ตอนที่ 19 พวกไร้ความสามารถ ดีแต่อ่านตำรา
เขานำตราประทับทองแดงนั้นออกมาถือเล่นอยู่ชั่วครู่
ตราประทับทองแดงมีขนาดประมาณ 3 ข้อนิ้ว ลักษณะเหมือนโล่ ด้านหนึ่งแกะสลักรูปไก่หนึ่งตัว ส่วนอีกด้านสลักคำไว้ว่า หอลี่จิ้ง
หลี่เฉินอันลองใช้ฟันกัด ปรากฏว่ามันบิ่นไปตามรอยฟัน เหมือนจะไม่ใช่เงินบริสุทธิ์
แต่เยี่ยงไรเื่นี้ก็ไม่ได้สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเขาทะลุมิติมายังโลกนี้แล้ว และยามนี้เขาได้มีเครื่องรางคุ้มกันตนเองแล้วเช่นกัน
ส่วนเื่สอดแนมรายงานข่าวกรองที่ขันทีรูปงามผู้นั้นกล่าว ตนย่อมไม่มีทางไปทำงานนี้ด้วยตนเอง
ไว้วันหลังค่อยไปตรอกวัดซื่อเฉินสักครั้ง เพื่อตามหาแม่นางชุ่ยฮวาเ้าของร้านขายโลงศพ จากนั้นค่อยมอบงานประจำวันของหอลี่จิ้งให้นาง สิ้นเดือนก็มอบรายงานการทำงานให้แก่ตนให้เพียงพอที่จะสามารถอธิบายกับเบื้องบนต่อได้ก็เป็พอ
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดถึงเื่นี้อยู่นั้น หลี่เสี่ยวฮวาจากร้านธัญพืชหลี่จี้แห่งตลาดตะวันตกก็ได้ลากรถม้านำธัญพืชมาส่งให้แก่เขา
หลี่เสี่ยวฮวายังคงสวมชุดกางเกงขาสั้นดังเก่า โดยมีผ้าเช็ดเหงื่อสีหม่นรัดอยู่ที่เอว
บนไหล่ของเขานั้นแบกธัญพืชไว้สองถุง ใต้วงแขนหนีบธัญพืชมาสองถุง และภายในมือแต่ละข้างก็ยังถือถุงธัญพืช
เขาเดินไปทางเรือนด้านหลังทั้งอย่างนั้น
เขาไม่งอเอวหรือหลังลง ทั้งยังไม่มีแม้แต่อาการถอนหายใจเฮือกใหญ่
“คุณชาย ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว ท่านว่าข้าควรวางไว้ที่ใดดีขอรับ ? ”
หลี่เฉินอันมองร่างที่บึกบึนของเขา จากนั้นก็กลืนน้ำลายหนึ่งอึก หลี่เสี่ยวฮวาที่เห็นท่าทีของหลี่เฉินอันรีบงอตัวหลบ จากนั้นก็รีบกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าแตกตื่นว่า “คุณชาย ข้าไม่ได้ทำงานเยี่ยงนั้น ! ”
หลี่เฉินอันชะงัก และถลึงตามองหลี่เสี่ยวฮวา “เ้าคิดอะไรของเ้ากัน ? เอาไปไว้ที่เรือนตะวันตก ! ”
หลี่เสี่ยวฮวาวางถุงในมือลง เขาเดินออกมา จากนั้นก็เกาหัวพร้อมกับยิ้มเจื่อนให้หลี่เฉินอัน “ข้าน้อยคงเข้าใจผิดไป......ในกองทัพเกิดเื่พวกนี้บ่อย ข้านั้นโง่เขลา ไม่รู้ความ เฮอะ ๆ ”
มารดามันเถอะ !
โชคดีที่เ้ายังไม่รู้ความ เกิดเ้ารู้ความแล้ว ข้าจะยังกล้าใช้งานเ้าอยู่อีกหรือ !
“ได้เจรจากับมารดาของเ้าหรือยัง ? หากเป็ไปได้ก็นำธัญพืชที่ร้านของเ้ามีอยู่มาให้ข้าทั้งหมด ภายภาคหน้าเ้าและมารดาของเ้าก็พักที่เรือนตะวันตกสองห้องนั้น แต่ห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย คงต้องยอมอยู่อย่างอึดอัดไปก่อนชั่วคราว”
“เฮอะ ๆ คุณชาย แล้วเื่เงินเดือน......”
หลี่เฉินอันครุ่นคิด สายลับทองแดงนั้นได้เงินเดือน 2 ตำลึงเช่นกัน คนผู้นี้สามารถพัฒนาเป็สายลับได้ด้วยฝีมือของตนเอง “มีที่พักและอาหารให้ เงินเดือน 2 ตำลึงเงิน เ้าคิดว่าเป็เยี่ยงไร ? ”
ดวงตาของหลี่เสี่ยวฮวาเป็ประกาย “ได้ เยี่ยงนั้นคุณชายจะให้ข้าย้ายมาเมื่อใด ? ”
หลี่เฉินอันครุ่นคิดว่าประเดี๋ยวก็ต้องไปสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ที่อยู่เยื้องกัน “พรุ่งนี้แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าเ้าขนย้ายธัญพืชทั้งหมดในร้านของเ้ามาที่นี่ เ้านำเงิน 10 ตำลึงนี้ไปก่อน ยามค่ำพรุ่งนี้ให้มาชั่งน้ำหนัก ให้แม่ของเ้าคิดบัญชีมาให้ดี พรุ่งนี้จะได้คิดไปทีเดียว”
หลี่เสี่ยวฮวาคาดไม่ถึงว่าจะได้พบกับเ้านายที่ใจกว้างเช่นนี้ ฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างของเขาโบกไปมาพัลวัน “ไม่ได้ ๆ พรุ่งนี้ข้าจะนำธัญพืชมาให้ จากนั้นค่อยมาคิดบัญชีทีหลังเถิด”
“เอาไป อย่าได้ลังเล กลับไปเชิญหมอจางแห่งโรงหมอหุยชุนให้ไปดูอาการของแม่เ้า ! ”
“เช่นนั้นข้าต้อง... ต้องขอขอบพระคุณคุณชาย”
“ภายภาคหน้าจำไว้ว่าต้องเรียกข้าว่านายน้อย ! ”
“ขอรับ ขอขอบพระคุณนายน้อย ข้าน้อยขอตัวลา ! ”
หลี่เสี่ยวฮวาเก็บเงิน 10 ตำลึงลงไปอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เดินออกไปจากเรือนด้านหลัง
หลี่เฉินอันเดินตามออกไป ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเ้านั่นวางแคร่ของรถม้าพาดกับร่าง จากนั้นก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับบิน
รวดเร็วเสียยิ่งกว่าม้าเร็วเสียอีก !
ช่างเป็ผู้มีพร์โดยแท้จริง !
คนผู้นี้.......มื้อหนึ่งสามารถกินได้เท่าไหร่กันหนอ ?
……
……
หลี่เฉินอันเดินไปทางตลาดตะวันตกอีกครั้ง และซื้อกวงหลิงซ่านมาหนึ่งไห
ไหนี้หนักประมาณ 10 ชั่ง ได้ประมาณ 2 กระบวยครึ่ง สนนราคาที่ 2.5 ตำลึง
แพงยิ่งนัก !
จะไปพบกับฮัวหม่านถิงที่สำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ด้วยมือเปล่าก็คงจะไม่ได้ สุราของตนนั้นจะได้ที่คงอีกในอีกหลายวันข้างหน้า เยี่ยงนั้นก็ทำได้แค่ซื้อกวงหลิงซ่านไปหนึ่งไห
ถือไหสุรา ก้าวไปตามแสงอัสดง
เขาได้มาถึงสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่แล้ว
คนเฝ้าประตูที่แอบงีบใต้แสงอัสดงผู้นั้นหลังจากฟังความ้าของเขาแล้ว ก็ชำเลืองมองเขาถึงสองครั้ง หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปข้างในด้วยท่าทีเกียจคร้าน ยามเดินออกมาก็มองหลี่เฉินอันด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นมากโข
จนถึงขั้นโค้งคำนับให้หลี่เฉินอันด้วยความเคารพเสียด้วยซ้ำไป “คุณชาย ท่านผู้าุโฮัวรอท่านอยู่ที่ศาลาจุ้ยซิน”
“...ศาลาจุ้ยซินเดินไปทางใด ? ”
“เดินเข้าไปทางประตูใหญ่ หลังจากเห็นแนวห้องเล่าเรียนก็อ้อมตามไปเส้นทางด้านขวาก็จะพบเจอกับสระบัวกว้างขวาง ศาลาจุ้ยซินจะอยู่เหนือสระบัว หาได้ง่ายนัก”
“ขอขอบคุณท่านผู้เฒ่า”
“คุณชายเกรงใจไปแล้ว”
หลี่เฉินอันเดินเข้าไปในสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ ยามที่เขาเดินมาถึงด้านนอกของสำนักศึกษา ก็เป็่เวลาพักของสำนักศึกษาพอดิบพอดี
บัณฑิตกลุ่มใหญ่ที่ดูมีชีวิตชีวาเดินออกมาจากสำนักศึกษา จับกลุ่มเดินกันมาสามสองคน พูดคุยกันบ้างประปราย บรรยากาศดูครึกครื้นอย่างมาก จนทำให้หลี่เฉินอันเคลิ้มตามไปด้วยเล็กน้อย รู้สึกเหมือนตนได้กลับไปสมัยมหาวิทยาลัยของชาติที่แล้วอีกครั้ง
“เฮ้ พวกเ้าดูสิ นั่นหลี่เฉินอันไม่ใช่หรือ ? ”
“หลี่เฉินอันคนใด ? ”
“หลี่เฉินอันบุตรชายคนโตของเ้าสำนักหลี่แห่งสำนักศึกษาจู๋เซี่ยเยี่ยงไรเล่า ! ”
ชายหนุ่มคนนั้นสำทับขึ้นมาอีกว่า “ที่เดิมทีขายขนมนึ่งอยู่เยื้องจากสำนักศึกษาของเราตรงนั้น ! ”
“เป็เขาจริง ๆ ด้วย......ทำไมเขาถึงมาที่สำนักศึกษาของพวกเราได้ ? ”
“ใครจะไปทราบกัน คาดว่าคนเฝ้าประตูคงงีบหลับ แล้วเขาก็แอบเข้ามากระมัง”
“มาซึมซับบรรยากาศวรรณกรรมหรือ ? ”
“ต่อให้โยนเขาลงไปในบ่อน้ำหมึก ยามยกตัวขึ้นมาก็ไม่มีน้ำหมึกติดมาเช่นกัน... ใช่แล้ว หลายวันก่อนหน้านั้นได้พบกับพี่ฮั่วชูฝาน พี่ฮั่วกล่าวว่าเ้านี่ยังไม่คืนสัญญาหมั้นหมายให้กับคุณหนูตระกูลเสิ่น เป็การทำร้ายคุณหนูตระกูลเสิ่นอย่างร้ายแรง”
“เขาย่อมไม่ถอยออกไปหรอก ด้วยชื่อเสียงคนโง่เขลาเช่นเขา สตรีคนใดในเมืองกวงหลิงที่จะยอมแต่งกับเขากัน ? ”
“……”
หลี่เฉินอันยังคงไม่ทุกข์ร้อนอะไร เขาชี้นิ้วออกไป “เ้าคนนั้น เดินมาหาข้าประเดี๋ยวนี้ ! ”
ชายหนุ่มท่าทางแข็งแรงที่สุดภายในกลุ่มที่เป็คนพูดล่าสุดได้ลุกขึ้นยืน และชูคอเชิดหน้า “ทำไม ? เ้าโง่เยี่ยงเ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาวางท่าใหญ่โตในสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ของพวกเรา ? ”
หลี่เฉินอันถือไหสุราและเดินตรงเข้าไป ทั้งยังแสดงท่าทีดุดัน
ตอนนี้ในอกของเขามีป้ายเงินนั้นอยู่ เขากำลังครุ่นคิดว่าควรจะทดลองใช้เ้าสิ่งนี้ดูว่าจะได้ผลหรือไม่ ก่อนที่ขันทีรูปงามผู้นั้นจะเดินทางออกไปจากเมืองกวงหลิง
ในเมื่อเ้านี่มาเพื่อหาเื่ตน ก็จะได้ใช้เพื่อตรวจสอบไปด้วยเสียเลย
ต้องจัดการเขาให้สาแก่ใจเสีย !
รอจนคนของทางการมาถึง ก็แสดงป้ายนั้นออกมาเพื่อดูท่าที
ชายหนุ่มผู้นั้นชะงัก คาดไม่ถึงว่าหลี่เฉินอันจะก้าวตรงมาหาเขาจริง ๆ
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเื่ที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อวาน คือวันที่ 3 เดือน 3 ยามเ้านี่กลับจวนหลี่ไปก็จัดการบ่าวรับใช้ห้าคนในจวนจนหมอบ
ร่างของตนย่อมไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากันร่างของบ่าวรับใช้ หากเ้านี่ทุบตนขึ้นมาจริง ๆ ต่อให้เ้าโง่นี่จะถูกคุมขังก็ไม่ได้เสียหายอันใด ส่วนตนก็จะเสียหน้าต่อเพื่อนร่วมชั้นจำนวนมาก......นี่มันไม่คุ้มเอาเสียเลย
เขารีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว ถอยเข้าไปในฝูงชน “อย่าได้คิดว่าข้ากลัวเ้า ข้าไม่ได้มีประสบการณ์เหมือนคนโง่เยี่ยงเ้า ! ”
บัณฑิตคนอื่นมองไปทางเดียว มีสองคนถลกแขนเสื้อขึ้นมาและะโเสียงดังว่า “กลัวมันทำไม ? ทุบตีมันสิ ! ”
“ศิษย์พี่จาง ข้าไม่ได้กลัวเขา แต่มันไม่คุ้มกัน ! ”
เ้าแซ่จางที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใช่แล้ว เ้าแซ่เหลียงเป็คนหาเื่เ้าโง่ แล้วข้าจะออกหน้าทำไม ?
“ศิษย์น้องเหลียงกล่าวถูกต้อง”
เขาเองก็ถอยไปหนึ่งก้าวเช่นกัน ทั้งยังลดแขนเสื้อลงด้วย
ชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งลอบมอง พวกเ้าไม่เข้าไปแล้วจะปล่อยให้ข้าบุกเข้าไปคนเดียวหรือ ?
ไม่ได้การ จะถูกหลอกทั้งเยี่ยงนี้ไม่ได้
ดังนั้น จึงเกิดฉากประหลาดขึ้นกลางลานที่กว้างใหญ่นี้
หลี่เฉินอันเดินข่มเข้าไปทีละก้าว ชายหนุ่มทั้งหกต่างก็ถอยหลังไปเรื่อย ๆ พวกเขายังคงกล่าวคำพูดรุนแรงในขณะที่เดินถอยหลังไปด้วย แต่สีหน้าที่ซีดเผือดของพวกเขากลับทำให้พวกเขาขายหน้า
ทันใดนั้นเอง ซูมู่ซินก็เดินเข้ามา
“พี่หลี่”
หลี่เฉินอันหยุดชะงัก จ้องมองชายหนุ่มกลุ่มนั้นอย่างดูแคลนและยกนิ้วกลางให้ “พวกไร้ความสามารถ ดีแต่อ่านตำรา ! ”
คำพูดนี้ส่งผลกระทบออกไปกว้างขวาง
ถึงแม้ยามที่เขากล่าวคำนี้ขึ้นมาจะไม่ได้ใช้เสียงดังเท่าไหร่ แต่ซูมู่ซินยืนอยู่ข้างเขาย่อมได้ยิน
“พี่หลี่”
“โอ้ ไม่ได้พูดถึงเ้า เ้าพวกนี้มันดูิ่ข้า เ้าคงยังไม่ทราบว่าตัวข้านั้นให้ความสำคัญกับชื่อเสียงอย่างมาก ในเมื่อน้องซูมาแล้ว ข้าก็จะปล่อยพวกเขาไปก่อนสักครั้ง พวกเราไปกันเถอะ อย่าให้ท่านผู้าุโฮัวต้องรอนาน”
ซูมู่ซินจ้องมองหลี่เฉินอัน และลอบคิดว่าเ้าเองก็อายุ 17 ปีแล้ว !
หากเ้าให้ความสำคัญกับชื่อเสียงจริง เ้าที่อายุ 17 ปีจะทนอยู่กับชีวิตอัปยศเยี่ยงนี้ได้เยี่ยงไร ?
หลี่เฉินอันเดินตามซูมู่ซินไปแล้ว
เหล่าบัณฑิตถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ชายหนุ่มแซ่เหลียงจ้องแผ่นหลังของหลี่เฉินอันตาเขม็ง ก่อนจะถ่มน้ำลายตามหลัง “หากไม่ใช่ศิษย์พี่ซูพาตัวเขาไป เดิมข้าอยากจะต่อยหน้ามันให้บวมโดยไม่คำนึงถึงตัวตนของตนเองเลย ! ”
“ใช่ อุตส่าห์เห็นแก่เขาจนยอมถอยให้ ดันคิดไปได้ว่าพวกเรากลัวเขาจริง ! ”
“ไม่ใช่ ศิษย์พี่ซูเป็ถึงลำดับหนึ่งในสี่ผู้มีพร์แห่งเมืองหลวง ทำไมถึงรู้จักเขาได้ ศิษย์พี่ซูกำลังพาเขาไปไหนกัน ? ”
เหล่าบัณฑิตต่างเงียบเสียงลงในพลัน ภายในใจต่างก็มีคำตอบ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล่าวออกมา
……
……
ณ ศาลาจุ้ยซิน
ยามที่หลี่เฉินอันเดินตามซูมู่ซินมาจนถึงศาลา ภายในศาลานั้นมีคนสองคนนั่งอยู่
หนึ่งในสองคนนั้นย่อมเป็ชายชราผมขาวแต่ท่าทางแข็งแรงอย่างท่านผู้าุโฮัวหม่านถิง ส่วนอีกผู้หนึ่งนั้นคือชายวัยกลางคนท่าทางสูงส่ง
บรรยากาศสูงส่งนั้นแตกต่างจากบรรยากาศของเสิ่นเชียนซาน
บรรยากาศสูงส่งของเสิ่นเชียนซานนั้นมาจากการแต่งกายและเครื่องประดับที่สวมใส่ แต่ชายวัยกลางคนผู้นี้กลับแสดงออกมาจากภายใน
อย่างเช่นใบหน้าของเขา ที่แม้จะแย้มยิ้มแต่กลับยังให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขาม
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่เฉินอัน ภายในแววตานั้นไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา แต่แววตานั้นกลับทำให้หลี่เฉินอันรู้สึกราวกับได้เห็นบ่อน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง
คนของทางการ !
จะต้องเป็เ้าหน้าที่ระดับสูงเป็แน่
หลี่เฉินอันไม่ได้ส่งเสียงอะไร เยี่ยงไรภายในกระเป๋าก็มีป้ายแผ่นนั้นอยู่ ต่อให้เขาผู้นี้จะเป็อัครมหาเสนาบดีแล้วเยี่ยงไรเล่า ?
เขานำสุราไหนั้นวางลงบนโต๊ะหิน ก่อนจะโค้งคำนับฮัวหม่านถิงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คารวะท่านผู้าุโ ! ”
“ข้าน้อยคิดว่าท่านผู้าุโคือปรมาจารย์ด้านวรรณกรรม คงจะชื่นชอบการดื่มสุรา”
“เดิมทีควรจะนำสุราที่ข้ากลั่นเองมาเยี่ยมท่าน แต่เวลาเร่งรัดไปเสียหน่อย สุราของข้ายังต้องรอไปอีกหลายวัน”
“ถึงแม้กวงหลิงซ่านจะไม่ใช่สุราที่ข้ากลั่น แต่ก็ดีกว่าไม่มี พวกเราสามารถถือสุราเป็ดั่งบทเพลง และสนุกไปกับจังหวะชีวิตได้”
คำพูดสามประโยคแรกของหลี่เฉินอันคือคำพูดเยินยอ ชายวัยกลางคนนั้นหาได้ใส่ใจไม่ แต่กลับมองภาพลักษณ์ของหลี่เฉินอันย่ำแย่ลงเล็กน้อย
ทว่าประโยคสุดท้ายของหลี่เฉินอันกลับทำให้เขาตกตะลึงเล็กน้อย
กวงหลิงซ่านถือว่าเป็สุราที่ดีระดับสูงแล้ว คาดไม่ถึงว่าชายผู้นี้จะกล่าวว่าเทียบสุราที่เขากลั่นไม่ได้ !
แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อคำพูดนี้ จึงยิ่งรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้กล่าววาจาเหลวไหลเกินไป
แต่ประโยคขำขันของเขาที่ว่า ถือสุราเป็ดั่งบทเพลงและสนุกไปกับจังหวะของชีวิตนั้น...”
ดังนั้นเมื่อครู่ที่ท่านอาจารย์บอกว่าชายหนุ่มนามหลี่เฉินอันถือเป็ผู้มีพร์ ท่านอาจารย์ย่อมไม่มีทางมองผิดไป คงจะเป็เื่จริง
เพียงแต่เขาค่อนข้างจะเผลอเรอในความสามารถ จำต้องได้รับการขัดเกลามากกว่านี้จึงจะดี
แต่ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าที่ท่านอาจารย์เรียกเขามานี้ ทั้งยังแนะนำชายผู้นี้ให้ตนรู้จักนั้นมีความหมายเช่นไร ?