เด็ก ๆ จากตระกูลขุนนางอย่างพวกเธอ ปกติแล้วจะได้พักในหอพักแบบห้องสวีทเดี่ยวสุดหรู จะมีก็แต่นักศึกษาที่มาจากดาวเคราะห์ห่างไกลเท่านั้นที่ต้องมาอยู่ห้องคู่เล็ก ๆ แคบ ๆ แบบนี้
ซูลั่วทำหน้าเฉยชา เตรียมจะปิดประตูทันที
จินแอนนี่รีบพูดขึ้น “เดี๋ยวก่อน ฉันมีเรื่องจะถาม! เรื่องที่ว่าเจียงเฉินใช้ช่วงเวลาอ่อนไหวร่วมกับยัยซูเสี่ยวซีนั่น เป็นเรื่องจริงเหรอ?”
“ใช่ แล้วจะทำไม?”
จินแอนนี่มองท่าทางเรียบเฉยของซูลั่ว แล้วก็ปลอบใจอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “เจียงเฉินมันก็แค่ผู้ชายสารเลวคนหนึ่ง เธอ...เธอก็ไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ ปกติเขาก็ว่ากันว่า ผู้ชายน่ะ…ถ้าคนนี้ไม่ดีก็เตะมันทิ้งไป เดี๋ยวคนต่อไปก็ดีกว่าเองนั่นแหละ!”
ซูลั่วยิ้ม “ฉันเข้าใจแล้ว เธอมาเพื่อปลอบใจฉันสินะ”
“ฉันไม่ได้ปลอบใจเธอสักหน่อย!”
ราวกับแมวซึนเดเระ จินแอนนี่หันหลังแล้วเดินจากไปทันที ซูลั่วมองแผ่นหลังของเธอแล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ซูลั่วเห็นกระทู้ในฟอรัมแล้ว แต่เธอกลับสงบนิ่งมาก เพราะเธอไม่ได้สนใจผู้ชายที่ชื่อเจียงเฉินอยู่แล้ว
ในทางกลับกัน ตระกูลซูและตระกูลเจียงได้นัดพบปะกันจริง ๆ เพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงานของลูก ๆ ทั้งสอง
ก่อนหน้านี้ตระกูลเจียงก็ไม่ค่อยชอบซูลั่วอยู่แล้ว เพราะเธอเป็นแค่ลูกบุญธรรมของตระกูลซู สายเลือดไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ขุนนางโดยแท้จริง
แต่เพราะเกรงใจในบารมีของดยุกซู บวกกับทั้งสองตระกูลเป็นสหายกันมาหลายรุ่นและมีผลประโยชน์ร่วมกัน พวกเขาจึงยอมให้เจียงเฉินหมั้นหมายกับซูลั่ว
แต่หลังจากนั้น ซูเสี่ยวซีก็กลับมา แถมยังได้ใช้ช่วงเวลาอ่อนไหวร่วมกับเจียงเฉินอีก
ท่าทีของตระกูลซูนั้นแน่นอนว่าต้องตามใจซูเสี่ยวซีมากกว่าอยู่แล้ว ตระกูลเจียงจึงถือโอกาสนี้ไหลไปตามน้ำ (ซุ่นสุ่ยทุยโจว: 顺水推舟 - shùn shuǐ tuī zhōu) เห็นชอบกับการแต่งงานครั้งนี้
การเจรจาเรื่องแต่งงานเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะนอกจากซูลั่วแล้ว ทุกคนต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า
ขณะที่เหล่าผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน ซูเสี่ยวซีกับเจียงเฉินก็เดินเล่นอยู่ในสวนของคฤหาสน์ เมื่อเดินเลี้ยวไปตรงหัวมุมที่ไม่มีใครมองเห็น ซูเสี่ยวซีก็ยื่นมือไปกอดแขนของเจียงเฉินแล้วทำเสียงออดอ้อน
“ดีจังเลยค่ะพี่เฉิน อีกแค่สองเดือนเราก็จะได้แต่งงานกันแล้ว”
“อืม”
เจียงเฉินชอบท่าทางออดอ้อนเอาใจของซูเสี่ยวซีที่สุด แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้เขากลับนึกถึงเรื่องที่ถูกซูลั่วสาดน้ำซุปใส่เขาที่ภัตตาคารขึ้นมา
เขามองไปรอบ ๆ “วันนี้ทำไมไม่เห็นซูลั่วเลย?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเสี่ยวซีแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “พี่ลั่วโกรธหนูมากเลยค่ะ ช่วงนี้เลยไปอยู่ที่มหาวิทยาลัย ไม่ยอมกลับบ้านเลย”
พอเจียงเฉินได้ยินแบบนั้น ในใจก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมาอย่างประหลาด
ดูท่าแล้ว ซูลั่วคงจะโกรธคนในตระกูลซูเพราะว่ายังชอบเขาอยู่มากสินะ
เขายกมุมปากขึ้นอย่างชอบใจ “เธอมีสิทธิ์อะไรมาโกรธ? เดิมทีฉันก็ต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับคุณหนูตระกูลซูอยู่แล้ว ซึ่งก็ควรจะเป็นเราสองคน ซูลั่วก็แค่ลูกบุญธรรมของบ้านเธอเท่านั้น”
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะค่ะ แต่หนูก็ไม่อยากให้พี่ลั่วโกรธหนูเลย เป็นความผิดของหนูเอง ตอนนั้นไม่น่าไปอยู่ใกล้ ๆ พี่เลย...”
“ถ้าเธอไม่อยู่ใกล้ ๆ ฉัน แล้วจะให้ฉันไปหาคนอื่นตอน ช่วงเวลาอ่อนไหวหรือไง?”
“ไม่เอานะคะ...”
ซูหนานจิ่นที่เดินผ่านมาพอดีได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็ขมวดคิ้วแน่น
เจียงเฉินคนนี้น่ารังเกียจจริง ๆ ในเมื่อตอนแรกก็ไม่ได้ชอบลั่วลั่ว แล้วจะตอบตกลงหมั้นหมายไปทำไม?
ในสถานการณ์ที่ยังหมั้นกับลั่วลั่วอยู่ แต่กลับไปใช้ช่วงเวลาอ่อนไหวร่วมกับเสี่ยวซี คนที่ไว้ใจไม่ได้แบบนี้ ในอนาคตจะมอบความสุขให้เสี่ยวซีได้ยังไง?
หลังจากที่คนจากตระกูลเจียงกลับไปแล้ว ซูหนานจิ่นก็กลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น เมื่อเห็นพ่อกับแม่นั่งอยู่บนโซฟา เขาจึงพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง “เจียงเฉินเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้นะครับ ท่านพ่อกับท่านแม่คิดจะให้เสี่ยวซีแต่งงานกับเขาจริง ๆ เหรอครับ?”
ดยุกซูขมวดคิ้ว “หนานจิ่น ทำไมลูกถึงพูดแบบนั้น?”
“ตอนที่เจียงเฉินยังไม่ได้เลิกกับลั่วลั่ว เขาก็ให้เสี่ยวซีไปอยู่เป็นเพื่อนตอนช่วงเวลาอ่อนไหวแล้ว นั่นเป็นเพราะเขาใจไม่แข็งพอ หรือ...คิดจะจับปลาสองมือกันแน่!”
คุณนายซูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบพูดขึ้น “แม่ว่าอาเฉินไม่ใช่เด็กแบบนั้นนะลูก อีกอย่าง เขาก็บอกแล้วว่าเขาไม่เคยมีใจให้ลั่วลั่วเลย หนานจิ่น นี่ลูกยังจะปกป้องลั่วลั่วอยู่อีกเหรอ?”
“ใช่ครับ แล้วเจียงเฉินคนนั้น...”
“พอได้แล้ว” ดยุกซูเอ่ยขึ้น สีหน้าของเขาจริงจังเป็นอย่างมาก “เสี่ยวซีกับเจียงเฉินรักใคร่ชอบพอกัน สัญญาหมั้นหมายนี้เดิมทีก็เป็นของสองตระกูลซูและเจียงอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของลั่วลั่ว...เด็กคนนั้นไปเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน? ไปเดินในทางที่ผิดหรือเปล่า?”
ซูหนานจิ่นชะงัก “เงินอะไรครับ?”
“เมื่อสองวันก่อนลั่วลั่วโอนเงินมาให้สามแสนเหรียญดวงดาว แล้วก็บล็อกเบอร์แม่ของลูกไปเลย!”
สามแสนเหรียญดวงดาว บนดาวอัลฟ่าไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย!
ซูหนานจิ่นไม่สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไป เขารีบหันไปโทรศัพท์หาซูลั่วทันที ส่วนคุณนายซูก็มองแผ่นหลังของลูกชายคนโตแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
“คุณคะ คุณว่าหนานจิ่นเขาจะเข้าข้างลั่วลั่วมากเกินไปหน่อยไหมคะ?”
ดยุกซูพูดอย่างไม่ใส่ใจ “พวกเขาเป็นพี่น้องกันมาสิบปี จะผูกพันกันมากหน่อยก็เป็นเรื่องธรรมดา”
“แล้วเงินสามแสนเหรียญดวงดาวที่ลั่วลั่วให้มาล่ะคะ...”
“ไหน ๆ ก็ต้องเริ่มเตรียมงานแต่งงานให้เสี่ยวซีแล้วไม่ใช่รึ ต้องใช้เงินเยอะอยู่พอดี”
“ค่ะ”
ถ้าซูลั่วรู้ว่าเงินที่เธอคืนให้ตระกูลซู ถูกนำไปใช้เตรียมงานแต่งงานให้ซูเสี่ยวซี ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกขยะแขยงแค่ไหน
ไม่สิ...บางทีอาจจะไม่
เพราะในเมื่อหัวใจมันเย็นชาไปแล้ว ก็จะไม่สนใจอีกว่าพวกเขาจะทำเรื่องน่ารังเกียจอะไรไปมากกว่านี้
.
.
ในขณะเดียวกัน ที่หอพักของมหาวิทยาลัยจักรวรรดิ ซูลั่วกำลังมองเพื่อนร่วมห้องตรงหน้าด้วยความงุนงง
“องค์ชายเก้า ฉันบอกให้คุณมาหาในอีกสามวันไม่ใช่เหรอคะ?”
โดยทั่วไป ช่วงเวลาอ่อนไหวของบีสต์แมนจะกินเวลาสามวัน
ในช่วงสามวันนี้ ถ้าไม่ใช้ยาระงับ ก็ต้องอยู่บ้านเฉย ๆ
หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องอยู่กับคู่ของตัวเอง
ตอนนั้น ตอนที่ช่วงเวลาอ่อนไหวของเจียงเฉินปะทุขึ้น ซูเสี่ยวซีก็ได้อยู่เป็นเพื่อนเขาถึงสามวัน
แต่นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียว ฉู่ซิงหลานก็กลับมาอีกแล้ว เขาอยู่ในชุดนักศึกษาปีหนึ่งสีน้ำเงินขาว ด้านหลังยังมีหลัวจี๋ นายทหารคนสนิทที่กำลังถือกระเป๋าเดินทางตามมาด้วย
“พี่สาว สามีภรรยาต้องอยู่ด้วยกันสิครับ!”
มุมปากของซูลั่วกระตุก
สามีภรรยาบ้านไหนเขาอยู่ด้วยกันแบบนี้! แล้วพวกเขาเป็นสามีภรรยากันตอนไหน?
ไม่สิ...ถ้าว่ากันตามกฎหมายการสมรสของดาวอัลฟ่า พวกเขาก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันในนามแล้วจริง ๆ
ซูลั่วกุมขมับ เธอคิดว่าคงไม่สามารถพูดคุยกับฉู่ซิงหลานในตอนนี้ให้รู้เรื่องได้ จึงหันไปพูดกับหลัวจี๋ที่กำลังถือกระเป๋าอยู่แทน “องค์ชายเก้าทำอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้ องค์จักรพรรดิทรงทราบเรื่องรึเปล่าคะ?”
หลัวจี๋พยักหน้า “องค์ราชินีทรงทราบแล้วครับ และพระองค์ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร”
ซูลั่วถามกลับ “แต่ตอนนี้ ช่วงอ่อนไหวของเขายังไม่สิ้นสุด ยังไม่มีสติสัมปชัญญะ ในเวลานี้เขาควรจะอยู่ที่บ้านของตัวเองสิ!”
หลัวจี๋ทำหน้าลำบากใจ “องค์ราชินีทรงอนุญาตแล้ว พวกเราก็จนปัญญาเหมือนกันครับ ตอนนี้พระองค์ทรงติดคุณมาก”
ซูลั่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอมององค์ชายที่กำลังเดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้องพักแคบ ๆ พลางทำหน้าติโน่นตินี่ไม่หยุด หางทั้งเก้าของเขาพลางแกว่งไปมา
“ฉันขอคุยกับองค์ราชินีได้ไหม?”
หลัวจี๋เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของฉู่ซิงหลาน จึงไม่สามารถขัดคำสั่งได้ แต่ในเมื่อองค์ราชินีเป็นแม่แท้ ๆ ของฉู่ซิงหลาน พระองค์จะทิ้งลูกชายไว้กับเธอแบบนี้จริง ๆ หรือ?
ซูลั่วเคยเห็นองค์ราชินีผู้แสนอ่อนโยนและงดงามในโลกออนไลน์ พระองค์น่าจะรักและห่วงใยโอรสคนเดียวของพระองค์มากไม่ใช่หรือ
หลัวจี๋ตอบ “ผมจะทูลถามองค์ราชินีให้ครับ”
ไม่กี่นาทีต่อมา ภาพขององค์ราชินีสือหลานในชุดกระโปรงยาวสีเบจอันสง่างามก็ปรากฏขึ้นบนจอโฮโลแกรม พระองค์ยิ้มแล้วมองมายังซูลั่ว “เธอคือลั่วลั่วสินะ งดงามเหมือนที่ซิงหลานบอกไว้จริง ๆ”
ฉู่ซิงหลานชะโงกหน้าเข้ามาข้าง ๆ “ใช่ไหมล่ะเสด็จแม่ ลูกไม่ได้โกหกใช่ไหม?”
ซูลั่วถึงกับพูดไม่ออก เธอใช้ฝ่ามือผลักหน้าเจ้าจิ้งจอกนั่นออกไป
เธอทำความเคารพสือหลาน “ฝ่าบาท พระองค์จะให้องค์ชายเก้ามาพักที่นี่จริง ๆ หรือเพคะ?”
“ใช่แล้ว ก็พวกเธอเป็นสามีภรรยากัน”
“แต่เราเป็นแค่คู่แต่งงานจากการจับคู่พันธุกรรม อีกอย่าง เรื่องนี้ก็เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด และตอนนั้นหม่อมฉันก็ไม่ทราบว่าองค์ชายเก้ากำลังอยู่ในช่วงเวลาอ่อนไหวด้วย สถานการณ์ขององค์ชายเก้าในตอนนี้ พอพ้นช่วงอ่อนไหวไปแล้ว ก็น่าจะขอยกเลิกการแต่งงานกับหม่อมฉัน”
สือหลานอดทนฟังอย่างใจเย็น
เมื่อซูลั่วพูดจบ สือหลานกลับถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ลั่วลั่ว...แล้วตัวเธอล่ะ ชอบซิงหลานรึเปล่า?”