อสีดำสนิทจะปิดทับ ทว่ามันมิดไม่มากพอ…ไม่ต้องถามก็รู้ดีว่าเป็รอยอะไร
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรกับการที่รู้ว่าไรวินทร์ชอบมีเซ็กส์กับผู้ชายหลังจากความจริงเื่รสนิยมเ่าั้เปิดเผย แต่ตอนนี้เขาหวงหมอนี่ทั้งๆ ที่ปฎิเสธความรู้สึกดีๆ ไปสิ้น
นี่สินะที่เขาเรียกว่าเห็นแก่ตัว
“สวยดีนะ”
เหล่าพลุเปร่งแสง ดังสนั่นสะท้านทั่วนภา ปรากฎเป็ตัวอักษรและรูปการ์ตูนที่ไรวินทร์เฝ้ารอ ช่างน่าเสียดายที่ไม่มีแม้แต่ความดีใจหรือตื่นเต้นหลงเหลือ
เกลียดความรู้สึกตัวเองชะมัด
“ไปดูบอลกับกูไหม”
“ที่ไหน?”
“ในรถ”
หลังจากพลุจบเรียบร้อยไรวินทร์ก็ต้องประหลาดใจกับรถที่เพื่อนตัวเองกล่าว
จนกระทั่งพึ่งทราบว่าเป็รถสปอร์ตสุดหรูยี่ห้อดัง หนุ่มหน้าหวานจึงยืนมองรถอย่างตะลึงงัน กำลังจะเอ่ยปากถาม แต่คำเฉลยมาไวกว่า
“กูเช่ามา แค่อยากลองขับเล่นๆ”
พอเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยก็สำรวจทั่วอย่างเพลินตา แต่ที่น่ามองมากกว่า คงเป็ร่างแกร่งที่นั่งหมุนพวงมาลัย ณ ตอนนี้
เสียดายกรุงเทพไม่มีจำพวกเขาหรือเนินให้จอดรถชมวิวอะไรทำนอนนั้น มากสุดก็เป็ดาดฟ้าที่ต้องเดินเท้า แต่ความฝันที่อยากทำมาตลอดของภาวิตนั้นก็คือ……
“ดูบอลในรถ?”
“ใช่ แปลกดีป่ะ? แต่กูอยากทำมานานแล้ว”
ภาวิตเลือกมาจอด ณ ลานแห่งหนึ่งติดเแม่น้ำสายใหญ่ ฝั่งตรงข้ามปรากฏเป็ตึกสูงส่องแสงสวยงาม สลับกับเรือสำราญล่องผ่านบาง่
“ไม่แปลกหรอกอะไรที่เราชอบทำน่ะ”
คิ้วคมเข้มเลิกขึ้นในประโยคจริงจัง มองเสี้ยวน่าที่มองก็ยิ่ง….น่ารักอย่างชอบใจ
เป็ปกติของไรวินทร์ ที่ไม่ชอบเห็นคนรอบตัวคิดลบหรือพูดไม่ดีต่อตัวเอง
“อืม เอาเป็ว่านี่เป็ครั้งแรกของกู ได้ดูกับมึงด้วย”
ประโยคเรียบง่าย แต่มีอิทธิพลมากมายต่อสภาพหัวใจใครอีกคน ดวงตาพยายามเพ่งเล่งแมตซ์บอลยิ่งใหญ่ตรงหน้าจอ ปล่อยให้เสียงคลอไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งภาวิตพูดขึ้น
“ขอบคุณนะที่ไม่ได้เกลียดกู”
ประโยคนั่นเรียกให้ร่างหนาที่เพ่งเลงเกมส์ครึ่งหลังชะงัก
“ทำไมกูต้องเกลียดมึง”
เขารู้ดีว่าภาวิตกำลังสื่อถึงเื่ใด มันไม่มีแต่นิดเดียวที่เขารู้สึกรังเกียจในสิ่งที่หมอนี่เป็หรือรู้สึกกับเขา
คงเหมือนที่นินิลบอก รักก็แค่คือรัก มันไม่มีความจำเป็ต้องหานิยามหรือความหมายให้มัน
“ก็กูชอบมึงแล้วยังบังคับให้มึงพูดว่ารู้สึกยังไงกับกู”
“..........”
“ทั้งๆ ที่บางทีมึงก็อาจจะทำตัวไม่ถูก แต่กูก็ไปเร่งให้มึงพูด จนบางทีกูลืมไปว่ามึงก็ต้องมีหนักใจบ้างเหมือนกัน”
ทุกคำพูดผ่านริมฝีปากหยักทะลุเข้าใจหนักหน่วงไม่มีการฝืนสู้หน้าแต่อย่างใด แต่ถ้าภาวิตเงยหน้ามองเขาสักนิด….
“เอาจริงๆ กูก็เจ็บแหละที่มึงไม่ได้ชอบ แต่พอมานั่งคิดดีๆ ที่เราเป็อยู่มันก็ไม่ได้แย่ กูก็ยังมีมึงเหมือนเดิม”
“..........”
“เป็แฟนกันไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ากูจะเสียมึงไปตลอด แค่มึงไม่ได้ชอบกู ก็ใช่ว่ากูกับมึงจะกลับมาเป็เหมือนเดิมไม่ได้”
ภาวิตระบายสิ่งที่ค้างคาในใจมาเนิ่นนาน เขาแค่อยากบอกให้ไรวินทร์รู้เท่านั้นว่าดีใจมากแค่ไหนที่ได้มีหมอนี่ในชีวิต ทั้งในฐานะเพื่อนหรือคนพิเศษลับๆ ใต้หัวใจ
เลื่อนสบตาคนข้างกาย ระบายยิ้มบางเบาตามความรู้สึก
“กูดีใจที่มึงชวนกูมาเที่ยว แล้วก็แฮปปี้ที่มึงโอเค-”
ั์เนตรเบิกกว้างยามร่างหนาใต้ฮู้ดดี้โน้มตัวมาถึงเบาะ พร้อมใบหน้าที่แนบสนิทลงมา
บดเบียดกลีบปากอิ่มกับปากเขาอย่างอ่อนโยน แทรกซอนด้วยความนุ่มลึก ทุกการขยับปราศจากคำว่าลังเล ดั่งตั้งใจและ้า
วินาทีนั้นภาวิตจึงกลายเป็คนจูบไม่เป็อยู่ครู่นึง