ซูลั่วประหลาดใจเล็กน้อย แต่ในเมื่อฉู่ซิงหลานต้องการพบ เธอก็ปฏิเสธไม่ได้
แต่ว่า...แค่เรื่องหย่าเนี่ยนะ ต้องเรียกมาคุยกันต่อหน้าเลยเหรอ?
“ค่ะ”
เธอตอบรับโดยไม่ลังเล และไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดอื่น ก่อนจะเดินตามอาจารย์กู้ซีออกไปในชุดฝึกนั่นเอง
ท้องฟ้ายังไม่สว่างดีนัก ขณะเดินไปตามทางเดินยาวของฐานทัพ กู้ซีก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองนักศึกษาข้าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างซับซ้อน
จริง ๆ แล้ว กู้ซีชื่นชมนักศึกษาที่ชื่อซูลั่วคนนี้มาก
เธอมีพรสวรรค์โดดเด่น และยังเลือกเรียนภาควิชาเมคคาที่ขึ้นชื่อว่าใช้เงินมหาศาล ก่อนหน้านี้เด็กคนนี้ยังพอมีสถานะเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลซู แต่ตอนนี้กลับถูกตระกูลใหญ่ทอดทิ้งแล้ว เธอจะยังมีเงินเรียนต่อไปได้อีกเหรอ?
ขณะที่กู้ซีกำลังคิดว่าอาจจะต้องยื่นเรื่องขอทุนการศึกษาให้นักศึกษาคนนี้ อีกฝ่ายดันไปรู้จักกับองค์ชายเก้าเข้าซะได้!
“อาจารย์คะ มีอะไรรึเปล่าคะ?” ซูลั่วเป็นคนช่างสังเกต เธอรู้สึกได้ว่าอาจารย์กู้ซีกำลังมองเธออยู่ตลอดทาง
กู้ซีเม้มปาก เธอเป็นอาจารย์ที่ค่อนข้างเคร่งขรึมและมีแบบแผน จึงไม่คิดจะถามคำถามอย่าง ‘เธอไปมีความสัมพันธ์อะไรกับองค์ชายเก้า’ ออกไปตรง ๆ
เธอเพียงแค่พูดเสียงเรียบ “ไม่มีอะไร”
เดิมทีซูลั่วก็เป็นคนค่อนข้างเย็นชาอยู่แล้ว พอมาเจออาจารย์กู้ซีที่เย็นชายิ่งกว่า ตลอดทางทั้งสองจึงไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ซูลั่วก็หันไปพูดว่า “อาจารย์คะ หนูตั้งตารอที่จะได้เข้าเรียนวิชาปฏิบัติการเมคคาของอาจารย์หลังจบการฝึกทหารนะคะ”
“วิชาของฉัน ไม่ได้เก็บหน่วยกิตกันง่าย ๆ หรอกนะ”
ซูลั่วยิ้ม “หนูชอบความท้าทายค่ะ”
เธอพอจะรู้สึกได้ว่าอาจารย์น่าจะเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเธอผิดไป แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด เธอก็คงต้องใช้ความสามารถพิสูจน์ตัวเองในอนาคต
ซูลั่วหันกลับไปกำลังจะเคาะประตู แต่ทันใดนั้นสายตาก็สังเกตเห็นสัญลักษณ์พิเศษที่แขวนอยู่ข้างประตูห้อง
มันเป็นตราสัญลักษณ์ที่ดูคุ้นตา
ตอนนั้นที่สำนักงานทะเบียนสมรส...หน้าห้องที่ฉู่ซิงหลานอยู่ก็มีสัญลักษณ์แบบนี้เช่นกัน
พอมาคิดดูตอนนี้ มันก็น่าจะเป็นสัญลักษณ์พิเศษของสมาชิกราชวงศ์
ซูลั่วถอนหายใจเบา ๆ เธอยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองประมาทเกินไป ถ้ารู้แต่แรกว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นคือฉู่ซิงหลานที่กำลังอยู่ในช่วงอ่อนไหว อย่างไรเธอก็จะไม่เดินเข้าไปเด็ดขาด
หลังจากเคาะประตูและเข้าไปข้างใน ก็เห็นฉู่ซิงหลานในชุดเครื่องแบบทหารสีดำนั่งอยู่บนโซฟาหนังสัตว์ดวงดาว รอบกายแผ่ไอเย็นเยียบออกมา ราวกับเป็นคนละคนกับเจ้าจิ้งจอกเก้าหางขี้อ้อนที่ทั้งนุ่มนิ่มและเสียงหวานคนนั้น
นี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของเขา และเป็นภาพลักษณ์เดียวกับที่ซูลั่วเคยเห็นในโลกออนไลน์
แต่ไม่ว่าอย่างไร การแต่งงานของทั้งสองก็ยังคงต้องจบลง ซูลั่วยอมรับชะตากรรมแล้วเดินเข้าไป “องค์ชายเก้า พระองค์มีธุระอะไรกับหม่อมฉันหรือเพคะ?”
“ก่อนเริ่มฝึกทหาร เธอยื่นคำร้องขอหย่ากับฉัน?”
“เพคะ”
“ทำไม?”
ซูลั่วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอพูดอย่างสงสัย “ฝ่าบาท ช่วงอ่อนไหวของพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้พระองค์ก็ได้สติกลับมาครบถ้วน...พวกเราไม่ควรจะหย่ากันหรอกหรือเพคะ?”
น้ำเสียงที่แสนจะธรรมดาของเธอทำให้คิ้วของฉู่ซิงหลานขมวดมุ่น เขายิ้มเย็น “ซูลั่ว การแต่งงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่เธออยากจะหย่าก็หย่าได้งั้นรึ? เธอเห็นฉันเป็นอะไร?”
“ถ้าอย่างนั้น ฝ่าบาทคิดจะให้หม่อมฉันดำรงตำแหน่งพระชายาขององค์ชายเก้าต่อไปหรือเพคะ?”
“...”
เมื่อเห็นท่าทีที่นอบน้อมแต่ไม่ยอมอ่อนข้อของซูลั่ว ฉู่ซิงหลานก็ขบกรามแน่น ผู้หญิงคนนี้ไม่กลัวเขาเลยสักนิด
หรือคิดว่าแค่ตอนอยู่ในช่วงอ่อนไหวเขาต้องพึ่งพาเธอ แล้วเขาจะต้องยอมทำตามเธอทุกอย่างงั้นเหรอ?
ฉู่ซิงหลานเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง “ตอนนี้ยังไม่หย่า แต่ห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนเด็ดขาด เอาล่ะ กลับไปฝึกทหารต่อได้แล้ว”
ซูลั่วขมวดคิ้ว “หม่อมฉันไม่เข้าใจความหมายของฝ่าบาทเพคะ”
“เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจ”
“ฝ่าบาทไม่กลัวว่าหม่อมฉันจะไปยื่นคำร้องขอหย่าที่ศาลสูงสุดระหว่างดวงดาวหรอกหรือเพคะ? ถึงตอนนั้น คนทั้งจักรวาลก็ได้รู้กันหมดพอดี”
วินาทีต่อมา ภายในห้องรับรองพิเศษสำหรับสมาชิกราชวงศ์ก็ถูกปกคลุมไปด้วยแรงกดดันทางจิตอันมหาศาล ฉู่ซิงหลานมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายซูลั่วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขายื่นมือไปบีบคางของเธอ แล้วหรี่ตาลงอย่างอันตราย
“ข่มขู่ฉันงั้นรึ? อะไรทำให้เธอกล้าดีแบบนี้?”
ซูลั่วกัดฟันต้านรับแรงกดดันทางจิตของอีกฝ่าย แล้วหลุบตาลงครึ่งหนึ่ง “หม่อมฉันไม่เข้าใจ ในเมื่อฝ่าบาทก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับหม่อมฉัน แล้วทำไมถึงไม่ยอมหย่าด้วยเพคะ”
“เสด็จแม่เห็นว่าฉันควรจะมีภรรยาเป็นสามัญชน และ...ตอนอยู่ในช่วงอ่อนไหว ฉันต้องการเธอ”
ซูลั่วกำหมัดแน่น
ฉู่ซิงหลานปล่อยมือแล้วหันกลับไป เขาจัดข้อมือเสื้อของตัวเองอย่างใจเย็น “ฉันรู้ว่าเธอใจกล้าและดื้อรั้น แต่เธอก็ยังมีสิ่งที่แคร์อยู่ใช่ไหม? เช่น...สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบนดาวรกร้างนั่น”
ซูลั่วเงยหน้าขึ้นทันที ก็ได้ยินเขาพูดต่อ “แล้วก็การที่ตอนนี้สามารถเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยจักรวรรดิได้ รวมถึงได้รู้จักเพื่อนใหม่...อ้อ ฉันจำได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่ชายซูหนานจิ่นก็ดีมากด้วยนี่”
เขากำลังข่มขู่เธอ
ซูลั่วหลุบตาลง เสียใจจนแทบอยากจะย้อนเวลา ทำไมตอนนั้นเธอถึงต้องเดินเข้าไปในห้องบ้า ๆ ห้องนั้นด้วยนะ!
“คำร้องขอหย่าของเธอ ฉันจะปฏิเสธเอง อ้อ จริงสิ อย่าลืมกินยาด้วย ในระยะสั้นนี้ ฉันยังไม่สามารถมีทายาทได้”
ซูลั่วแทบจะกัดลิ้นตัวเอง ครั้งสุดท้ายที่เธอรู้สึกอัดอั้นตันใจขนาดนี้ ก็คือตอนที่ถูกบังคับให้หมั้นหมายกับเจียงเฉิน
เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้สงบนิ่งที่สุด “ฝ่าบาทยังมีธุระอะไรอีกหรือไม่เพคะ? หม่อมฉันต้องกลับไปฝึกทหารต่อแล้ว”
“ไม่มีแล้ว”
หลังจากที่ซูลั่วฝืนตัวเองเดินออกจากประตูนั้นมาได้ หมัดของเธอก็กำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เลือดซึมออกมาจากใจกลางฝ่ามือ
น่าจะหย่ากับเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปตั้งแต่ตอนที่ยังไม่พ้นช่วงอ่อนไหว!
ณ วินาทีนี้ เธอเริ่มจะคิดถึงเจ้าจิ้งจอกน้อยขี้อ้อนคนนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยิ่งชิงชังองค์ชายเก้าผู้เลือดเย็น ไร้ความปรานี และสูงส่งคนนี้มากขึ้นเป็นร้อยเท่า
ซูลั่วได้แต่จินตนาการว่าตัวเองกำลังถอนขนเจ้าจิ้งจอกน่ารังเกียจในห้องนั้นจนเกลี้ยง แต่ตอนนี้เธอรู้ดีว่าตัวเองจะวู่วามไม่ได้ อย่างที่ฉู่ซิงหลานพูด...เธอมีจุดอ่อน
คุณย่าผู้อำนวยการและน้อง ๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คือจุดอ่อนของเธอ
และเธอก็ไม่อยากจะสร้างปัญหาอะไรให้กับพี่ชายซูหนานจิ่น
เพราะอย่างไรเสีย ฉู่ซิงหลานก็เป็นถึงผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ เขาอยากจะจัดการอะไรกับซูหนานจิ่นมันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย!
ไม่สิ...จะต้องมีวิธี
ซูลั่วไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เธอปรับสภาพจิตใจของตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องพยาบาลเป็นอันดับแรก
ถ้าไม่ใช่เพราะฉู่ซิงหลานพูดขึ้นมา เธอเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว คนสองคนที่ใช้ช่วงเวลาอ่อนไหวร่วมกัน ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
จะปล่อยให้มีลูกไม่ได้เด็ดขาด
เพราะระหว่างเธอกับคนอย่างฉู่ซิงหลาน ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่มีทางมีอนาคตร่วมกัน
ตอนที่ซูลั่วไปถึงห้องพยาบาล ที่นี่มีคนอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นคนที่บาดเจ็บจากการวิ่งวิบากก่อนหน้านี้ เธอยังเห็นคนโชคร้ายที่ถูกอสูรจระเข้กัดขาขาดคนนั้นด้วย
ตอนนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก อีกฝ่ายก็เป็นบีสต์แมนระดับสูง ขาที่ขาดไปสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าคะแนนการฝึกทหารของเขาคงจะย่ำแย่เต็มที
ซูลั่วนึกว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกท้อแท้ แต่เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลคนนั้นกลับนอนอยู่บนเตียง พลางเล่นเกมออฟไลน์ในสมองกลอย่างสบายอารมณ์
ทำไมจู่ ๆ ถึงรู้สึกว่าคนคนนี้เหมือนจะจงใจให้จระเข้กัด เพื่อที่จะได้อู้การฝึกไปยาว ๆ กันนะ?
“นักศึกษา เธอได้รับบาดเจ็บเหรอ?” อาจารย์ที่ห้องพยาบาลถามซูลั่วด้วยความเป็นห่วง
พอดีอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ผู้หญิง ซูลั่วจึงพูดไปตรง ๆ “เพิ่งจะผ่านช่วงเวลาอ่อนไหวกับคู่มาค่ะ อยากจะมาขอรับยาระงับการตั้งครรภ์”
อาจารย์พยาบาลเข้าใจทันที แต่ก็พูดอย่างน่าเสียดาย “จริง ๆ แล้ว บีสต์แมนอย่างพวกเรามีลูกยากนะ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ต้องกินยาตัวนี้หรอก มันมีผลข้างเคียงกับร่างกายอยู่บ้าง หลังจากกินเข้าไปแล้ว เธอจะรู้สึกอ่อนเพลียอย่างมาก อาการแบบนี้จะคงอยู่อย่างน้อยสี่สิบแปดชั่วโมง แล้วนี่ยังต้องไปฝึกทหารต่อนะ เธอแน่ใจเหรอว่าจะกินยาตัวนี้จริง ๆ?”