ยามอาทิตย์โพล้เพล้เริ่มลับขอบฟ้า หลังเสร็จสิ้นภารกิจในราชสำนัก จื่อถงมักถูกเหล่าสหายขุนนางน้อยใหญ่รั้งตัวไว้ ตำแหน่งรองเสนาบดีหาใช่สิ่งได้มาด้วยเงินทองหรืออำนาจเพียงลำพังไม่ หากต้องอาศัยปัจจัยมากมายทั้งเส้นสายความสัมพันธ์ การสนับสนุนจากผู้ทรงอำนาจ ผลงานเป็ที่ประจักษ์แก่สายตา ความไว้วางพระทัยของฮ่องเต้ผู้เป็เ้าแผ่นดิน และที่สำคัญคือ เวลา
ตำแหน่งนี้หาได้มาโดยง่าย แต่กลับสามารถสูญเสียได้เพียงชั่วพริบตา หลายคนในอดีตที่ใจร้อนทะเยอทะยานขึ้นสู่ที่สูงเร็วเกินควร ก็ล้วนแต่จบสิ้นด้วยหายนะ บางคนถึงขั้นถูกปะาชีวิตทั้งตระกูล เหลือเพียงเถ้าธุลีเป็อนุสรณ์
เมื่อจื่อถงได้ตำแหน่งนี้ ก็ประดุจหมาป่าที่อยู่ใต้เงาราชสีห์ อำนาจในมือมากล้นจนกลายเป็จุดสนใจของผู้คนรอบด้าน ครอบครัวขุนนาง คหบดี และเศรษฐีต่างพากันหลั่งไหลเข้าหา แย่งกันส่งเทียบเชิญเข้าออกจวนแทบไม่เว้นวัน บ่าวเฝ้าหน้าประตูต้องวิ่งวุ่นเข้าออกจนแข้งขาอ่อนเปลี้ยแทบทรงตัวไม่อยู่
ทว่าจื่อถงกลับตอบปฏิเสธเสียเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงเทียบเชิญที่อาจเกื้อหนุนให้เขาก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงส่งยิ่งขึ้นในภายภาคหน้าเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เหล่าผู้ที่หวังอาศัยบารมีของเขา เกาะชายแขนเสื้อเป็บันไดสู่ตำแหน่งใหญ่โต จึงทำได้เพียงดักรอเขายามเลิกงาน เพียรพยายามเข้าใกล้ สานไมตรีประหนึ่งมิตรสหาย หวังจะได้พื้นที่ในสายตาของเขาสักนิด
การเลี้ยงสังสรรค์สำหรับบุรุษแล้วล้วนขาดไม่ได้ทั้ง สุรา อาหาร และสตรี ณ หอหย่งเล่อ หอคณิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง มีเพียงผู้มีบรรดาศักดิ์สูงส่งและพ่อค้าเศรษฐีเท่านั้นที่สามารถเข้าใช้บริการได้ เหตุเพราะที่นี่เก็บค่าเข้าถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงินโดยไม่รวมค่าสุราและอาหารเลิศรส พ่อครัวผู้ปรุงอาหารมากประสบการณ์ เคยรับใช้ราชวงศ์ในวังหลวงมาก่อน ดังนั้นอาหารโอชะชนิดใดที่ฮ่องเต้เคยเสวย หอหย่งเล่อสามารถรังสรรค์ขึ้นมาได้ทั้งหมด เพื่อบริการแก่แขกบุรุษกระเป๋าหนักในเมืองหลวงเซิ่งโจวแห่งนี้
บรรยากาศหอคณิกาดั่ง์วิมานชั้นฟ้าของบุรุษวัยฉกรรจ์ สตรีโฉมงามบรรเลงพิณสาย ขับร้องเสียงไพเราะประดุจสกุณาเปล่งเสียงยามรุ่งอรุณ ท่ามกลางหมู่มวลบุปผาเบ่งบานขยับไหวตามลม เหล่าหญิงงามห่มผ้าน้อยชิ้น เผยเนินอกขาวเนียนกระจ่าง แกว่งแขนโบกมือส่ายสะโพกร่ายรำราวนกยูงสยายปีกกว้าง อาภรณ์พลิ้วไหวตามทำนองขับขาน เสียงน้ำตกจำลองกังวานสร้างหมอกควันลอยอ้อยอิ่งดั่งมวลเมฆบนผืนฟ้า
หญิงคณิกาแห่งหอหย่งเล่อ ต่างเลื่องชื่อว่าเป็โฉมงามผู้เปี่ยมเสน่ห์สะคราญตา จนผู้คนต่างเล่าลือไปทั่วหัวระแหง บุรุษน้อยใหญ่ล้วนปรารถนาจะได้เชยชม ถึงขั้นต้องหลั่งโลหิต ห้ำหั่นแย่งชิงกันเพียงเพื่อ่ชิงรอยยิ้มจากนารีในหอนี้สักครา
จื่อถงก้าวลงจากรถม้าพร้อมสหายขุนนาง พลันแหงนหน้ามองป้ายไม้ขนาดใหญ่ แกะสลักลวดลายบุปผางามประณีต อักษร ‘หอหย่งเล่อ’ เขียนด้วยหมึกสีดำขลับ ภายใต้โคมไฟสีแดงสองดวง ส่องแสงสว่างวาบหวามในยามราตรี
หน้าประตูใหญ่ของหอหย่งเล่อ ปรากฏสตรีสองนางรูปร่างอ้อนแอ้นอรชร เอวคอดกิ่วดุจกิ่งหลิว สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปบางเบา อวดรูปโฉมของสตรีเจริญวัย ใบหน้าผัดแป้งนวลขาวผ่อง ปากเล็กทาชาดแดงก่ำ แต่งกายเย้ายวนยืนเรียกแขกอยู่หน้าประตู
เ้ากรมอากรหม่า เป็แขกบรรดาศักดิ์สูงส่งประจำของที่นี่ เงินเดือนตำแหน่งเ้ากรมอากรอย่างน้อยสองในสามถูกนำมาถลุงที่หอคณิกาแห่งนี้ มีหรือที่หญิงคณิกาเหล่านี้จะไม่รู้จักเขา เปรียบได้กับบ่อเงินบ่อทองของพวกนาง หญิงคณิกาบางคนปรนนิบัติใต้เท้าหม่าถึงกับเก็บหอมรอมริบจนไถ่ตัวออกไปได้หลายคน
“ใต้เท้าทั้งหลายเชิญขึ้นข้างบนเ้าค่ะ พ่อครัวได้เตรียมอาหารและสุราชั้นดีไว้พร้อมแล้ว”
หญิงคณิกาหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งยืนประจำอยู่หน้าประตู เอ่ยทักทายแขกผู้สูงศักดิ์ด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ก่อนจะส่งเสียงเรียกหญิงคณิกาคนอื่นๆ ให้เข้ามาปรนนิบัติคณะของเ้ากรมอากรหม่า บางนางก้าวเข้ามาออดอ้อน คล้องแขนจับมือ สร้างความสำราญให้ใต้เท้าทั้งหลายอย่างช่ำชอง
หญิงคณิกาโฉมงามนางหนึ่งก้าวเข้ามาใกล้จื่อถง นิ้วเรียวขาวกำลังเอื้อมออกมา หมายจะเกาะแขนเขา ทว่าจื่อถงเพียงเหลือบมองด้วยหางตา ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงห้าม ราวกับบอกเป็นัยว่า เขาสามารถก้าวขึ้นบันไดเองได้ ไม่จำเป็ต้องมีผู้ใดประคอง
จากนั้น จื่อถงก็เดินตามเหล่าสหายขุนนางขึ้นไปอย่างสงบนิ่ง โดยปราศจากหญิงคณิกาเคียงข้างแม้แต่นางเดียว
หญิงคณิกาผลักบานประตูห้องรับรองให้เปิดออก กลิ่นหอมอ่อนจางของกำยานลอยฟุ้งต้อนรับแขกผู้มาเยือน ภายในห้องรับรอง มีโต๊ะไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยเก้าอี้เจ็ดแปดตัว บนโต๊ะจัดวางอาหารเลิศรสนับสิบๆ อย่าง เตรียมไว้พร้อมสรรพ
เหล่าหญิงคณิกาพาใต้เท้าทั้งหลายนั่งประจำที่อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะรินสุราให้ด้วยท่าทีรู้ใจ กลิ่นสุราหอมกรุ่นผสานกับกลิ่นกายละมุนของสตรี แผ่ซ่านชวนให้จิตใจบุรุษเคลิบเคลิ้มลุ่มหลง
วาจาที่พวกนางเอื้อนเอ่ยนั้นอ่อนหวานนุ่มนวล ดุจเสียงแมวขี้อ้อนคลอเคลียอยู่ข้างกาย เสียงหัวเราะคิกคักแ่เบาแฝงเสน่ห์ยั่วยวน ลอยคลอเคล้ากับบรรยากาศภายในห้อง จนยากที่จะวางใจให้เป็ปกติ
“เนื่องจากใต้เท้าจื่อได้เลื่อนขั้นเป็รองเสนาบดี วันนี้ข้าขอเป็ตัวแทนดื่มฉลองยินดีให้ใต้เท้าจื่อพบเจอแต่ความรุ่งเรืองตลอดไป” เ้ากรมอากรหม่ากล่าว สหายขุนนางร่วมโต๊ะต่างส่งเสียงพลางยกจอกสุราขึ้นแสดงความยินดี
หญิงคณิกานางหนึ่งนั่งอิงแอบบนตักใต้เท้าหม่า มือเรียวงามรินสุราลงในจอกกระเบื้องเคลือบเนื้อดี ประดับด้วยลวดลายดอกบัวบานราวหยาดน้ำค้างยามรุ่งสาง นางยกจอกขึ้นแนบชิดริมฝีปากใต้เท้าหม่า พลางส่งสายตาหยาดเยิ้มเย้ายวน ใต้เท้าหม่าหัวเราะในลำคออย่างพอใจ เอื้อมแขนโอบไหล่หญิงคณิกาเอาไว้แน่น ก่อนดื่มสุราจากมือโฉมสะคราญราวกับกลืนรสรักลงคอ เสียงหัวร่อของเขาดังกังวานไปทั่วห้อง
จื่อถงเพียงยกยิ้มมุมปากบางเบา ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นกล่าวขอบคุณใต้เท้าหม่าอย่างสุภาพตามมารยาท หญิงคณิกานางหนึ่งที่นั่งเคียงข้างเขาโน้มกายเข้ามาอย่างแเี กลิ่นกายสตรีผสานกลิ่นแป้งร่ำอ่อนบางลอยมาแตะจมูก เนินอกขาวผ่องดั่งปุยหิมะจงใจแนบลงบนต้นแขนของจื่อถงอย่างแ่เบา
มือเรียวของนางค่อยๆ รินสุราฤทธิ์แรงลงในจอกกระเบื้อง เสียงสุรากระทบขอบถ้วยใสดังแ่ จื่อถงเหลือบมองนางด้วยสีหน้าเ็า แววตาไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นเสียงเรียบ
“เ้ามีนามว่าอะไร?”
“ชื่อของข้าคือ ลั่วชิง เ้าค่ะใต้เท้า”
หญิงสาวเอ่ยตอบด้วยจังหวะเนิบช้า น้ำเสียงออดอ้อนแฝงเสน่ห์ยั่วยวน ใบหน้าขาวผุดผ่องสะท้อนแสงเทียนอ่อนหวาน มือขาวดั่งหยกสลักที่ไม่เคยตรากตรำทำงานหนักค่อยๆลูบไล้บนมือจื่อถงแ่เบา
ดวงหน้างามแฉล้มของลั่วชิงยามต้องแสงเทียนยามราตรี ช่างงดงามดุจสตรีสะคราญโฉมผู้หนึ่ง ดวงตาเรียวรีดั่งจิ้งจอกสาว แฝงแววเ้าเล่ห์เย้ายวน สร้างแรงดึงดูดดึงดูดบุรุษเพศได้ครั้งแล้วครั้งเล่า