หญิงสาวในชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบเดินเร็วๆตามแผ่นหลังของท่านหมอมู่โดยรักษาระยะห่างไม่เข้าใกล้จนอีกฝ่ายรู้ตัว แค่เพียงคิดถึงคุณชายเฉินผู้ที่มักจะอยู่ในชุดสีขาวปักลายเมฆผู้นั้น ใบหน้าของเคอหลิ่งหลินก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างมิรู้ตัวคุณชายผู้งามสง่าและมีแววตาอ่อนโยนอยู่เสมอกลับมีร่างกายอ่อนแอ
เขามักเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้งซึ่งไม่ใช่เื่น่ายินดีนัก ทว่าทุกครั้งที่เขาต้องมาพักฟื้นร่างกายจะเดินทางมาพักบ้านสกุลเหวินซึ่งเป็เศรษฐีมีชื่อเสียงโด่งดังแต่เื่อื่นใดนั้นเคอหลิ่งหลินหาได้สนใจไม่จิตใจของนางอยู่ที่คุณชายเฉินเพียงผู้เดียว
เมื่อสองปีก่อน เพิ่งเสร็จศึกขับไล่พวกชนเผ่าที่หมายจะแผ่อาณาเขตเข้ามาใช้เวลานานเกือบเดือนจนขับไล่ร่นให้กลับไปที่เดิมได้ ขณะนั้นนางยังไม่ได้พบกับมู่ฟางเหนียงท่านแม่มักจะเชิญครูมาช่วยสอนนางเล่นดนตรีบ้าง แต่งโคลงกลอนบ้าง วาดรูปบ้างนอกจากเพลงกระบี่แล้วดูท่านางเอาดีไม่ได้เื่พวกนี้ได้เลย หลังจากฝึกซ้อมกับเหล่าทหารแล้วนางอยากไปเดินเล่นให้ตนเองผ่อนคลายบ้าง จึงตัดสินใจเดินดูข้าวของในตลาดระหว่างทางหญิงสาวได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
“ใครก็ได้ช่วยจับโจรวิ่งราวที”
เคอหลิ่งหลินผู้ซึ่งทนเห็นใครเดือดร้อนไม่ได้นางะโเข้าขวางชายร่างใหญ่ ใช้เพียงกระบี่ไม้ไผ่ที่พกติดตัวอยู่เสมอชักออกมาขู่อีกฝ่าย แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะของมัน
“แค่กระบี่ไม้ไผ่คิดจะขู่ให้ข้ากลัวเรอะ”
“ข้าไม่ได้แค่คิดแต่ข้าเชื่อว่าเ้าจะต้องกลัวกระบี่ของข้า” เคอหลิ่งหลินพลิกข้อมือสะบัดกระบี่ไม้ไผ่ในมือพุ่งใส่ชายร่างั์ แม้จะเป็เพียงกระบี่ไม้ไผ่ทว่าเมื่อผสานไปกับวรยุทธที่นางฝึกฝนมาั้แ่เด็กทำให้กระบี่ไม้ส่งพลังกระแทกอีกฝ่ายจนหงายหลังกระเด็นไปก้นกระแทกพื้น
“โอ๊ย!”
“ขออภัยพี่ชาย ข้ามิทันออมมือให้” นางกระตุกยิ้มเ้าเล่ห์
“ข้าเผลอหรอก” มันลุกขึ้นได้ก็พุ่งตัวเข้าใส่แต่เข้ามาได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกกระบี่ไม้ไผ่ของเคอหลิ่งหลินเล่นงานจนหมอบราบคาบและยอมคืนถุงเงินให้
“ไม่ทำตัวเป็โจรเป็ขโมยก็ไม่เจ็บตัวอย่างนี้หรอก” นางอดสั่งสอนไม่ได้ รับถุงเงินมาแล้วหมุนตัวมองหาเ้าของถุงเงินนางได้ยินเสียงผู้หญิงวัยกลางคนะโเรียกจึงมองหาคนที่น่าจะเป็เ้าของ
“ของท่านป้าใช่ไหมเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงวัยสี่สิบยืนมองถุงผ้าใส่เงินในมือของเธอ
“ขอบใจแม่นางมากนะ” นางยื่นมือมารับ
“ไม่เป็ไรๆ เื่เล็กน้อยเท่านั้น”
เคอหลิ่งหลินหัวเราะปากกว้างแล้วยกหลังมือเช็ดเหนื่อย นางไม่ได้เหนื่อยเพราะสู้กับเ้าโจรกระจอกแต่เพลียที่ซ้อมหมัดมวยกับพวกทหารต่างหาก แต่สายตาของนางเหลือบไปเห็นชายแขนเสื้อที่หลุดรุ่ยนางยกแขนขึ้นระดับสายตาแล้วหัวคิ้วก็ขมวดยุ่ง เอาแล้ว นางต้องโดนท่านแม่ดุแน่ๆ แม้นางออกจากบ้านจะสวมเสื้อผ้าเนื้อหนาชุดเก่าๆเพราะนางชอบเผลอชายผ้าไปเกี่ยวโน้นเกี่ยวนี่ตลอดจนชุนเอ๋อร์ต้องคอยลำบากซ่อมเสื้อผ้าให้เสมอ
“แย่จริง เสื้อของแม่นางขาด”
“เื่เล็กน้อย”
ไม่หรอก มันไม่ใช่เื่เล็กน้อย เพราะนางไม่ชอบเย็บผ้าและนางเกรงใจชุนเอ๋อร์ แม้ว่าชุนเอ๋อร์มีหน้าที่ดูแลนางก็เถอะ อาจเพราะครุ่นคิดเื่นี้อยู่ จึงทำให้ใบหน้าของนางขมวดคิ้วดูกังวลเกินเหตุ
“ให้พวกเราได้เลี้ยงน้ำชาแม่นางเป็การตอบแทนดีไหมระหว่างนั้นแม่นมเหมยจะช่วยซ่อมเสื้อที่ขาดให้เ้าเอง”
น้ำเสียงอ่อนโยนที่เอ่ยขึ้นทำให้เคอหลิ่งหลินหันไปมอง นางคุ้นชินกับเสียงผู้ชายที่ะโโหวกเหวกโวยวายซ้ำยังไม่เคยเจอใครพูดจาน้ำเสียงน่าฟังอย่างนี้กับนางทำให้นางเผลอมองเขาอย่างตื่นตะลึง แม้สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าอย่างดีและถือพัดในมือทำให้รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อเขาขยับเท้าเข้ามาใกล้ก็ทำให้เคอหลิ่งหลินรู้ว่าเขาสูงกว่านางมากแต่รูปร่างผอมบางและผิวขาวซีดไปเสียหน่อย
“ข้าบอกว่าไม่เป็ไร ก็คือไม่เป็ไร”นางโบกไม้โบกมือไปมา ดูสารรูปตัวเองซิ! เป็ผู้หญิงแท้ๆ ยังงดงามไม่ได้เพียงเสี้ยวของผู้ชายตรงหน้าเลย
“เอาเถิด...หากแม่นางไม่เต็มใจก็ไม่เป็ไรพวกเราพักอยู่ที่บ้านสกุลเหวิน หากแม่นางอยากมาเยี่ยมเยือนในวันหน้าก็ได้”
“ได้ๆ วันนี้เย็นแล้ว ข้าต้องกลับก่อนข้าต้องไปดูแลม้าในคอกด้วย”
พูดไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเอง ไปบอกเขาทำไมว่านางต้องดูแลม้า! นางหัวเราะเขินๆ แล้วรีบเดินเร็วๆ แต่หัวใจของตนนั้นเต้นรัวราวกับกลองรบตั้งใจจะใช้วิชาตัวเบาะโไปตามแนวหลังคาบ้านจะได้กลับจวนแม่ทัพจ้าวอย่างรวดเร็วทว่าเพราะตัวเองเสียสมาธิหัวใจสั่นไหวกับดวงตาอ่อนโยนที่ทอดมองทำให้นางก้าวพลาดตกหลังคาดีที่ไม่สูงนักและไหวตัวทันจึงม้วนตัวลงมายืนบนพื้นได้
“อะไรกันเคอหลิ่งหลินที่วิชาตัวเบาเป็เลิศถึงขั้นพลาดท่าตกหลังคาได้เนี้ยนะรู้ถึงไหนอายถึงนั้น”
“จิ่นสือ!” นางหันมาทำเสียงดุใส่ชายหนุ่มที่อายุอ่อนกว่านางเพียงห้าเดือนเท่านั้น
“ทำอะไรไม่สมกับเป็กุลสตรีเอาเสียเลยมิน่าท่านแม่ถึงได้บ่นกลัวจะไม่มีใครกล้ามาสามีให้เ้า” จ้าวจิ่นสือพูดพลางส่ายหน้าระอาใจ
“เ้า! ข้าเป็พี่สาวเ้านะ!พูดจาให้มันดีๆ หน่อยเถอะ”
“เหอะ! ถ้าข้าไม่ตกหลุมพรางของเ้าข้าก็ไม่ต้องเรียกเ้าว่าพี่หรอกนะ”
“งั้นก็ยอมรับแล้วซิ ว่าข้าฉลาดกว่า” เคอหลิ่งหลินพูดพลางปัดเศษหญ้าตามเนื้อตัวออก
“เหอะ!” จ้าวจิ่นสือทำเสียงในลำคออย่างไม่พอใจนัก
“อย่างเ้าเขาเรียกเ้าเล่ห์มิใช่ฉลาด”
“เอาน่ายังไงข้าก็ได้เป็พี่สาวเ้าก็แล้วกัน” ปลายนิ้วจิ้มมาที่หน้าผากของอีกฝ่ายแต่นางชะงักมือไปเล็กน้อย ท่าทางของนางทำให้ จ้าวจิ่นสือขมวดคิ้ว
“เป็อะไรไปรึ” เขาเองก็ชินกับการตีสนิทเสมอตัวของนางแล้ว
“เ้านี่...สูงขึ้นหรือเปล่านะ”
“แน่ล่ะ ข้าก็ต้องสูงใหญ่และหล่อเหลาเป็ธรรมดา”
“หล่อเหลา? เ้านี่กล้าประกาศว่าตัวเองหล่อเหลางั้นเหรอ”
เคอหลิ่งหลินถึงกับหัวเราะออกมา เติบโตมาพร้อมกันั้แ่ออกจากบ้านป่านางติดตามท่านแม่ทัพออกศึก ในขณะที่จ้าวจิ่นสือศึกษาตำราและฝึกฝนอยู่ที่วังหลวงเป็ส่วนใหญ่ปีหนึ่งจะได้เจอกันกันไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งราวครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือน แต่เมื่อเขาอายุครบสิบแปดก็มาเป็เรี่ยวแรงสำคัญให้บิดาของเขา
“เ้าอยู่กับพวกทหารจะรู้ได้ไงว่าบุรุษผู้หล่อเหลาเป็เช่นไร”
ประโยคของจ้าวจิ่นสือทำให้เคอหลิ่งหลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ใครว่าละ? นางเพิ่งเจอบุรุษผู้หล่อเหลาเข้าให้แล้วเขาดูสุภาพนักทั้งที่เพิ่งพบกันครั้งแรกก็ยังมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน นางเติบโตกับบิดาที่เป็โจรูเาแล้วยังมาติดตามท่านแม่ทัพอีกนางพบสายตาเ็าหรือเคียดแค้นจนชาชินแล้ว เป็ครั้งแรกที่นางถูกมองด้วยสายตาเช่นนั้นมันทำให้หัวใจของนางรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
“หลิ่งหลิน” จ้าวจิ่นสือยื่นหน้าไปจองดูใบหน้าเหม่อลอยของหญิงสาวที่ยืนนิ่งไป“เ้าเป็อะไรหรือเปล่า ดูแปลกๆ หรือไม่สบาย”
“ข้าไม่ได้เป็อะไร” นางส่ายหน้าไปมา ทำท่าอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมา“ผู้ชายที่เมืองหลวงนี่เขาชอบสตรีแบบใดรึ”
“หือ?” จ้าวจิ่นสือผงะไปเล็กน้อยไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้จากปากของหลิ่งหลิน
“เ้าได้ยินที่ข้าถามแล้วก็ตอบมาซิ” นางทำเสียงเขียว
“แบบไหนรึ?”จ้าวจิ่นสือเดินวนรอบเคอหลิ่งหลินแล้วไล่สายตาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า“ไม่ใช่แบบที่เ้าเป็อยู่ตอนนี้แน่ๆ”
“ข้าดูแย่ขนาดนั้นเชียวเหรอ” นางทำหน้าง้ำแล้วก้มมองสภาพตัวเอง แม้ท่านแม่ทัพรับนางเป็บุตรบุญธรรม
ทว่านิสัยนางไม่เหมือนบรรดาคุณหนูสักเท่าไหร่
“ผู้หญิงในเมืองหลวงเขาทำอะไรกันบ้างล่ะ”
“ก็เขียนภาพ เขียนโคลงกาพย์กลอน อ่านกวี เล่นดนตรี
หรือปักผ้า”
คราวนี้เคอหลิ่งหลินหน้าหมองลงไปอีก นางรู้ว่านางไม่ใช่คนสวยมากนักนิสัยโผงผาง แถมมารยาทยังอ่อนด้อย แล้วที่จ้าวจิ่นสือพูดมาทั้งหมดนางทำได้ไม่เอาไหนเลยสักนิด ให้นางไปฝึกเพลงดาบ หรือเลี้ยงม้ายังจะดีเสียกว่า เห็นท่ารักแรกของนางจะไม่ได้ผลิดอกออกผลแน่
“ของแบบนั้นมันสนุกตรงไหนกันนะ” นางพึมพำ
“เ้านี่ท่าจะป่วยจริงๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า”
นางสะบัดหน้าแล้วเดินเข้าบ้าน แต่ในใจก็อดคิดใบหน้าของชายผู้นั้นไม่ได้จะเป็อะไรไปล่ะ เพลงกระบี่ที่ว่ายากนางยังฝึกได้ ถ้านางตั้งใจนางต้องฝึกเป็กุลสตรีแบบสาวในเมืองหลวงได้แน่
หญิงสาวที่ยืนอยู่บนหลังคามองการเคลื่อนไหวในบ้านสกุลเหวิน นางจำเหตุการณ์ที่เมื่อสองปีก่อนได้อย่างดี นางแอบมาดูบุรุษในดวงใจอยู่บ่อยๆ รู้เพียงแค่ทุกคนเรียกเขาว่า‘คุณชายเฉิน’ ท่าทางเขาเป็กันเองไม่ถือตน คุณชายเฉินสุขภาพไม่แข็งแรงนักมาที่นี่เพื่อพักฟื้นร่างกายสามหรือสี่เดือนเขาจะมาที่นี่สักครั้ง ครั้งละห้าหรือสิบวัน และท่านหมอมู่จะมาถูกเชิญให้มาดูอาการคุณชายเฉินนางจึงอาศัยความกล้าขอติดตามทางหมอมู่เข้ามาด้วย
“ท่านหมอมู่ มือไม้ของท่านมีไว้รักษาผู้คน ให้ข้าเป็บ่าวไพร่ถือของให้ท่านไปบ้านสกุลเหวินเถิดนะ...นะ”นางออดอ้อนท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของมู่ฟางเหนียง
“ข้าไม่เคยมีบ่าวไพร่ ทำไมต้องให้เ้ามาถือของให้ด้วยเล่า”ท่านหมอมู่ส่ายหน้าไปมา
“ท่านพ่อให้พี่หลิ่งหลินไปช่วยเถอะเ้าคะ” มู่ฟางเหนียงช่วยพูดอีกแรง
“ใช่ๆ ให้ข้าไปช่วยเถอะนะ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านต้องลำบากเด็ดขาด”
“เ้านั้นแหละคือความลำบากของข้า” ท่านหมอมู่ตะคอกใส่ แต่เคอหลิ่งหลินไม่มีท่าทางกลัวเกรงสักนิดกลับหัวเราะปากกว้าง
“เอาเถอะ ถ้าเ้าทำอะไรไม่ดี ข้าไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น”
“ขอบคุณ”
เคอหลิ่งหลินได้ติดตามท่านหมอมู่มาที่บ้านสกุลเหวิน แต่นางติดตามท่านหมอในฐานะบ่าว นางจึงไม่ได้เข้าไปด้านใน ได้รอเพียงด้านนอกทว่านางมีวิชาตัวเบาจึงแอบะโไปยืนส่องดูบนกิ่งไม้ใหญ่ นางแค่อยากเห็นว่าเขาเป็อย่างไรเจ็บป่วยเพียงใดกัน แม้นางจะไม่ถนัดเื่ที่กุลสตรีพึ่งมีแต่ประสาทการรับรู้ว่ามีใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะจับตัวนาง เคอหลิ่งหลินะโหลบนางไม่มีเจตนาทำร้ายใครจึงไม่ต่อสู้หรือโต้ตอบเพียงแค่ไหวตัวหลบการปะทะ กลายเป็ว่านางถูกต้อนให้เข้ามาในห้องโถงกลางของคฤหาสน์
“หยุดก่อน! นั่นแม่นางคนนั้นนี่!”
บุรุษร่างใหญ่ั์หยุดการเคลื่อนไหวเพราะเสียงของแม่นมเหมย เคอหลิ่งหลินหันไปตามเสียงนั้นแล้วยิ้มออกมาเป็หญิงที่นางเคยช่วยตามถุงเงินส่งคืนให้
“ท่านป้า”
“แม่นางมาทำอะไรถึงที่นี่”
“ข้า...ข้าติดตามท่านหมอมู่มาเ้าค่ะ”
“โกหก! ถ้ามากับท่านหมอทำไมถึงทำลับๆ ล่อๆ เหมือนดูลาดเลา”
“ข้าไม่ได้มาดูลาดเลาข้าแค่อยากเห็นว่าคุณชายไม่สบายเป็ยังไงบ้างก็เท่านั้นเอง”
“แม่นาง”
น้ำเสียงที่เรียกอย่างอ่อนโยนแฝงเมตตาทำให้สถานการณ์นิ่งสงบตามไปด้วย ดวงตาของเขาทอดมองมางทางหญิงสาวทำให้ใบหน้าหวานแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“ข้าเคอหลิ่งหลิน”
นางแนะนำตัวแก้เขิน ปกตินางนิ่งสงบจนใครๆ หวาดกลัวแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา นางกลับกลายเป็คนพูดจาเสียงอ่อนไปได้อย่างไรไม่รู้
“แม่นางเคอ”
“เรียกหลิ่งหลินก็ได้” นางตีสนิทกับเขาดื้อๆ
ชายหนุ่มพยักหน้ารับและหันไปพูดกับผู้ติดตาม“แม่นางผู้นี้ช่วยจับขโมยวิ่งราวถุงเงินให้แม่นมเหมย”
“อ้อ!”
ปากพูดเหมือนยอมรับ แต่สายตาจ้องมองแบบดูแคลน เอาเถอะ นางชินแล้วล่ะ
“ข้าได้ยินว่าท่านไม่สบายจึงขอติดตามท่านหมอมู่มาด้วย”
“เป็เช่นนั้นเองหรอกหรือ แม่นางช่างมีจิตใจอารีนอกจากจะช่วยแม่นมของข้าแล้วยังเป็ห่วงเป็ใยข้าด้วย”
จิตใจอารี? หญิงสาวทำตาโต เกิดมาเพิ่งเคยมีใครพูดแบบนี้กับนางเป็คนแรกที่ผ่านมาได้ยินแต่ว่านางโเี้เสียมากกว่า
“ข้าจำได้ว่าติดค้างเลี้ยงน้ำชากับแม่นาง”
“ไม่เป็ไรๆ” นางโบกไม้โบกมือไปมา มือไม้เริ่มไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน
“ข้ายังต้องรบกวนท่านหมอมู่รักษาดูอาการและพักฟื้นที่นี่หลายวันถ้าอย่างไร แม่นางผ่านมาก็แวะมาเยี่ยมเยือนได้ทุกเมื่อ”
“จริงเหรอ ข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้เหรอ”
บุรุษหนุ่มไม่ได้เอ่ยตอบแต่พยักหน้ารับเพียงแค่นั้นหญิงสาวก็แทบะโโลดเต้นด้วยความดีใจแต่ยังดีที่นางสำรวมกิริยาแล้วเหลือบตามองท่านหมอมู่เหมือนจะขอโทษอยู่ในที ท่านหมอมู่มองหญิงสาวแล้วส่ายหน้าไปมาดีแล้วที่ลูกสาวของเขาไม่ได้เป็เช่นนี้ แต่จะว่าอย่างไรได้ ได้ยินว่านางเป็เด็กกำพร้าคงไม่มีใครบอกนางเื่กิริยาที่ควรหรือไม่ควรต่อหน้าบุรุษนัก
“วันนี้ข้ามารบกวนท่านแล้ว วันหน้าข้าจะมาใหม่”
“ฮืม...”
นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เคอหลิ่งหลินมาชะเง้อมองบุรุษหนุ่มใบหน้าอ่อนหวานดุจเทพเ้าผู้นั้นมาตลอดสองปี
เมื่อไหร่ที่เขามาพักรักษาตัวที่นี่ นางก็โผล่หน้ามาทักทาย โดยที่ทุกคนรู้เพียงว่านางเป็เคอหลิ่งหลินไม่ใช่จ้าวหลิ่งหลิน ลูกบุญธรรมแม่ทัพจ้าว.