บทที่73
บุกตระกูลหลี่[2]
บริเวณหน้าจวนของตระกูลหลี่ในยามนี้เหลือเพียงเศษซากอันแหลกสลายจากแรงระเบิดมหาศาลเมื่อครู่กำแพงหินสูงใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านบัดนี้พังทลายราวกับดินทรายบานประตูไม้เนื้อแข็งที่เคยขวางกั้นอาณาเขตตระกูลหลี่ บัดนี้หลงเหลือเพียงซากไหม้เกรียมชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กระจายเกลื่อนพื้น
กลิ่นควันและกลิ่นไหม้ลอยอวลอยู่ทั่วทั้งลานเปลวเพลิงยังคงลุกโชนเป็นระลอกตามซอกมุมของซากปรักหักพังควันดำหนาทึบลอยเอื่อยขึ้นสู่ฟ้า ม่านเถ้าถ่านบดบังแสงตะวันบางส่วนให้มัวหม่นลง
หยุนโม่ยืนอยู่เบื้องหน้าเงียบ ๆดวงตาภายใต้หน้ากากเหล็กกวาดมองภาพเบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง
เขาไม่ได้พูดสิ่งใดหากแต่พยักหน้าเบา ๆ แสดงความพึงพอใจในผลงานของตน
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้น สะบัดเบา ๆปราณวิญญาณไหลเวียนอย่างสงบ ก่อนจะเรียกโล่ปราณออกมาห่อหุ้มทั่วร่างปราณลักษณะโปร่งใสไหลเวียนไปทั่วชั้นผิวราวม่านน้ำบางเบาที่สามารถสกัดกั้นเปลวเพลิงและเศษถ่านที่ยังลุกไหม้ได้อย่างหมดจด
ก้าวเท้าของเขายังคงเรียบง่ายสม่ำเสมอ
ท่ามกลางเถ้าถ่านและไฟที่ลุกอยู่ใต้ฝ่าเท้า
หยุนโม่เดินเข้าสู่จวนตระกูลหลี่อย่างสง่างามราวกับเดินบนลานกระเบื้องหินเรียบในสวนหย่อม
ทุกย่างก้าวที่ผ่านเข้าไปในเศษซากกลับไร้ความเร่งรีบ เหมือนผู้มาเยือนที่เจ้าบ้านเชื้อเชิญอย่างเป็นทางการ
เมื่อล่วงผ่านประตูหน้าเขาก็เข้าสู่ลานกว้างของจวนตระกูลหลี่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยโอ่อ่าสง่างาม
ทว่าบัดนี้พื้นลานหินส่วนใหญ่แตกร้าว กระเบื้องกระจัดกระจายเศษไม้โครงสร้างและเศษอิฐป่นปลิวเกลื่อนทั่วบริเวณ เสาหินบางต้นล้มระเนระนาดแผ่นผนังอาคารบางส่วนถึงกับทรุดเอียงจากแรงสั่นสะเทือน
ถึงกระนั้นลานกว้างส่วนหนึ่งทางด้านทิศตะวันออกที่พ้นรัศมีของระเบิดยังคงสภาพเดิมอยู่
และ ณ ที่นั้นเองกลุ่มผู้ฝึกตนของตระกูลหลี่ที่หลบหนีจากประตูหน้าก็พากันถอยร่นมารวมตัวตั้งหลักไว้
ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น หลี่หยางอี้ผู้นำตระกูลหลี่ ยืนอยู่เบื้องหน้า
ใบหน้าของเขาซีดเผือดสีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดระแวง ดวงตายังไม่อาจเชื่อภาพที่ตนเองเห็น
หากเมื่อครู่เขาเลือกชะล่าใจอีกเพียงเสี้ยวลมหายใจ
หากเขาออกคำสั่งช้ากว่าเดิมเพียงหนึ่งคำ
บัดนี้เขาอาจได้ไปชมทิวทัศน์โลกหน้าแทนที่จะยืนอยู่ตรงนี้
เขากำหมัดแน่นแม้ปราณในร่างยังคงหมุนเวียน แต่ความมั่นใจของเขากลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง
หยุนโม่ยังคงย่างก้าวอย่างมั่นคงฝ่าเปลวเพลิง เศษซาก และกลุ่มควันที่ยังลอยอวลในอากาศจากแรงระเบิดเมื่อครู่
ร่างของเขาเคลื่อนไปช้า ๆ มั่นคงราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถขวางทางเขาได้แม้โล่ปราณจะยังคงห่อหุ้มร่างไว้เพื่อป้องกันสะเก็ดเพลิงและกลิ่นเขม่าควันแต่สายตาใต้หน้ากากเหล็กกลับทอดมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่
อีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นเขาก็จะเหยียบเข้าสู่บริเวณที่พวกหลี่หยางอี้กับคนในตระกูลหลี่ยืนรวมตัวตั้งหลักกันอยู่
ทว่า…
ในพริบตานั้นเอง
สัมผัสอันคมกล้าในจิตวิญญาณของหยุนโม่พลันสะท้านเยือกความรู้สึกหนาวเย็นอันแหลมลึกดังไอเหมันต์แล่นผ่านไขสันหลังโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
กลิ่นอายพลังอันเหนือล้ำ ทรงพลังและเย็นยะเยือกในระดับที่ยากจะบรรยายปรากฏขึ้นจากด้านหลัง
หยุนโม่ตอบสนองในทันทีร่างพลันหมุนกลับ หันไปมองเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว
สายตาของเขาพบเห็นชายชราคนหนึ่งปรากฏร่างอยู่ด้านหลังราวกับเหินออกมาจากเงาเถ้าถ่าน บุรุษผู้นั้นมีรูปร่างผอมแห้งใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของวัยชรา คิ้วขาวยาวตกลงมาถึงแก้มดวงตาเรียวยาวแฝงแววเหี้ยมเกรียม เสื้อคลุมสีดำเข้มปักลายงูมังกรพันรอบทั้งชุดผ้าคลุมด้านหลังปลิวสะบัดเล็กน้อยแม้ไม่มีลมพัด
บ่าทั้งสองข้างของมันแบกแรงกดดันล่องลอยราวขุนเขาทับฟ้ามือซ้ายไพล่หลัง มือขวาเหยียดออกฝ่ามือยกขึ้นสูงเหนือศีรษะพร้อมไอปราณที่หมุนวนเข้มข้นเหนือขอบเขตทั่วไปรังสีแห่งความตายแผ่ขยายโดยรอบจนแม้แต่เปลวเพลิงบนพื้นยังสั่นไหวตาม
“ตายซะ!!” เสียงคำรามต่ำดังลั่น แว่วออกจากปากของชายชรา
ฝ่ามือของชายชราอัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณสีเทาดำหมุนวนเป็นพายุจากบนอากาศมันฟาดลงราวกับอัสนีบาตที่พร้อมจะฉีกกระชากแผ่นหลังของหยุนโม่ให้แหลกเป็นผุยผง
เสียงอากาศแตกระเบิดเพราะแรงปราณวืดดดด!
เบื้องหน้าคนของตระกูลหลี่ต่างตกตะลึงโดยพร้อมเพรียง หลี่หยางอี้เบิกตากว้างสุดขีดสีหน้าแปรเปลี่ยนจากซีดเซียวเป็นตื่นตะลึงแทบขาดใจ
“ท่านบรรพชน!!”เสียงร้องตะโกนดังกังวานด้วยความดีใจปนโล่งใจเต็มเปี่ยม
หลี่จิ่วอานบรรพชนที่เก็บตัวของตระกูลหลี่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุด
“เดรัจฉาน!กล้าสังหารสมาชิกตระกูลข้า! ตายเสียเถอะ!!”
ชายชรากล่าวออกมาด้วยเสียงเยียบเย็นผสานรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่น เขากางฝ่ามือออกปราณวิญญาณสีเทาดำพวยพุ่งขึ้นดั่งพายุหมุน พลังสะสมในฝ่ามืออัดแน่นถึงขีดสุดก่อนจะฟาดลงใส่ร่างของหยุนโม่อย่างไร้ความปรานี
ในสายตาของหลี่จิ่วอานการโจมตีนี้หลบไม่พ้นอย่างแน่นอน ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนหลอมกายาขั้นสูงยังไม่แน่ว่าจะสามารถต้านทานการโจมตีเต็มพลังของเขาได้
ตูม!!
เสียงระเบิดของปราณวิญญาณดังสนั่นไปทั่วลานรัศมีของพลังทำลายล้างแผ่กระจายออกหลายสิบจั้งแผ่นหินเบื้องล่างแตกระเบิดเป็นเสี่ยง เศษอิฐและดินทรายปลิวว่อนม่านฝุ่นควันบดบังทุกสายตา พลังสะท้อนพวยพุ่งกระแทกกำแพงที่อยู่ห่างออกไปจนแตกร้าว
ผู้คนของตระกูลหลี่ต่างส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นใบหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“ท่านบรรพชนลงมือเอง...อีกฝ่ายต้องตายแน่นอน!”
“ไม่มีทางรอดได้!ไม่มีใครรอดจากฝ่ามือนั้นได้!!”
บรรยากาศรอบข้างคล้ายจะคลี่คลายทว่าทันใดนั้นเอง…
เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นกลางม่านหมอกปราณอันหนักหน่วงเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แฝงแววดูแคลนอย่างชัดเจน
“โอ้... ตาเฒ่านี่!ลอบโจมตีเช่นนี้ ยังกล้าปากดีอีกเรอะ?”
เสียงนั้นเสียดแทงเข้าสู่โสตประสาทของทุกผู้คนทั่วลานทำให้ความเงียบแผ่ขยายโดยพลัน ม่านควันที่ค่อย ๆสลายเผยให้เห็นภาพที่ทำให้ผู้คนแทบหยุดหายใจ
ร่างของหยุนโม่ยังคงยืนอยู่ตรงจุดเดิม...ไม่เพียงไร้ร่องรอยบาดเจ็บหากแต่ยังยกแขนขวาขึ้น ฝ่ามือของเขาในยามนี้กำลังคว้าจับฝ่ามือของหลี่จิ่วอานไว้แน่นหนา!!
ชั้นผิวของฝ่ามือที่คว้าจับนั้นมิใช่เนื้อหนังธรรมดาหากแต่ห่อหุ้มด้วยถุงมือเหล็กสีดำทะมึน รูปทรงล้ำสมัยแผ่รังสีเย็นเยียบจนรอบด้านเงียบงัน
ใช่แล้วนั่นคือส่วนหนึ่งของชุดเกราะพยัคฆ์ทมิฬที่ลือกันว่าผลิตจากร่างกายของพยัคฆ์เกราะทมิฬผสมผสานกับเทคโนโลยีลับจากต่างแดนหยุนโม่เรียกใช้เพียงแค่ ถุงมือเกราะ เท่านั้นหากแต่กลับหยุดพลังระดับบรรพชนของตระกูลหลี่ไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับจับไม้แห้ง
ดวงตาของหลี่จิ่วอานเบิกกว้างด้วยความตระหนกเขาพยายามดึงมือของตนเองกลับมาอย่างเร่งรีบ ทว่าฝ่ามือนั้นกลับไม่ขยับแม้แต่น้อยราวกับโดนตอกตรึงไว้กับขุนเขา
และในจังหวะนั้นเอง ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งของหยุนโม่ก็เคลื่อนไหว!
มือซ้ายพุ่งออกอย่างว่องไวนิ้วทั้งห้าเรียงแนบกันแน่นดุจปลายกระบี่ เกราะเหล็กเคลือบลายแสงบาง ๆของปราณพิเศษ ระยิบระยับอย่างเย็นชา
แรงปะทะที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณระเบิดออกจากนิ้วทั้งห้า
ตูม! ฝ่ามือนั้นแทงทะลวงเข้าใส่อกของหลี่จิ่วอานอย่างแม่นยำ
ฝ่ามือของหยุนโม่พุ่งทะลวงเข้าใส่อกของหลี่จิ่วอานตรงจุดสำคัญจุดตันเถียน พลังที่ถูกอัดแน่นไว้ในนิ้วทั้งห้าทะลุผ่านผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นปราณอย่างง่ายดาย ดั่งกระบี่ที่สอดเข้าในหิมะ ไม่พบแรงต้านแม้แต่น้อย
พรืดดด!!
ร่างของบรรพชนตระกูลหลี่ผงะไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำโต เลือดสีคล้ำทะลักออกจากริมฝีปากละอองเลือดพุ่งขึ้นกลางอากาศราวกับม่านหมึก
ดวงตาที่เคยเหี้ยมเกรียม บัดนี้เบิกกว้างเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อ
“เป็นไป...ไม่ได้...”
เสียงครางแผ่วเบาในลำคอของชายชราแฝงไว้ด้วยความไม่ยินยอม ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับภาพที่ตนต้องยอมรับ
หยุนโม่ยังคงเงียบ ไม่กล่าวคำไม่เปล่งถ้อยวาจา ในยามนี้ มือข้างขวาของเขายังจับข้อมือของชายชราไว้แน่นหนา
แต่เพียงอึดใจถัดมา เขากลับ ปล่อยมือ
แล้วในพริบตาเดียวกันฝ่ามือข้างนั้นที่ห่อหุ้มด้วยถุงมือเกราะสีดำ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนกลับขึ้นนิ้วทั้งห้ารวมแนบเป็นแนวกระบี่ แล้วสะบัดฟาดออกเป็นเส้นโค้ง
ฉัวะ!!
เสียงแหวกของลมหายใจขาดห้วง ศีรษะของชายชราพลันปลิดปลิวขึ้นกลางอากาศเลือดสดพุ่งเป็นเส้นโค้งสะท้อนแสงเพลิงจากเศษซากรอบด้านร่างของหลี่จิ่วอานทรุดฮวบลงกับพื้นไร้ซึ่งชีวิต ศีรษะกลิ้งไปตามพื้นหินริมฝีปากยังคงแข็งค้างในความไม่เชื่อ
บริเวณโดยรอบเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงเปลวไฟแตกปะทุไม่มีผู้ใดกล้ากลืนน้ำลาย ผู้ฝึกตนของตระกูลหลี่ที่ยังเหลือรอดต่างนิ่งค้างราวกับเวลาหยุดหมุน
หลี่หยางอี้ ผู้นำตระกูลในปัจจุบันผู้มีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมกายาขั้นปลาย ดวงตาของเขาเบิกโพลง สองมือสั่นระริกร่างกายสั่นสะท้านไร้คำอธิบาย ริมฝีปากขยับช้า ๆ กล่าวเสียงพร่าราวกับคนเสียสติ
“...จบสิ้นแล้ว...”
“ตระกูลหลี่...จบสิ้นแล้ว...”
เสียงของเขาดังเพียงแผ่วเบาแต่กลับดังกึกก้องอยู่ในห้วงใจของทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น
และวันนั้นเอง ข่าวคราวข่าวหนึ่งก็เริ่มแพร่สะพัดออกไปทั่วเมืองดั่งเพลิงในทุ่งหญ้าแห้ง
ตระกูลหลี่ ตระกูลใหญ่ที่ยืนหยัดมายาวนานกว่าร้อยปีภายในเมืองอวี้หยาง
ในวันนี้...ถูกสังหารล้างตระกูลโดยน้ำมือของบุรุษเพียงผู้เดียว และคนผู้นั้นยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนนึง