ฉันได้คู่หมั้นเป็นองค์ชายจากระบบจับคู่อัตโนมัติ

    ตอนที่ 3 แบบนี้ใครจะไปทนไหวล่ะ?

         เด็กหนุ่มผมสีเงินที่เมื่อครู่ยังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ตอนนี้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว!

            เขาสูงมากจริง ๆ แม้ซูลั่วจะสูงถึงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แต่อีกฝ่ายยังต้องก้มหน้าลงเล็กน้อย คางของเขาถึงจะแตะที่หน้าผากของเธอได้พอดี

            ระยะห่างที่ใกล้ชิดกันขนาดนี้ ทำให้รู้สึกราวกับว่าเธอกำลังถูกโอบกอดอยู่ในอ้อมแขนของเขา

            ซูลั่วถอยหลังไปครึ่งก้าว จนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับลูกบิดประตูโลหะเสียงดัง *ตุบ*

            โอ๊ย! เอวคงได้ช้ำแน่ ๆ!

            เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มคนนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าว ทำให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองยิ่งน้อยลงไปอีก

            นัยน์ตาสีน้ำเงินไคลน์คู่สวยคู่นั้น ตอนนี้กำลังฉายแววน้อยเนื้อต่ำใจ

            “พี่สาว...รังเกียจผมเหรอครับ?”

            มันใกล้...ใกล้เกินไปแล้ว! 

            ซูลั่วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมหายไปในกลิ่นไม้ซีดาร์ที่หอมรุนแรงนี้!

            ซูลั่วส่ายหน้าอย่างยากลำบาก “ไม่...ฉันไม่ได้รังเกียจคุณ”

            “แล้วพี่รังเกียจกลิ่นฟีโรโมนของผมหรือเปล่า?”

            “ไม่เลย ฉันชอบมาก”

            เมื่อได้ยินคำพูดของซูลั่ว เด็กหนุ่มก็เผยรอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้า เขายื่นมือมารวบตัวซูลั่วเข้าไปในอ้อมกอด แล้วกระซิบเสียงแผ่วเบา “ผมก็ชอบพี่สาวเหมือนกันครับ”

            “เพราะฉะนั้น...พี่สาวช่วยผมผ่านช่วงอ่อนไหวนี้ไปด้วยกันได้ไหมครับ”

            “นะครับ...?”

            ซูลั่ว “...”

            แบบนี้ใครจะไปทนไหวล่ะ?

            ซูลั่วรีบใช้มือกดทับมือของเด็กหนุ่มหูจิ้งจอกไว้ “ฉันชอบคุณมากจริง ๆ แต่ว่า...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแต่งงานตั้งแต่แรก มีคนใช้สมองกลของฉันแอบยื่นคำร้องขอจับคู่! ถะ...ถ้าคุณไม่ตกลงกับการแต่งงานครั้งนี้...”

            “ผมตกลง”

            เด็กหนุ่มผมสีเงินเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ

            เพราะผลจากช่วงอ่อนไหว ใบหน้าขาวนวลของเขาจึงขึ้นสีชมพูระเรื่อ ทำให้ดูน่าสงสารระคนน่าทะนุถนอม แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งขับให้เครื่องหน้าของเขางดงามโดดเด่นขึ้นไปอีก

            เขาพูดอย่างว่าง่าย “ครอบครัวของผมใช้วิธีแต่งงานผ่านการจับคู่พันธุกรรมมาตลอดครับ”

            “...”

            แม้ซูลั่วอยากจะบ่นในใจว่านี่มันครอบครัวแบบไหนกัน ถึงได้ฝากชีวิตแต่งงานไว้กับการจับคู่พันธุกรรม?

            แต่กลิ่นไม้ซีดาร์ที่หอมอบอวลก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด

            ในขณะที่เหตุผลเส้นสุดท้ายยังคงอยู่ ซูลั่วก็เหลือบมองไปนอกหน้าต่าง “แล้ว...หน้าต่างกระจกนั่นล่ะ?”

            เด็กหนุ่มหูจิ้งจอกใช้สองมือประคองใบหน้าของซูลั่ว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย “พี่สาวครับ กระจกนั่นเป็นกระจกวันเวย์ คนข้างนอกมองเข้ามาไม่เห็นหรอก...อย่ามองข้างนอกเลยนะครับ มองผมได้ไหม?”

            และแล้ว...สติของซูลั่วก็จมดิ่งลงไปในห้วงนัยน์ตาสีน้ำเงินไคลน์อันงดงามเย้ายวนคู่นั้นอย่างสมบูรณ์...

            .

            .

            คฤหาสน์ตระกูลซู

            ชายหนุ่มรูปงามในชุดเครื่องแบบทหารสีเทาเข้มก้าวลงมาจากยานบินอย่างสง่างาม

            ซูหนานจิ่นออกไปปฏิบัติภารกิจนานครึ่งปี ในที่สุดก็เสร็จสิ้นและได้รับวันหยุดหนึ่งเดือนเต็มให้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน

            เมื่อคุณนายซูได้ยินว่าลูกชายคนโตกลับมาแล้ว เธอก็รีบออกมาต้อนรับทันที

            “หนานจิ่น ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหมลูก?”

            ซูหนานจิ่นยิ้มอย่างอ่อนใจ “แม่ครับ ภารกิจกองยานของผมครั้งนี้คือการไปขุดหาแหล่งพลังงาน ไม่ได้ไปรบกับโจรสลัดอวกาศ จะมีอันตรายอะไรได้ล่ะครับ?”

            ซูเสี่ยวซีที่ยืนประคองแขนคุณนายซูอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “พี่ใหญ่คะ คุณแม่ก็แค่เป็นห่วงพี่มากเกินไปน่ะค่ะ แต่คุณแม่ก็เหมือนกันนะคะ พี่ใหญ่เก่งขนาดนี้ ต่อให้เจอโจรสลัดอวกาศจริง ๆ คนที่เจ็บก็ต้องเป็นฝ่ายนั้นอยู่แล้ว”

            ซูหนานจิ่นมองซูเสี่ยวซีที่มีเค้าโครงหน้าคล้ายคลึงกับตนเองแล้วพยักหน้าเล็กน้อย

            เขาสงสารน้องสาวที่พลัดพรากกันไปตั้งแต่เด็กก็จริง แต่หลังจากเธอกลับมา สองพี่น้องก็ยังไม่เคยได้ใช้เวลาร่วมกันจริง ๆ จัง ๆ เลย ที่ผ่านมาก็เห็นหน้ากันผ่านวิดีโอคอลเท่านั้น จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกห่างเหินกันอยู่บ้าง

            แต่ภาพนี้ในสายตาของซูเสี่ยวซี แม้ภายนอกเธอจะยังคงยิ้มอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่ง

            พี่ใหญ่ดูเย็นชากับเธอจัง

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวินาทีต่อมา เมื่อซูหนานจิ่นมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยถามคุณนายซูอย่างสงสัย “แม่ครับ แล้วลั่วลั่วไม่อยู่บ้านเหรอครับ?”

            แค่นั้นแหละ สีหน้าของคุณนายซูก็แข็งทื่อไปทันที

            เมื่อเห็นแววสงสัยในดวงตาของซูหนานจิ่นเข้มขึ้น

            ซูเสี่ยวซีจึงกัดริมฝีปากทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “เป็นความผิดของหนูเองค่ะ ที่เผลอทำพลาดไป ทำให้พี่ลั่วโกรธมาก พี่เขาก็เลยหนีออกจากบ้านไป ตอนนี้พวกเราก็ไม่รู้ว่าพี่เขาไปอยู่ที่ไหน”

            เมื่อพูดถึงซูลั่ว อารมณ์ของคุณนายซูก็ขุ่นมัวลงเช่นกัน

            ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เธอรักและเอ็นดูเด็กคนนั้นเหมือนลูกสาวแท้ ๆ มาตลอด

            แต่ผลล่ะ? พอเด็กนั่นโกรธขึ้นมา ก็เรียกเธอว่า ‘คุณนายซู’ แล้วสะบัดหน้าหนีไปทันที?

            ช่างเป็นเด็กอกตัญญูจริง ๆ!

            คุณนายซูพูดตัดบท “ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงหล่อนเลย เด็กผู้หญิงโกรธนิดหน่อย เดี๋ยวอีกสักพักก็คงหายเอง หนานจิ่น ช่วงนี้ลูกคงกินแต่สารอาหารเหลวใช่ไหม? มีอะไรอยากกินเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวแม่ทำให้กินเอง”

            ซูหนานจิ่นยังคงสงสัยอยู่มาก แต่คิดว่าอีกเดี๋ยวค่อยส่งข้อความไปถามลั่วลั่วทางสมองกลก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            แต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่น ก็รู้สึกเหมือนเหยียบโดนอะไรบางอย่าง

            ซูหนานจิ่นก้มลงมอง

            นี่คือสมองกลที่เขาเคยให้เป็นของขวัญลั่วลั่วไม่ใช่เหรอ?!

            “แม่ครับ? ทำไมสมองกลของลั่วลั่วถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

            เมื่อซูหนานจิ่นหยิบสมองกลขึ้นมา เขาก็พบว่ามันถูกล้างข้อมูลไปหมดแล้ว

            ครั้นเห็นว่าปิดบังต่อไปไม่ได้ คุณนายซูจึงจำใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้ฟัง

            ตอนท้ายเธอยังเน้นย้ำอีกว่า “เรื่องนี้เสี่ยวซีก็ไม่ได้ตั้งใจนะลูก เธอแค่จะดาวน์โหลดเอกสารทบทวนบทเรียนเท่านั้นเอง ไม่รู้ว่ายัยเด็กนั่น ปกติก็ดูเรียบร้อยดี ทำไมจู่ ๆ ถึงได้โมโหร้ายขนาดนี้!”

            ซูหนานจิ่นกำสมองกลในมือแน่น เขามองไปยังน้องสาวแท้ ๆ ที่หลบอยู่หลังแม่ของตนด้วยแววตาลุ่มลึก

            “ถ้าแค่ดาวน์โหลดเอกสารแล้วถึงขั้นพลาดไปกดสมัครแต่งงานผ่านการจับคู่พันธุกรรมได้ละก็ ปีหน้าเธอก็คงสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิไม่ติดหรอก!”

            ซูเสี่ยวซี “...”

            คุณนายซูขมวดคิ้ว “หนานจิ่น ทำไมพูดแบบนั้นล่ะลูก? เสี่ยวซีเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของลูกนะ ตอนนั้นที่น้องหายไป...”

            ซูหนานจิ่นไม่อยากฟังเรื่องที่แม่พูดซ้ำมาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เขาหยิบหมวกทหารขึ้นมาสวมแล้วลุกขึ้นเดินออกไปทันที

            คุณนายซูรีบวิ่งตามออกไป “หนานจิ่น ลูกเพิ่งกลับมาถึงบ้าน นี่จะไปไหนอีก?”

            “ไปศูนย์บัญชาการกลางเพื่อตามตัวลั่วลั่วกลับมา ส่วนเธอ...” ซูหนานจิ่นหันกลับมา มองซูเสี่ยวซีที่ทำหน้าราวกับเจ็บปวดแสนสาหัส ดวงตาแดงก่ำ “ก็รอขอโทษลั่วลั่วซะ!”

            เมื่อร่างของซูหนานจิ่นหายลับไปจากหน้าประตูใหญ่ ซูเสี่ยวซีก็ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้โฮออกมา

            “คุณแม่คะ ทำไมพี่ใหญ่ต้องทำกับหนูแบบนี้ด้วย ทั้งที่หนูเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเขานะคะ ทำไมเขาถึงดีกับซูลั่วนัก? หรือว่าหนูไม่ควรกลับมาเลย หนูควรจะตายไปในอุบัติเหตุครั้งนั้นใช่ไหมคะ!”

            คุณนายซูใจสลาย รีบโผเข้ากอดลูกสาว “เสี่ยวซีอย่าร้องไห้เลยนะ ต้องมีการเข้าใจผิดอะไรกันแน่ ๆ เดี๋ยวรอพี่ใหญ่กลับมา แม่จะให้เขามาขอโทษลูกนะ”

            ซูเสี่ยวซีร้องไห้สะอึกสะอื้นในอ้อมกอดของคุณนายซู แต่ในใจกลับคิดว่า: ให้ดีที่สุดคือตอนที่ซูหนานจิ่นไปถึง ซูลั่วก็จดทะเบียนสมรสกับคู่ของมันไปแล้ว!

            แล้วก็ให้ดีที่สุดคือคู่แต่งงานของมันเป็นไอ้พวกขี้เหร่ไร้ประโยชน์สักคน!

            แบบนั้น ‘น้ำตา’ ทั้งหมดที่เธอเสียไปในวันนี้ ก็จะถือว่าไม่สูญเปล่า!

            และซูลั่ว ก็จะได้ไสหัวไปจากตระกูลซูอย่างถาวร!

            .

            .

            ภายในห้องรับรองสุดหรูสำหรับสมาชิกระดับสูง ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นฟีโรโมนเข้มข้น

            ซูลั่วขยี้ตาตื่นขึ้น และพบว่าตัวเองนอนอยู่บนโซฟาสีแดงเพียงลำพัง บนตัวมีผ้าห่มผืนบางคลุมอยู่

            ส่วนเด็กหนุ่มหูจิ้งจอกคนนั้น...กลับหายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย

            ถ้าไม่ใช่เพราะในอากาศยังมีกลิ่นไม้ซีดาร์หลงเหลืออยู่ เธอก็คงคิดว่าตัวเองแค่ฝันไป!

            แล้วนี่มันสถานการณ์อะไรกัน?

            พอเขาผ่านช่วงเวลาอ่อนไหวไปแล้ว ก็มานึกเสียใจทีหลัง เลยอยากจะหย่ากับเธองั้นเหรอ?

            นี่ฉัน...โดนผู้ชายทิ้งอีกแล้วเหรอ?