ภายในโพรงใต้ดินยังคงเงียบงัน
มีเพียงเสียงลมหายใจหนักของหลินเซวียนที่ดังอยู่แ่เบา
หลังผนึกิญญาเร่ร่อน เขายังคงนั่งพิงกำแพงหิน ใบหน้าซีดเผือด มือทั้งสองสั่นไม่หยุด
หัวของเขาปวดราวกับถูกของแหลมแทงซ้ำ ๆ จากด้านใน
ยิ่งพยายามตั้งสติ ก็ยิ่งได้ยินเสียงกระซิบดังแว่วมาจากความมืด
“หนาว…”
“ช่วยข้าด้วย…”
“อย่าทิ้งข้า…”
หลินเซวียนกัดฟันแน่น
เขารู้ดีว่าเสียงเ่าั้ไม่ใช่ภาพลวงธรรมดา
ั้แ่เปิดดวงตามองเห็นกรรม โลกก็เริ่มเปลี่ยนไป
บางครั้ง เขาเห็นเงาคนยืนอยู่ปลายทางเดิน
แต่พอกะพริบตา เงานั้นกลับหายไป
บางครั้ง เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังยืนอยู่ด้านหลัง
จ้องมองเขาเงียบ ๆ
“ลุกไหวหรือไม่”
เสียงชายถือดาบดังขึ้น
หลินเซวียนเงยหน้าช้า ๆ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
ชายผู้นั้นมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
สายตาเย็นนิ่งกว่าก่อนหน้านี้
ไม่ใช่ความเอ็นดู
แต่เป็การเฝ้าระวัง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับโคมิญญาเมื่อครู่…
ผิดปกติเกินไป
แม้แต่คนของหอเฝ้าราตรีอีกสองคนยังเริ่มมองหลินเซวียนเงียบ ๆ ราวกับกำลังประเมินบางอย่าง
แต่ไม่มีใครถามอะไร
ชายถือดาบเพียงกล่าวขึ้นเรียบ ๆ
“โพรงนี้ยังไม่จบ”
หลินเซวียนชะงักเล็กน้อย
“หมายความว่าอย่างไร”
อีกฝ่ายไม่ตอบทันที
เพียงยกคบเพลิงขึ้น แล้วเดินลึกเข้าไปด้านในต่อ
ทุกคนจึงจำต้องตามไป
ยิ่งเดินลึก อากาศยิ่งหนาวเย็น
กำแพงหินรอบด้านเริ่มเปลี่ยนไปจากโพรงธรรมดา
ร่องรอยการขุดหยาบ ๆ หายไป
แทนที่ด้วยกำแพงหินสีดำเก่าแก่
บนผนังมีอักขระโบราณสลักไว้เต็มไปหมด
บางตัวคล้ายอักษร
บางตัวกลับเหมือนรอยบิดเบี้ยวของสิ่งมีชีวิต
หลินเซวียนเพียงมองไม่นาน ก็รู้สึกเวียนหัวทันที
และยิ่งเดินลึก เขายิ่งเห็นบางอย่างมากขึ้น
โซ่เหล็กขนาดมหึมาถูกฝังอยู่ในกำแพง
บางเส้นหนาเท่าลำต้นไม้
ทั่วโซ่เต็มไปด้วยอักขระผนึกที่ซีดจางไปตามกาลเวลา
พื้นดินบางส่วนยังมีร่องรอยค่ายกลแตกสลาย
รอยแตกจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วทางเดิน
ราวกับที่นี่เคยเกิดการต่อสู้อันรุนแรงมาก่อน
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ—
ทุกอย่างดูเก่าแก่เกินกว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จะเกี่ยวข้องได้
ชายถือกระดิ่งกล่าวเสียงต่ำ
“ที่นี่… ไม่น่าใช่ของยุคปัจจุบัน”
ชายถือดาบไม่ได้ตอบ
แต่สีหน้าของเขาหนักอึ้งกว่าเดิมชัดเจน
ทันใดนั้น หลินเซวียนก็หยุดเดิน
สายตาของเขาจับจ้องกำแพงหินด้านหนึ่ง
เขาเห็น “กรรม”
เส้นสีดำจำนวนมหาศาลเกาะอยู่บนผนังนั้น ราวกับคราบเืที่ฝังลึกลงในหิน
โดยไม่รู้ตัว เขาค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะกำแพง
ในชั่ววินาทีที่ปลายนิ้วัั—
ภาพบางอย่างพลันะเิเข้าสู่หัวของเขา
เปลวไฟ
เสียงกรีดร้อง
ผู้คนในชุดโบราณกำลังยืนล้อมค่ายกลขนาดมหึมา
ทั่วร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยเื
บางคนกำลังร้องะโ
บางคนกำลังถูกบางสิ่งลากลงสู่ความมืด
เหนือค่ายกลนั้น—
โซ่ั์จำนวนมากกำลังถูกดึงจนตึง
และกลางความมืด…
มีบางสิ่งกำลังดิ้นรน
หลินเซวียนสะดุ้งเฮือก รีบดึงมือกลับทันที
ภาพทั้งหมดแตกสลาย
เขาหอบหายใจแรง ใบหน้าซีดลงอีกครั้ง
“เ้าเห็นอะไร”
เสียงชายถือดาบดังขึ้นด้านหลัง
หลินเซวียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้า… เห็นไม่ชัด”
ชายผู้นั้นจ้องเขาอยู่ชั่วครู่ แต่ไม่ได้ถามต่อ
ทุกคนเดินต่อไปอีกระยะ
จนกระทั่ง—
ทางเดินสิ้นสุดลง
เบื้องหน้าของทุกคน คือ “ประตูหิน” ขนาดมหึมา
มันสูงหลายจั้ง
ทั่วทั้งบานเต็มไปด้วยอักขระโบราณที่ไม่มีใครอ่านออก
รอยมือสีดำจำนวนมากปรากฏอยู่ทั่วประตู
ราวกับมีใครเคยพยายามผลักมันจากอีกด้านหนึ่ง
และรอบประตูนั้น…
มีโซ่ตรวนั์หลายสิบเส้นพันเอาไว้แ่า
เพียงมอง ก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักอึ้ง
ในวินาทีนั้นเอง—
กริ๊ง…
กระดิ่งที่เอวของชายถือดาบพลันดังขึ้นเอง
เสียงกระดิ่งไม่ดังมาก
แต่ทั่วทางเดินกลับเงียบลงทันที
ทุกคนชะงัก
เพราะก่อนหน้านี้…
กระดิ่งไม่เคยดังเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สีหน้าของชายถือกระดิ่งซีดลงทันที
“ข้างในนั้น…”
เขากลืนน้ำลายช้า ๆ
“ยังมีบางสิ่งอยู่”
ไม่มีใครพูดต่อ
อากาศรอบด้านเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ
และในตอนนั้นเอง—
โคมิญญาที่เอวของหลินเซวียนเริ่มร้อนขึ้นช้า ๆ
เขาชะงักทันที
เปลวไฟสีทองดำภายในโคมเริ่มสั่นไหว
แสงจาง ๆ รั่วออกมาจากรอยแกะสลักบนตัวโคม
หัวของหลินเซวียนเริ่มปวดอีกครั้ง
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความมืด
แ่เบา…
แต่ชัดเจนอย่างประหลาด
“ผู้ถือโคม…”
หลินเซวียนตัวแข็งค้าง
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“ผนึก… กำลังแตก…”
เสียงเย็นเยียบราวกับดังมาจากใต้พื้นดินลึกสุดหยั่ง
เขารีบหันมองรอบด้าน
แต่ไม่มีใครแสดงท่าทีว่าตนได้ยิน
ราวกับมีเพียงเขาคนเดียวที่ได้ยินเสียงนั้น
ชายถือดาบเริ่มตรวจสอบอักขระบนประตูอย่างระมัดระวัง
ส่วนคนอื่นกำลังสำรวจร่องรอยรอบ ๆ
แต่หลินเซวียนกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่าง
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ดวงตาแห่งกรรมเปิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
และในชั่วขณะนั้นเอง—
เขาเห็น
ใต้ประตูหินมหึมา
ภายในความมืดลึกสุดหยั่ง
มี “บางสิ่ง”
กำลังขยับช้า ๆ
แล้วดวงตาคู่นั้น…
ก็ค่อย ๆ ลืมขึ้นอีกครั้ง…