บทที่ 1 อันอันคือเด็กที่ไม่มีใคร้า
ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าซิ่งฝูที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง A ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูทรุดโทรมและอ้างว้าง หญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าแสดงถึงความใจคอคับแคบกำลังใช้มือหยาบกระด้างกระชากคอเสื้อด้านหลังของเ้าก้อนแป้งน้อยคนหนึ่งจนตัวลอย พร้อมกับแผดเสียงด่าทออย่างดุดัน
“ยัยเด็กเวร! วัน ๆ เอาแต่ี้เี สั่งให้กวาดลานบ้านแค่นี้ยังกล้าแอบวิ่งหนีไปเที่ยวเล่นอีกนะ!”
“อันอันไม่ได้วิ่งหนีนะคะ ผู้อำนวยการ...”
เด็กน้อยวัยเพียงสามขวบครึ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอมีชื่อเล่นว่าอันอัน ส่วนชื่อจริงนั้นยังไม่มีใครทราบว่าคือชื่ออะไร
เนื่องจากอันอันเผชิญกับภาวะอดอยากมาเป็เวลานาน ร่างกายของเธอจึงผอมโซและขาดสารอาหารอย่างหนัก ทำให้เธอดูตัวเล็กและบอบบางกว่าเด็กในวัยเดียวกันมากนัก เธอพยายามหดคอหนีด้วยความหวาดกลัวพลางเอ่ยอธิบายด้วยเสียงแ่เบา
“ผู้อำนวยการขา อันอันเข้าไปในครัวเพื่อหาของทานค่ะ ั้แ่เมื่อคืนอันอันยังไม่ได้ทานอะไรเลย เช้านี้ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง อันอันหิวเหลือเกินค่ะ...”
ในขณะนั้นท้องของเธอส่งเสียงประท้วงอย่างหนัก แต่ทว่าเธอยังไม่ทันจะได้ทานหมั่นโถวลูกเล็กในมือจนหมด ก็ถูกจงซิ่วเหมยกระชากตัวออกมาเสียก่อน
จงซิ่วเหมย ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ จ้องมองใบหน้าซูบผอมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นของอันอันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ เธอใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนหน้าผากของเด็กน้อยอย่างแรงจนเกิดรอยแดงชัดเจน
“กิน กิน กิน! ในหัวมีแต่เื่กิน! ถ้าลานบ้านยังกวาดไม่สะอาด อย่าหวังเลยว่าจะได้เสนอหน้าเข้าไปในครัวอีก!”
เดิมทีจงซิ่วเหมยยอมรับเลี้ยงอันอันไว้ก็เพราะในตอนแรกเด็กคนนี้หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม เธอแอบหวังลึก ๆ ว่าจะสามารถหาครอบครัวมหาเศรษฐีมาอุปถัมภ์รับเลี้ยงอันอันไปได้ เพื่อที่เธอจะได้รับเงินสนับสนุนก้อนโตมาเติมเต็มกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง
แต่ทว่าความจริงกลับไม่เป็เช่นนั้น ยิ่งเวลาผ่านไปอันอันกลับยิ่งผอมแห้งลงเรื่อย ๆ จนดูไม่มีราศี และทุกครั้งที่มีผู้ใจบุญมาเยี่ยมเยียน อันอันก็มักจะแสดงอาการหวาดกลัวและหลบซ่อนตัวเสมอ ท่าทางที่ดูขี้ขลาดและไม่กล้าสู้หน้าคนทำให้เธอไม่เป็ที่ประทับใจของใครเลย
จงซิ่วเหมยยังคงอารมณ์เสียไม่หาย เธอเตรียมจะหยิบไม้กวาดขึ้นมาฟาดเพื่อระบายโทสะ อันอันรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นแล้วใช้มือน้อย ๆ กอดศีรษะตัวเองไว้แน่นพร้อมกับหลับตาปี๋ด้วยความหวาดหวั่น
ในจังหวะนั้นเอง เด็กชายรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งเดินออกมาจากตัวอาคาร ในข้อมือของเขาสวมสร้อยข้อมือเงินที่ดูมีราคา เขาะโลั่น
“คุณย่า! ผมหิวแล้ว! ผมจะกินเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ!”
เขาคือจงเสี่ยวเฉียง หลานชายสุดที่รักของจงซิ่วเหมย ซึ่งอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์แห่งนี้กับคุณย่าของเขา จงซิ่วเหมยที่ปฏิต่อเด็กคนอื่นอย่างร้ายกาจ กลับแสดงความรักและความตามใจต่อหลานชายอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าสถานสงเคราะห์จะได้รับของบริจาคดี ๆ อะไรมา เธอจะเก็บไว้ให้จงเสี่ยวเฉียงก่อนเสมอ รวมถึงกำไลเงินคู่นั้นที่ความจริงแล้วเป็ของติดตัวของอันอัน แต่จงซิ่วเหมยกลับยึดมาให้หลานชายของเธอสวมใส่แทน
เมื่อได้ยินเสียงหลานชาย จงซิ่วเหมยก็เปลี่ยนท่าทีเป็อ่อนโยนทันที
“จ้ะ ๆ ย่าจะพาไปกินเนื้อชิ้นโต ๆ เลยนะลูก กินให้เต็มที่เลย”
ก่อนจะเข้าครัวไป เธอไม่ลืมที่จะหันมาถลึงตาใส่อันอัน
“รีบกวาดให้สะอาด! ถ้ายังเห็นเศษฝุ่นล่ะก็ วันนี้แกไม่ต้องกินข้าว!”
จงเสี่ยวเฉียงหันมามองอันอันพลางทำหน้าทะเล้นเยาะเย้ย ท้องของอันอันส่งเสียงร้องประท้วง ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำด้วยความรู้สึกอัดอั้น เธอรู้ดีว่าเธอคือเด็กที่ไม่มีใคร้า น้ำตาเม็ดใสเริ่มร่วงหล่นลงมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ อันอันรีบเช็ดน้ำตาแล้วหยิบไม้กวาดที่สูงกว่าตัวเธอมาก ขึ้นมาพยายามกวาดลานบ้านอย่างสุดกำลัง เพราะหากกวาดไม่สะอาด วันนี้เธอคงต้องอดอาหารจริง ๆ
ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่เริ่มสาดส่อง เสียงเครื่องยนต์รถยนต์จากระยะไกลค่อย ๆ ดังชัดขึ้นและมุ่งตรงมายังบ้านแห่งความสุขแห่งนี้ เพียงครู่เดียว รถลินคอล์นรุ่นยาวพิเศษพร้อมกับรถเบนท์ลีย์สีดำอีกสี่คันก็เข้ามาจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูใหญ่
บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทลงจากรถและเข้าประจำตำแหน่งอย่างเป็ระเบียบ บอดี้การ์ดนายหนึ่งเปิดประตูรถคันหรูด้วยความเคารพ
“ท่านประธานครับ ถึงสถานสงเคราะห์แล้วครับ”
ภายในห้องโดยสารด้านหลัง พนักพิงเบาะถูกปรับระดับให้ต่ำลง บุรุษที่นั่งอยู่บนนั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แพขนตายาวทอดเงาจาง ๆ ลงบนโหนกแก้มดูมีเสน่ห์อย่างลึกลับ
ฉินฮ่าวเฉินก้าวลงจากรถ รองเท้าหนังสีดำขัดเงาััพื้นอย่างมั่นคง เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาและกางเกงสแล็กสีดำทรงเนี๊ยบ แม้จะแต่งกายเรียบง่ายแต่มันกลับส่งเสริมให้เขาดูสูงส่งและมีอำนาจ คิ้วเข้มพาดเฉียงขึ้นรับกับดวงตาคมลึกที่แฝงไปด้วยความเ็าและโดดเดี่ยว จนผู้ที่พบเห็นต่างรู้สึกเกรงขามเพียงแค่แรกเห็น
สายตาของฉินฮ่าวเฉินหยุดนิ่งอยู่ที่ป้ายสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าซิ่งฝู นี่คือสถานสงเคราะห์แห่งที่ 129 ที่เขาเดินทางมาค้นหา และเป็วันที่ 1,000 พอดีนับั้แ่ลูกสาวของเขาหายสาบสูญไป แม้พวกโจรลักพาตัวจะได้รับโทษไปแล้ว แต่ลูกสาวของเขากลับยังไร้ร่องรอย ไม่ว่าจะมีเบาะแสเพียงน้อยนิดเพียงใด เขาจะทิ้งทุกภารกิจเพื่อมาตรวจสอบด้วยตัวเองเสมอ แม้ผลที่ได้รับจะเป็ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม
จากรายงานล่าสุดพบว่าที่นี่เคยรับเลี้ยงเด็กที่มีอายุไล่เลี่ยกับลูกสาวของเขา ฉินฮ่าวเฉินจึงเดินทางมาทันที ความอ่อนล้าจากการนอนไม่หลับปรากฏชัดบนใบหน้าแต่ก็ถูกบดบังด้วยความเคร่งขรึม ในขณะที่เขากำลังจะยื่นมือไปกดกริ่ง เสียงนุ่มนิ่มของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“คุณลุงขา มาหาใครเหรอคะ?”
ฉินฮ่าวเฉินค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมองต้นเสียง ภายในรั้วเหล็กมีเด็กน้อยคนหนึ่งยืนถือไม้กวาดทางมะพร้าวอันเขื่อง ใบหน้าที่ดูผอมโซและมอมแมมนั้นไม่ได้ลดทอนความสดใสของดวงตากลมโตคู่นั้นลงเลย ในวินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดกึก สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เพราะเด็กน้อยคนนี้มีใบหน้าเหมือนกับเย่เจาซือภรรยาของเขาในตอนเด็กอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยส่วนตัวที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาอุทานเบา ๆ
“ท่านประธานครับ เด็กคนนี้หน้าเหมือนภรรยาของท่านมากเลยครับ!”
ฉินฮ่าวเฉินดึงสติกลับมาได้ในที่สุด เขาขยับริมฝีปากเอ่ยเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า
“อันอัน...”
อันอันแสดงสีหน้ามึนงง เธอเกาศีรษะเบา ๆ พลางสงสัยว่าทำไมคุณลุงแปลกหน้าถึงรู้ชื่อของเธอได้ เธอเอียงคอถาม
“คุณลุงรู้จักอันอันด้วยเหรอคะ?”
ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองเด็กน้อยอย่างไม่วางตาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงตวาดแหลมสูงก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด
“อันอัน! บอกให้กวาดลานบ้านให้สะอาดไม่ใช่เหรอ? ทำไมพื้นยังสกปรกแบบนี้! นี่แกแอบอู้งานไปคุยเล่นอีกแล้วใช่ไหม!”
เมื่อได้ยินเสียงด่าที่คุ้นเคย ร่างเล็ก ๆ ของอันอันก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวทันที เธอรีบกระชับด้ามไม้กวาดไว้แน่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“คุณลุงขา อันอันต้องไปกวาดพื้นแล้วค่ะ”
พูดจบเธอก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“อันอัน…“
เสียงเรียกของฉินฮ่าวเฉินไม่สามารถหยุดยั้งเด็กน้อยได้
ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองแผ่นหลังที่ผอมบางและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นด้วยความะเืใจ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เย็นเยียบถึงขีดสุด เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงอำมหิต
“พังประตูทิ้งซะ!”
“รับทราบครับ ท่านประธาน!”