“ลูกพี่ เราจะไปกินปิ้งย่างกันไหมเนี่ย”
“ไม่กินมันแล้ว ไม่มีอารมณ์ อย่าลืมสิว่าพรุ่งนี้ต้องสอบวัดระดับอีก ? นายกลับบ้านไปดูหนังสือเถอะ ไม่งั้นล่ะก็นายต้องได้ไปช่วยพ่อนายฆ่าหมูจริงๆแน่ นายอยากให้เป็แบบนั้นหรอ เกิดว่านายต้องไปช่วยพ่อฆ่าหมู! ฉันไม่พลอยขายหน้าไปด้วยหรอ ?”
“โธ่ลูกพี่ ยังไม่รู้สถานการณ์ของผมตอนนี้สักหน่อย ผมก็กำลังคิดหาทางอยู่ แต่จะให้จำหนังสือทั้งหมดได้ยังไง?” เ้าอ้วน กล่าวด้วยความหนักใจ
พอเห็นเ้าอ้วนเป็แบบนี้แล้ว เฉิงหยู่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ั้แ่รู้จักกับ เ้าอ้วน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรมากมาย แต่ก็ทนสายตาที่ดูเหมือนจะอ้อนวอนไม่ไหว คนอย่างเ้าอ้วน ดูๆแล้วก็เป็ที่ใช้ได้คนหนึ่ง และตัวเองก็ยังพอมีทางช่วยอะไรได้บ้าง
“นี่เ้าอ้วน นายเชื่อใจลูกพี่คนนี้ไหมล่ะ?” เฉิงหยู่ มองไปที่ เ้าอ้วน พลางพูดออกมา
เ้าอ้วน ผงะไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่า เฉิงหยู่นั้นหมายถึงอะไร แต่จากนั้นก็พยักหน้า “ผมต้องเชื่อใจลูกพี่แน่นอน”
“งั้นก็ดี!” เฉิงหยู่ ก็เอาล้วงไปในกระเป๋านำของบางอย่างออกมา หลังจากนั้นขวดโอสถบำรุงิญญาก็โผล่ออกมากลางอากาศ แล้วยื่นยานั่นให้ไปหนึ่งเม็ด พูดกับ เ้าอ้วนว่า “นายเอายานี่ไปกินซะ หลังจากนี้นายจะมีความทรงจำเป็เลิศ”
“ลูกพี่ พูดจริงหรอ ? ไม่ได้พูดเล่นใช่ไหมเนี่ย ? ไม่ใช่ว่าลูกพี่เป็ผู้ฝึกตนหรอกนะ?”
“เอ่อ? นายเคยได้ยินเกี่ยวกับผู้ฝึกตนหรอ?” เฉิงหยู่ ถามอย่างประหลาดใจ ไม่นึกว่าบนโลกใบนี้ยังมีผู้ฝึกตนคนอื่นๆนอกเหนือจากเขาอีก
“เหอะๆ ตอนนี้ในกลุ่มวัยรุ่นมีใครไม่รู้จักบ้างล่ะ ? ในนิยายก็เขียนเอาไว้?” เ้าอ้วนนั้น ก็ตอบไปด้วยความกระหยิ่ม แม้ว่าลูกพี่ของตัวเองจะเทพทรู ต่อยตีเป็ที่หนึ่ง แต่ช่างล้าหลังเหลือเกิน นิยายเทพเซียนก็ไม่รู้จัก ทั้งๆที่มันโด่งดังในหมู่เด็กวัยรุ่น
ดังนั้นในสายตาของ เ้าอ้วน เขาจึงดูล้าหลัง แม้แต่เื่ฮ๊อตๆที่คนอื่นกำลังติดตามก็ไม่รู้เื่เลยสักนิด คิดไม่ออกจริงๆ ควรคุกเข่าคารวะเป็อาจารย์ดีมั้ย ? หรือจะเอาเื่ของลูกพี่ไปเขียนเป็นิยายดี ? เฮ้อ ค่อยว่ากันทีหลังล่ะกัน
เฉิงหยู่ ก็งงไปประเดี๋ยวหนึ่ง ในโลกนี้มีคนเขียนหนังสืออะไรทำนองนี้อยู่ด้วยหรือ ? แต่ถ้าหากพวกเขาไม่เคยได้พบผู้ฝึกตนของจริงแล้วจะเขียนออกมาได้ยังไง ? หรือว่าบนโลกนี้จะมีผู้ฝึกตนมาจุติอยู่ ? แต่ผู้ฝึกตนเหล่านี้ต่างกับ เฉิงหยู่ ในชาติก่อนยังไงบ้าง ในเวลานี้คนอื่นๆถึงได้รู้ว่ามีเทพเซียนอยู่ และก็ยังมีผู้ฝึกตนหลายคนที่ฝึกตนอยู่บนโลก โดยที่หลายๆคนต่างก็มีเป้าหมายจะก้าวไปสู่หนทางความเป็เทพเซียน อย่างไรก็ตามเื่นี้มันทำให้เขาเกิดความรู้สึกสงสัย
ถ้าจะให้พูด ในโลกแห่งนี้นั้นอาจจะมีผู้ฝึกตนอยู่จริงๆก็ได้ บางทีพวกเขาอาจแยกตัวอาศัยอยู่อีกมุมหนึ่ง สำหรับคนธรรมดาเหล่านี้อาจจะไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ก็เป็ได้ ก็อย่างที่ เ้าอ้วน รู้มากจากหนังสือนิยายนั้นล่ะนะ
แต่ก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เื่ที่กวนใจเฉิงหยู่ สักเท่าไหร่ จึงเก็บไว้ก่อนค่อยว่ากันทีหลัง ระหว่างยื่นมือส่งยาให้เ้าอ้วน “ฉันไม่รู้หรอกว่าโลกนี้จะมีหรือไม่มีผู้ฝึกตน แต่ว่ายานี้มันช่วยให้นายมีความจำเป็เลิศได้อย่างแน่นอน และหากนายไม่กินมัน นายต้องได้ไปฆ่าหมูแน่นอน ถ้ายังอยากจะเป็ลูกน้องฉันอยู่ แล้วอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันกับฉัน ก็รีบกินยาเม็ดนี้เข้าไปซะ”
เ้าอ้วน เห็นสีหน้าที่จริงจังของ เฉิงหยู่ ก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ ั้แ่เล็กจนโตป่านนี้ ตัวเองนั้นรูปร่างอ้วน มีคนมากมายต่างก็ล้อเลียนรังแก ไม่ยอมให้เล่นด้วย แล้วก็ยังไม่มีใครยอมเป็เพื่อนด้วย ถึงแม้ว่าตัวเองจะบอกไปก่อนหน้านี้ว่าจะยอมเป็ลูกน้อง เฉิงหยู่ แต่ก็คิดว่า เฉิงหยู่ แค่พูดเล่นๆ นึกไม่ถึงว่าเขาจะจริงใจกับตนเอง
จากการปฏิบัติของเฉิงหยู่ เ้าอ้วนก็พอจะรู้สึกได้ว่า เฉิงหยู่ น่าจะคิดกับเขาเป็ดั่งพี่น้อง พอคิดแบบนี้ในใจก็พลันอบอุ่น ไม่ว่าในมือเขาตอนนี้จะเป็ยาอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำให้เขาเก่งกาจขึ้นแค่ไหน แต่ทว่า เพียงความรู้สึกของอีกฝ่ายมันเพียงพอสำหรับเขาแล้ว และเ้าอ้วนก็พร้อมที่จะถวายความซื่อสัตย์ภักดีให้กับ เฉิงหยู่ ในฐานะพี่น้อง
“เฮ้ยๆๆ! จะกินหรือไม่กินเนี่ย! สีหน้าท่าทางแบบนั้นคืออะไร ? ฉันขอบอกอะไรไว้อย่าง ฉันไม่ได้ชอบผู้ชาย!”ขณะที่ เ้าอ้วน กำลังซาบซึ้งใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข จู่ๆเสียง “เฮ้ยๆ” ของเฉิงหยู่ก็ดังขึ้น เห็นได้ชัดว่าเฉิงหยู่ไม่สามารถทนปฏิกิริยาของเ้าอ้วน จนขนาดที่ขนลุกขนเกลียว
พอได้สติ เ้าอ้วน ก็รีบโยนยาเม็ดนั้นเข้าในปาก เฉิงหยู่ ก็วางมือไว้บนบ่าของเขา เ้าอ้วน ยิ่งรู้สึกอบอุ่นใจที่ลูกพี่ของเขาใส่ใจขนาดนี้ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายนั้นเกิดคลื่นพลังอุ่นๆขึ้นมา เพราะ เฉิงหยู่ นั้นใช้พลังปราณถ่ายเทเข้าไปในร่างของเ้าอ้วนเพื่อขยายผลของฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปเพื่อให้มันสำแดงผลเร็วขึ้น
ลำพังร่างกายของเ้าอ้วน ถ้า เฉิงหยู่ ไม่ช่วยถ่ายพลังเข้าไปแล้วล่ะก็ เ้าอ้วน อาจจะไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แล้วที่ช่วยเพราะสาเหตุอะไร ? ฉะนั้นเมื่อตัดสินใจช่วยก็ต้องช่วยให้สุดความสามารถ เวลานั้นพลังปราณนั้นค่อยแทรกซึมเข้าไป และเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขาที่ละน้อยๆ ถ้าต่อไปเขายังมีรูปร่างอ้วนอยู่เช่นนี้ วันหน้าคงทำอะไรไม่สะดวก
หลังจากนั้นไม่นาน ร่างกายภายในก็เกิดการตอบสนอง รู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะมึนๆเบลอๆ แต่ตอนนี้เหมือนเปลี่ยนไปแล้ว เ้าอ้วน รู้สึกพอใจมาก แล้วก็จับมือของ เฉิงหยู่ เอาไว้ “ลูกพี่ มันมาแล้ว มันมาแล้ว!”
ผู้คนรอบๆต่างพากันหันมาจ้องมองพวกเขา จน เฉิงหยู่ รู้สึกกระดาก รีบปล่อยมือจาก เ้าอ้วน ก่อนจะตบกระโหลกของเขาทีนึง “นายเป็บ้าอะไร ไหนพูดมาสิ อะไรมาแล้วๆ ? เดี๋ยวก็ทำเอาคนอื่นเข้าใจผิด ขายขี้หน้าจริงๆ จากนี้นายช่วยห่างๆฉันหน่อย ถ้าเป็แบบนี้อย่าเที่ยวไปบอกใครล่ะว่ารู้จักกัน!”
“โธ่ ลูกพี่ เมื่อกี้ผมตื่นเต้นไปหน่อยน่ะ แต่ว่านะ ลูกพี่ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนว่าความจำดีขึ้นกว่าเดิมมาก” เ้าอ้วน พูดอย่างมีความสุข
“งั้นแสดงว่านายััได้ชัดเจนแล้วสินะ ถ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีก็ดี แย่ชะมัด สงสัยฉันต้องกลับไปล้างมือให้สะอาดแล้วล่ะมั้ง นายเองก็รีบกลับไปอ่านหนังสือได้แล้ว ไม่งั้นนายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด” พูดยังไม่ทันจบ ก็ชักไม่อยากเห็นหน้าเ้าอ้วน จึงเดินปลีกตัว กลับทันที
ส่วน เ้าอ้วน นั้นก็กำลังมีความสุขกับพัฒนาการของตัวเอง โดยที่ไม่สนใจว่าลูกพี่ของตัวเองนั้นจะต่อว่าเขา พอมองเห็นลูกพี่นั้นกำลังจากไป เ้าอ้วน ก็ะโเสียงดังขึ้นมาว่า “ลูกพี่ หลังจากนี้ผมเป็ของลูกพี่แล้ว!!!”
เฉิงหยู่ ที่กำลังเดินอย่างเพลิดเพลินนั้น พอได้ยินแบบนั้นก็แทบจะล้มทรุด ราวกับว่าเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกเหมือนอยากหายไปจากโลก! จนต้องเร่งฝีเท้าก้าวขึ้นรถ
ส่วนทางด้านนี้ หลินยวี่ฮั่น ทุกๆวันหลังเลิกเรียน แม่ของเธอก็จะมาค่อยรับกลับ “ว่าไง เสี่ยวฮั่น ไม่เป็อะไรนะ!” ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี ก็เดินมาหา คุณนายหลิน แล้วก็ถามออกไป
“ไม่มีอะไรๆ ขอบคุณมากนะที่เป็ห่วง คุณจาง” คุณนายหลิน ก็พูดขอบคุณออกไป คุณจาง คือคนที่ขายบาร์บีคิวอยู่ข้างๆ ในตอนนั้นที่เกิดเื่ ก็ได้เขาที่เป็คนช่วยเฝ้าร้านให้
“อ่อๆ ไม่มีอะไรก็ดีแล้วล่ะนะ พวกเราก็เป็เพื่อนกันมานาน มีอะไรก็บอกกันได้ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณมากนะ ลุงจาง!” หลินยวี่ฮั่น ได้ยินพอดีเลยตอบกลับแทนแม่ของเธอ โดยไม่ลืมเอ่ยคำขอบคุณ
“อ้าวๆ เสี่ยวฮั่น คราวหน้าต้องระวังหน่อยนะ อย่าทำให้แม่เธอเป็ห่วงอีกล่ะ เธอรู้ไหมว่าแม่เธอร้อนใจแค่ไหน”
“อืม คราวหน้าจะระวังตัวนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ลุงจาง” หลินยวี่ฮั่น ขอบคุณอีกครั้ง ลุงจาง นั้นก็ยิ้มบางๆแล้วก็เดินกลับไปดูลูกค้าต่อ
ทั้งสองคนต่างก็ช่วยกันขายของจนถึงเวลาราวๆสี่ทุ่มกว่าก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้าน ถึงบ้านก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว คุณนายหลิน ก็เห็นว่าทำไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ที่ลากเธอกับมาบ้านโดยที่ไม่ให้อยู่กับเพื่อนๆ จึงเอ่ยปากออกไป “เสี่ยวฮั่น ถามจริงๆลูกกับเด็กหนุ่มคนนั้นเป็อะไรกัน”
พอได้ยินแม่ถามอย่างนั้น หลินยวี่ฮั่น ก็หน้าแดงพร้อมพูดออกมา “แม่ พูดอะไรน่ะ? พวกเราเป็แค่เพื่อนกัน หนูจะคิดเกินเลยกับเขาได้ไงกัน?”
“จริงหรอ แล้วทำไมลูกต้องหน้าแดงด้วยล่ะ? แล้วทำไมเ้าหนุ่มถึงเรียกลูกอย่างสนิทสนมแบบนั้น? ฮั่นฮั่น ? ขนาดแม่ยังไม่เคยเรียกแบบนั้น? งั้นเ้าหนุ่มนั้นก็ต้องหน้าด้านมากสินะ ที่กล้าเรียกลูกเช่นนั้น บอกมาตามตรง ว่าเขาได้จีบลูกหรือเปล่า”
“ไม่มี ไม่มี หนูกับเขาไม่มีอะไรทั้งนั้นล่ะค่ะแม่ เป็แค่เพื่อนร่วมห้องเท่านั้นเอง แล้วเขาก็ไม่ได้จีบหนูด้วย”
“ อ่อ แต่วันนี้แม่เห็นนะว่าตอนหัวค่ำน่ะเหมือนลูกใจลอย ไงก็ไม่รู้ ไม่ใช่เพราะว่านึกถึงเขาหรอกหรอ?”
“ก็นั้นล่ะค่ะ เขาเป็คนที่ช่วยหนูไว้ตอนนั้น ? แต่แม่กลับรีบลากหนูออกมาซะก่อน ยังไงก็ดูไม่ดีใช่ไหมล่ะ!”
“คิดแค่นั้นจริงๆหรือ?” คุณนายหลิน ไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“แน่นอนสิค่ะแม่ ไม่งั้นจะมีอะไรอีกล่ะ?”
“ถ้าไม่มีอะไรงั้นก็ดีแล้ว หนูก็ไม่ได้ชอบเขา ที่สำคัญดูๆแล้วเขาก็ไม่ใช่คนที่น่าคบหาซะด้วยสิ ดูหน้าก็รู้แล้วว่าคงจะเป็คนไม่ดี” คุณนายหลิน ไม่ค่อยชอบ เฉิงหยู่เท่าไหร่นัก ถ้าหากว่าเขามาชอบลูกสาวตัวเองเข้าจริงๆล่ะก็ ไม่งั้นต่อหน้าเธอก็คงไม่ทำตัวกระหล่อนแบบนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่น่าจะใช่คนดี อันที่จริงจะบอกว่า คุณนายหลิน ไม่ค่อยชอบขี้หน้าพวกคนรวยเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
จะว่าไปนิสัย หลินยวี่ฮั่น ก็เหมือนกับแม่เธอไม่มีผิด ไม่แม้แต่จะเปิดใจ ทุกๆวันก็เจอ เฉิงหยู่ ทำท่าทีไร้ยางอายต่อหน้าเธออยู่บ่อยครั้ง ทำเหมือนกับเป็เธอเป็ดอกไม้ที่สามารถเด็ดดมแล้วก็โยนทิ้งไป ยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่า เฉิงหยู่ นั้นเป็อย่างไร หลังจากนี้ก็ต้องระวังตัวระวังใจตัวเองให้มากขึ้น หลินยวี่ฮั่น เมื่ออยู่ต่อหน้า เฉิงหยู่ ก็เหมือนแมวน้อยเชื่องๆตัวหนึ่ง และพอได้เห็นเธอทำท่าทางอ่อนโยนเมื่อไหร่ เฉิงหยู่ ก็ยิ่งชอบใจ
“แม้ว่าภายนอกเขาจะดูเป็แบบนั้นก็เถอะ แต่จริงๆแล้วเขาก็เป็คนจิตใจดีนะแม่”
“จริงหรือ? แม่ดูไม่ออกเลยว่าเขาจะเป็คนจิตใจดี แม่เห็นแต่ว่าเขาชอบหยอกล้อลูกแค่นั้น หลังจากนี้ก็อย่าไปใกล้ชิดกับเขามากแล้วกัน จะให้ดีก็ไม่ต้องไปสนทนาด้วย”
“แม่! ทำไมแม่เป็แบบนี้เนี่ย ? แม่ไม่เข้าใจอะไรเลย เจอกันครั้งเดียวเอง แม่ก็ทำเหมือนรู้จักเขาดีแล้ว ? ที่สำคัญตอนนี้หนูก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว คนดี หรือเลวหนูสามารถแยกแยะได้” พอได้ยินแม่กล่าวออกมาเช่นนั้น หลินยวี่ฮั่น ก็โต้เถียงขึ้นมา
จบตอน