เนื่องจากเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากกำลังตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมกันในยามเช้า เส้นทางเดินไปยังห้องเครื่องของเหวินจื่อห่าวจึงราบรื่นไร้สิ่งกีดขวาง เขาะโข้ามกำแพงแล้วเคาะประตูห้องครัวเพื่อส่งสัญญาณให้คนที่รุ้จักภายในนั้นรู้ตัว
”โอ้ คุณชายท่านกลับมาแล้ว” ป้าหลิวจิ้ง หัวหน้าแม่ครัวปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขา
”คารวะป้าหลิวขอรับ” เหวินจื่อห่าวกล่าวทักทายพร้อมประสานมือคำนับอย่างสุภาพ ก่อนเขาจะหยิบปิ่นโตเปล่าออกจากอุปกรณ์มิติแล้วส่งคืนให้นาง
“วันนี้มีอะไรให้ข้าช่วยไหมขอรับ?”
หลิวจิ้งส่ายหัว “อย่าเลยคุณชาย ป้าว่าท่านกลับไปฝึกซ้อมต่อเถอะเ้าค่ะ”
”ข้าฝึกเสร็จแล้วล่ะ อย่าเกรงใจเลย ให้ข้าช่วยเถอะ ข้าทำอะไรได้ตั้งหลายอย่างนะ” เหวินจื่อห่าวบอก
”มีคนหนุ่มแรงดีมาช่วยก็ดีนะ” คนงานชายาุโคนหนึ่งะโบอก
หลิวจิ้งพลันหันไปถลึงตาดุใส่ “ตาเฒ่าถัง เ้าไม่ควร…”
”เอาละ ๆ ไม่ต้องเกรงใจหรอกขอรับ” เหวินจื่อห่าวรีบเอ่ยปาก ก่อนหันไประบายยิ้มกว้างทักทายท่านลุงถัง และเอ่ยถาม “มีอะไรให้ข้าช่วยไหม?”
”พวกเราต้องไปขนวัตถุดิบสำหรับวันนี้มาจากแปลงเกษตรของสำนักน่ะ” ลุงถังกล่าว
”งานนี้ข้าทำได้แน่นอน”
งานใช้แรงงานเนี่ยแหละตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว เหวินจื่อห่าวเดินตามกลุ่มชายหญิงไปยังแปลงผักของสำนักตะวันทองคำ ผักเหล่านี้รดด้วยน้ำปราณ ดังนั้นจึงบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปนและเหมาะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรยิ่งนัก
คนครัวจัดเตรียมตะกร้าใส่ผักที่เก็บเกี่ยวแล้วไว้พร้อมสรรพ สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่นำพวกมันกลับไปเท่านั้น ทว่าปริมาณที่เก็บเกี่ยวมานั้นเยอะมาก การจะนำกลับไปยังห้องครัวจึงต้องใช้รถม้าขนาดใหญ่ที่เตรียมมาด้วย ลำพังแค่ขนมาจากไร่ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด นี่ยังต้องนำมาลำเลียงใส่รถม้าอีก นับว่าเป็งานที่หนักหนาสาหัญไม่น้อย
พอทราบเช่นนั้นเหวินจื่อห่าวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสายตาก็เหลือบไปมองกระบี่ของตัวเอง
กระบี่…? ใช่แล้ว!! มันบินได้นี่หว่า
เขาคิดทบทวนอย่างรอบคอบ หลงจากค้นหาข้อมูลในความทรงจำของร่างเดิม จากนั้นก็ค่อยๆ โคจรกระแสลมปราณในปริมาณที่พอเหมาะเข้าไปในกระบี่เพื่อให้มันลอยตัวขึ้น หึหึ สำเร็จ! เหวินจื่อห่าวจัดการเอาหูหิ้วของตะกร้าผักไปแขวนไว้บนกระบี่ ให้กระบี่ช่วยพยุงน้ำหนักเอาไว้
คนงานคนอื่นๆ ถึงกับอึ้งกิมกี่อ้าปากค้าง…
“ผะ...ผู้บำเพ็ญเพียรท่านนี้ ชะ...ใช้กระบี่บินเป็คานหาบของเนี่ยนะ?”
เหวินจื่อห่าวบังคับกระบี่ที่ห้อยตะกร้าพะรุงพะรังไปที่รถม้าได้อย่างง่ายดาย แล้วก็เดินกลับมาขนต่ออีกรอบ
ซึ่งด้วยความช่วยเหลือของเขา งานจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วง่ายดาย จากนั้นรถม้าก็ถูกลากโดยม้าเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่ห้องครัว ...
หลิวจิ้งคอยควบคุมดูแลการจัดเรียงผักเข้าห้องครัว นางมองเหวินจื่อห่าวด้วยสีหน้าอ่อนใจปนเอ็นดูเล็กน้อย
”คุณชายผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ทราบท่านทานอะไรที่อยากได้เป็พิเศษหรือไม่เ้าคะ?” ในที่สุดนางก็เอ่ยปากถาม
เหวินจื่อห่าวนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนระบายยิ้มกว้าง
“ท่านป้าพอจะมีบะหมี่รสเผ็ดบ้างไหมขอรับ?”
”ของแค่นั้นเอง ข้าทำแป๊บเดียวก็เสร็จแล้วเ้าค่ะ เชิญคุณชายนั่งรอสักครู่”
มีคนดึงเก้าอี้มาให้เหวินจื่อห่าวนั่งลง ซึ่งเขานั่งดูป้าหลิวจิ้งทำอาหารด้วยความสนใจ ก็นะ… นี่มันวิดีโอโชว์ทำอาหารแบบสด ๆ ชัด ๆ ในยุคโบราณแบบนี้ แต่ดูเหมือนพวกเขาไม่มีเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้าที่สะดวกสบาย เหวินจื่อห่าวจึงรับหน้าที่ช่วยเติมฟืนเข้าเตาไฟให้แทน่หนึ่ง
เส้นบะหมี่ทำสดใหม่ สุกอย่างรวดเร็วในน้ำเดือด ก่อนที่หลิวจิ้งจะผัดผัก กับเนื้อสัตว์อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงคลุกเคล้าเครื่องเทศหลากชนิดเข้าด้วยกัน จนในที่สุดนางก็ยกบะหมี่รสเผ็ดชามโตมาเสิร์ฟให้
ดวงตาของเหวินจื่อห่าวเป็ประกายทันทีที่ได้กลิ่นหอมฉุยอันเข้มข้นและเผ็ดร้อน
“ขอบคุณขอรับป้าหลิว”
”ทานเถอะคุณชายทานเลย ไม่ต้องขอบคุณหรอก” หลิวจิ้งกล่าว
เหวินจื่อห่าวสูดเส้นบะหมี่เข้าปาก รสชาตินั้นดีงามพอๆ กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสโปรดของเขาเลย แถมตัวเส้นสดนี้ยังหนึบนุ่มอร่อยกว่าตั้งเยอะ
”อา เจริญอาหารดีแท้” ลุงถังกล่าว “ท่านเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่แปลกคนดีนะขอรับคุณชาย”
”ท่านแน่ใจนะว่าไม่อยากไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ ในหอจัดเลี้ยง?” คนงานในครัวอีกคนถามพลางขมวดคิ้ว
เหวินจื่อห่าวส่ายหัว “ไม่ล่ะ บรรยากาศแบบพวกท่านน่ะดีกว่าตั้งเยอะ ท่านป้าขอรับ มีพริกเพิ่มอีกหรือไม่?”
มุมปากของหลิวจิ้งกระตุกนิดๆ นางว่านางทำบะหมี่นี่เผ็ดมากแล้วนะ “มะ...มี รอเดี๋ยวนะ”
เหวินจื่อห่าวตักน้ำมันพริกเพิ่มลงในบะหมี่อย่างมีความสุขแล้วลงมือกินต่อ ท่าทางการกินอย่างเอร็ดอร่อยของเขาช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของคนรอบข้างได้เป็อย่างดี ส่งผลให้เช้าวันนั้นทุกคนในโรงครัวต่างพากันนั่งกินบะหมี่ (ด้วยระดับความเผ็ดที่แตกต่างกันไป) กันถ้วนหน้า...
:P เขียนแล้วก็หิวไปหาบะหมี่กินบ้างดีกว่า...
จบบท