“ วันนี้ก็ฝากด้วยนะ ฉันจะรีบกลับ ” ฉันบอกพ่อบ้านฝาแฝดขณะเดินมาขึ้นรถตู้
“ ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ ” ได้ยินอย่างนั้นก็สบายใจ
ในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่ฉันต้องเจอกับอัลโกบาเลโน่ทั้งหกคน ตอนแรกฉันนึกว่าจะมีเจ็ดคนเหมือนผู้พิทักษ์วองโกเล่ แต่โรจิโซจิบอกว่าตำแหน่งบอสของอัลโกบาเลโน่ก็คือเ้าหญิงแห่งท้องนภา ฉันจึงเข้าใจ
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็่เวลาแห่งความยากลำบากอีก่หนึ่งของฉัน จากคนไม่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาก่อน ก็ต้องฝึกภายในระยะเวลาจำกัด แล้วยังต้องฝึกร่างกาย ออกกำลังกายหนักๆ ค่อนข้างสาหัสเอาการ
หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
“ นี่ครับ ” โซจิยื่นดาบไม้ให้เ้าหญิง ขณะพวกเขาทั้งสามอยู่ที่ลานน้ำพุใจกลางเขาวงกตกุหลาบในสวนข้างพระราชวัง
“ ละ...แล้วฉันต้องเริ่มยังไงอะ ? ” เ้าหญิงตัวน้อยผู้รู้ซึ้งถึงชะตากรรมของตัวเองว่าต้องมาฝึกการใช้ดาบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ร่างจำแลงอินกัลฟ เฟลมถึงกับเหงื่อตกเมื่อเห็นดาบไม้ในมือ
“ เริ่มจากการฝึกฟันดาบไม้ในอากาศก่อนครับ ” โรจิอธิบายพร้อมถือดาบไม้เตรียมสาธิต
“ หลักๆเราจะฟันได้เจ็ดทิศทาง เ้าหญิงจะต้องฝึกฟันตามทิศทางเ่าั้จนองศาการฟันดีขึ้นครับ ” เทพหมาป่าทำให้เธอดูเป็ตัวอย่าง
เริ่มจากการใช้ดาบฟันจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวาในแนวระนาบแล้วทำสลับด้านกัน จากนั้นก็ไปที่การฟันเฉียงจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นไป
เนื่องจากวันนี้เป็วันแรก เ้าหญิงแคนดี้เลยอาจจะยังทำท่าทางได้ไม่คล่องแคล่วเท่าคนที่จับดาบมาทั้งชีวิตอย่างโรจิโซจิ
“ ฉันต้องเรียนจริงๆเหรอ… ” เธอถามด้วยความเหนื่อยหอบเมื่อกวัดแหว่งดาบไม้ในอากาศไม่หยุดมาครึ่งชั่วโมง
“ จริงอยู่ที่ว่าเ้าหญิงไม่ต้องถือดาบก็ได้ แต่ว่ามันก็มีบางครั้งที่เ้าหญิงต้องสู้โดยจับดาบเอง ผมว่าฝึกไว้ให้คล่องก็ดีครับ ” ทั้งสองยืนดูเ้านายฝึกพลางยิ้มให้กำลังใจ
เ้าหญิงแคนดี้ฝึกเช่นนี้มากกว่าวันละสองชั่วโมงเป็เวลาหนึ่งอาทิตย์ แล้วยังต้องวิ่งรอบสวนทุกวันเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายรวมๆแล้วมากกว่าห้ากิโลเมตรต่อวัน จากนั้นก็เพิ่มขึ้นจนกลายเป็สิบกิโล สิบห้ากิโลถึงยี่สิบกิโลเมตร
่อาทิตย์แรกเ้าหญิงแคนดี้แทบขาดใจ เธอไม่เคยออกกำลังกายหนักขนาดนี้มาก่อน โดยปกติแล้วเธอจะเล่นแค่โยคะกับว่ายน้ำเพราะไม่ชอบเวลาเหงื่อออกเยอะ
หลังจากฝึกมาได้เกือบสองอาทิตย์ เธอเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แม้ภายนอกจะยังผอมบางแต่ภายในกลับรู้สึกมีพลัง กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างวิชาพละในวันนี้ก็ไม่เหนื่อยง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
“ แคนดี้! ”
หลังจากวิ่งรอบสนามครั้งสุดท้ายเสร็จ เ้าหญิงตัวน้อยเดินไปทางตู้กดน้ำเพื่อหาเครื่องดื่มแก้กระหายแต่ถูกเสียงบอสะโเรียกไว้ก่อน
“ ไปด้วย ” เขาเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะได้เดินข้างเธอแล้วถือวิสาสะเลี้ยงน้ำอีกฝ่าย
“ จะว่าไป่นี้เ้าหญิงดูแข็งแรงขึ้นหรือเปล่าครับ ? ” เมื่อได้อยู่กันสองคน เขาจึงเรียกเธอด้วยสรรพนามที่คุ้นเคย
คนตัวเล็กกว่าทำหน้าเหวอ เธอกลัวว่าการฝึกจะทำให้รูปร่างเปลี่ยนไปและจากที่อยู่ๆบอสก็ทักขึ้นมาแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอกังวลมากขึ้น
“ ฉันดูอ้วนขึ้นเหรอ?หรือมีกล้าม? ขาใหญ่ขึ้นหรือเปล่า ฮืออ ฉันดูเปลี่ยนไปเหรอ ? ” เ้าหญิงแคนดี้โวยวาย เธอดึงเอวตัวเองพลางลูบแขนเรียวเล็กที่ยังดูเปราะบางเหมือนเดิม เห็นดังนั้นวองโกเล่พรีโม่ก็อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ สีหน้าของเธอตอนกังวลก็น่ารักดีเหมือนกัน
“ ไม่ครับๆไม่มีอะไรเปลี่ยน ทุกอย่างยังเพอร์เฟคเหมือนเดิม ผมพูดเพราะเมื่อกี้ตอนวิ่งเ้าหญิงดูไม่เหนื่อยเลย ” อีกฝ่ายถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
“ ่นี้ฉันฝึกพิเศษกับโรจิโซจิอยู่เพราะอีกสองอาทิตย์จะต้องเจออัลโกบาเลโน่เป็ครั้งแรก ” เมื่อพูดถึงเื่นี้เธอก็ทำท่าเหมือนคิดอะไรขึ้นได้
“ จริงสิ! นายพอรู้จักคนที่ยิงธนูเก่งๆไหม ตอนนี้ฉันเรียนการใช้ดาบอย่างเดียว ไซรุไม่มีทางสอนฉันยิงธนูแน่ ”
บอสทำท่าใช้ความคิดแล้วระบายยิ้มเหมือนนึกอะไรออก
“ รู้จักอยู่คนหนึ่ง น่าจะเป็คนที่ยิงธนูเก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมาแล้ว ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเ้าหญิงตัวน้อยก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ แนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยสิ ” เธอทำตาลุกวาว กุมมือคนตัวสูงกว่าเป็การอ้อนวอน
“ ไปเจอเย็นนี้เลยแล้วกันครับ ”
เมื่อเสียงสัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น เ้าหญิงแคนดี้เก็บข้าวของตามบอสไปทันที เธอโทรบอกที่บ้านแล้วว่าจะแวะไปปราสาทวองโกเล่ก่อนจึงไม่มีรถตู้มารอเหมือนทุกวัน
รถคันหรูสีดำสองคันจอดรออยู่ใกล้ประตูโรงเรียน เขารับกุญแจรถอีกคันจากลูกน้องแล้วเปิดประตูเชิญให้เ้าหญิงนั่งที่ข้างคนขับ
“ ทำไมนายต้องขับรถเองตลอดเลย? ” หญิงสาวอดจะสงสัยไม่ได้ ทุกครั้งที่เธอกับเขาต้องเดินทางไปด้วยกันเขาจะเป็คนขับเองตลอด ซึ่งไม่ได้จำเป็เลย เขาจะให้ลูกน้องขับแล้วนั่งสบายๆก็ทำได้
“ ปกติก็ไม่ได้ขับเองหรอกครับ แต่ผมชอบเวลาได้ขับรถให้เ้าหญิงแล้วก็ชอบเวลาทั้งรถมีแค่เราสองคนก็เท่านั้นเอง ” คนขับหันมายิ้มหวานให้คนข้างๆที่นั่งมองไปทางอื่นพยายามซ่อนใบหน้าและใบหูแดง การหยอดคำหวานบ่อยๆเริ่มทำให้จิตใจเธอหวั่นไหว แม้เธอจะไม่รู้ว่ามันมีความจริงอยู่กี่เปอร์เซ็นแต่บางครั้งมันก็จริงใจจนเธอแอบรู้สึกดีไม่ได้
ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ภาพปราสาทวองโกเล่ที่เธอเคยมาแล้วครั้งหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา แต่ครั้งนี้พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินอาคารหลักของพวกเขาจึงดูสวยงามมากขึ้น
“ ทางนี้ครับ ” เขาไม่ได้จอดรถที่หน้าทางเข้าอย่างที่ควรจะเป็ แต่กลับขับไปด้านหลังซึ่งเป็โรงจอดรถและชี้ให้เธอเดินไปตามเส้นทางที่มีอาคารอยู่อีกฟาก
อาคารแห่งนี้สำหรับใช้ฝึกและทดลองอาวุธจึงเห็นชายหนุ่มร่างกำยำหลายคนฟาดฟันกันให้เห็นเป็ระยะประกอบกับเสียงโครมครามกระทบกระแทกไม่กลัวเจ็บ
“ ถ้าเป็ตอนนี้น่าจะอยู่นะ ” เ้าบ้านพึมพำกับตัวเองก่อนจะพาเธอมายังสนามยิงธนูซึ่งมีชายสองสามคนซ้อมอยู่ก่อนแล้ว บอสชี้ไปที่ผู้ชายคนหนึ่งกำลังใช้คันธนูสีขาวลายเปลวไฟสีแดงแบบเดียวกับรอยสักบนหน้าของผู้ที่เป็เ้าของ
จีหยิบลูกธนูขึ้นมา ตั้งท่ายิงโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีคนมองอยู่ เขาโฟกัสที่เป้าห่างไปร้อยเมตรแล้วยิงลูกศรออกไปปักเข้ากึ่งกลางของเป้ายิงพอดีเหมือนจับวาง
“ ถ้าเ้าหญิงเคยเห็นเขายิงปืน ผมจะบอกเลยว่าเขายิงธนูแม่นกว่านั้นเยอะมาก ” คนฟังอ้าปากค้างกับความเก่งและความเท่ของคนตรงหน้า จากคืนนั้นเธอรู้ดีว่าเขายิงปืนเก่งมากแต่ถ้าบอสบอกว่าเขายิงธนูเก่งกว่าก็แสดงว่าไม่มีใครเหมาะจะเป็ครูสอนให้เธอมากเท่าเขาอีกแล้ว
“ เอ๊ะ! ทำไมมาอยู่ที่นี่ ? ” หลังจากมือขวาวองโกเล่พรีโม่สังเกตเห็นเ้านายของตนทั้งสอง เขารีบดับบุหรี่ที่คาบอยู่แล้วเดินเข้ามาทำความเคารพเ้าหญิงทันที
“ เ้าหญิงเขาอยากเรียนยิงธนู ฉันเลยพามาเจอสุดยอดนักแม่นธนูของวองโกเล่ ” จอตโตยิ้มให้คนที่กำลังประหม่าเพราะถูกชม
“ นายก็พูดเกินไป ” เ้าของเส้นผมสีแดงมองเ้าหญิงที่กำลังทำตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ถ้าเธอขอร้องเขาตอนนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธให้กับความน่ารักนั้น
“ ไซรุไม่ยอมสอนฉันยิงธนู แล้วฉันจะต้องไปเจออัลโกบาเลโน่เร็วๆนี้แล้ว ช่วยฉันหน่อยนะ ”
คนถูกขอร้องคิดหนัก ตัวเขาเองไม่เคยสอนใคร ไม่แน่ใจด้วยว่าการสอนของตนจะมีประโยชน์หรือเปล่าแต่อีกใจหนึ่งก็อยากช่วย อยากเป็ประโยชน์ให้กับเธอและอยากใช้เวลาร่วมกับเธอ แม้เ้าหญิงจะไม่มีวันตระหนักถึงความจริงข้อนี้เลยก็ตาม
“ ก็ได้ แต่ไม่มั่นใจนะว่าจะช่วยได้ไหม ”
เ้าหญิงร้องเย่ขึ้นมาด้วยความดีใจเธอเดินตามอาจารย์คนใหม่ไปเตรียมตัวทันที
คนชำนาญกว่าสอนให้ั้แ่ท่ายืน เพราะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของลูกศร
“ ยืดตัวตรง มองไปที่เป้า แบบนั้นแหละ ลองยิงดู ” จีจัดท่าให้คนตัวเล็กแล้วแนะให้เธอลองยิง ในดอกแรกเ้าหญิงยิงไปลงวงกลมที่สามนับจากข้างนอก ถือว่าไม่แย่สำหรับการยิงครั้งแรก
นับจากวันนั้นจีเป็ฝ่ายมาหาเ้าหญิงที่วังเพราะไม่อยากให้เธอลำบากเดินทางมา และแน่นอนว่ามือขวาจะมาพร้อมกับบอสของเขาเสมอ
วองโกเล่พรีโม่คอยจับตาดูการฝึกของเธอทุกวัน นอกจากจะเป็ห่วงแล้วเขาเองไม่อยากปล่อยเธอไว้กับจีสองต่อสอง
เ้าหญิงมีพัฒนาการอย่างก้าวะโจนคนสอนยังใ เธอเรียนรู้ได้ไว มีวินัยในการฝึกทำให้ผลลัพท์ออกมาดี
สามวันแรกในอาทิตย์สุดท้ายของการฝึก เ้าหญิงลองแปลงร่างและใช้โรจิในร่างดาบสู้กับโซจิที่ถือดาบจริง แม้เธอจะยังไม่เคยต่อสู้ แต่ความรู้สึกเวลาจับดาบกลับเปลี่ยนไป ดาบเพลิงใหญ่เบากว่าดาบไม้ การกวัดแกว่งดาบก็คมขึ้นจนทำให้โซจิหายห่วง
ก่อนที่เ้าหญิงจะได้พักผ่อนในสองวันสุดท้าย จีเอ่ยชวนเธอไปล่าสัตว์เพื่อนำสิ่งที่เรียนทั้งหมดมาประยุกต์ใช้จริง
การเดินทางครั้งแรกของจีกับแคนดี้โดยไม่มีบอสและลูกน้องคนอื่นเหมือนพี่ชายพาน้องสาวมาเที่ยวมากกว่าคู่รักมาเดท จอตโตติดงานสำคัญและเขาเชื่อมั่นในตัวเพื่อนสมัยเด็กคนนี้มากพอจะฝากเธอไว้ในความดูแล
ทั้งสองขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกันเพราะเ้าหญิงขี่ม้าไม่เป็ ก่อนจะค่อยๆลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบซึ่งเป็อาณาเขตหนึ่งในการดูแลของวองโกเล่
แม้จะอยู่ใกล้กันแต่นี่เป็ครั้งแรกที่เธอไม่ได้กลิ่นควันบุหรี่จากคนตัวสูงกว่าเลย เ้าหญิงแคนดี้แปลกใจและเพิ่งสังเกตว่าเขาหยิบหมากฝรั่งเคี้ยวแทนบุหรี่ แต่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเนื่องจากกำลังสนใจเป้าหมายที่จะล่า
เขาให้เ้าหญิงลองใช้ธนูของเขายิงกระต่ายที่อยู่ห่างออกไปไกล กระต่ายป่าสีน้ำตาลตัวอ้วนกำลังหาอาหารโดยไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
แคนดี้ง้างลูกศรเล็ง ยิงเข้าลำตัวของกระต่ายอย่างจัง
“ เก่งมาก ” ผู้เป็อาจารย์ลูบเส้นผมซึ่งถูกมัดรวบของคนข้างๆด้วยความภูมิใจ แต่เ้าหญิงแคนดี้กลับรีบวิ่งไปที่กระต่ายตัวนั้นและใช้พลังในแหวนรักษาอาการาเ็ให้เ้าตัวเล็กที่ไม่รู้เื่รู้ราว
“ ฉันฆ่ามันไม่ลงจริงๆ ” คนตัวเล็กทำหน้าเศร้า กลัวว่าจีจะโกรธเพราะแทนที่จะมาล่าสัตว์เธอกลับมารักษาพวกมันแทน
“ ฉันเข้าใจ ” เขายิ้มให้และขยี้ผมเธออย่างเอ็นดู หลังจากนั้นเขาก็ให้เธอยิงผลไม้ที่อยู่ห่างออกไปหรือยิงใบไม้ที่กำลังร่วงลงมาแทน
เ้าหญิงสนุกมาก การมาล่าสัตว์ครั้งแรกของเธอได้ขี่ม้ายิงธนูเหมือนในเทพนิยายอย่างที่ฝันไว้ แม้ทั้งสองจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปแต่ก็เป็ความทรงจำที่ดีของคนทั้งคู่
.
.
.
ฉันไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนวันนี้ได้เลย โรจิโซจิบอกว่าพวกเขามีความเป็ตัวเองสูงมากและฉันกลัวว่าจะไม่สามารถเอาชนะใจพวกเขาได้ ฉันกลัวว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาจะไม่ส่งผล…
ฉันกลับวังมาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขังตัวเองอยู่ในห้องสมุดหลังจากอาบน้ำพร้อมทานมื้อเย็นกับท่านแม่เรียบร้อยแล้ว ฉันบอกทุกคนว่าจะทำรายงานจึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครเข้ามาแน่
โรจิโซจิบอกว่าจะเตรียมสถานที่ในห้องสมุดไว้ให้ ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าห้องสมุดมันกว้างตรงไหนถึงจะมานัดเจอกันที่นี่แต่พอเข้ามาเจอโพลงเหมือนหลุมดำอยู่ตรงกำแพง ฉันก็เข้าใจว่าสถานที่ที่หมายถึงน่าจะเป็ข้างในนี้
หมาป่าทั้งสองให้ฉันเปลี่ยนเป็ชุดประจำตำแหน่งเหมือนตอนไปกินข้าวกับวองโกเล่ ฉันยังคงยืนยันคำเดิมว่าชอบชุดนี้มากถึงมันจะดูโบราณไปหน่อยก็ตาม
“ วันนี้เ้าหญิงต้องสวมสิ่งนี้ด้วยนะครับ ” โซจิในร่างพ่อบ้านเข้ามาสวมสร้อยคอที่มีจุกนมสีส้มเป็จี้ให้
“ เป็สัญลักษณ์ของอัลโกบาเลโน่ครับ ” โดยที่ยังไม่ทันได้ถามคู่หูก็อธิบายให้เสร็จสรรพ รู้ใจกันจริงๆ
ว่ากันตามตรงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าอัลโกบาเลโน่คืออะไร โรจิโซจิบอกว่าพวกเขาคือกลุ่มสิ่งมีชีวิตซึ่งมีความเป็มาลึกลับพอๆกับคัมภีร์เทพ ทั้งสองไม่ได้ใช้คำว่ามนุษย์ด้วยซ้ำแค่บอกกับฉันว่าให้รู้ถึงการมีตัวตนของหกคนนี้อยู่ก็พอ แย่ละ ฉันกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่…
ฝาแฝดผิวแทนผายมือไปทางหลุมดำ เดินนำเข้าไปก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัย ฉันเดินตามเข้าไป ภายในเป็พื้นที่สีขาวโล่งๆไม่มีอะไรเลยนอกจากโต๊ะยาวสิบที่นั่ง ไซรุเองเกาะพนักเก้าอี้หัวโต๊ะรออยู่ก่อนแล้ว
สิ่งที่น่าสงสัยอีกอย่างคือห้องนี้สร้างขึ้นมาได้ยังไง แต่ยังไม่ทันจะได้ถามทั้งสองก็บอกให้เตรียมตัวเพราะใกล้ถึงเวลานัด
ฉันยืนอยู่หน้าเก้าอี้หัวโต๊ะ ไม้เท้าทองคำรูปดวงอาทิตย์ที่ถือไม่เคยรู้สึกหนักเท่าวันนี้มาก่อน ตื่นเต้นจนหัวใจทำงานหนักอยากขอลาไปนอนพักจริงๆ
ไม่ถึงห้านาทีดวงไฟสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีม่วง สีฟ้า สีครามก็ปรากฏขึ้นด้านหน้าเก้าอี้แต่ละตัว จากนั้นเหล่าดวงไฟจึงค่อยๆกลายรูปร่างเป็คนทั้งหกคน
“ เธอเหรอที่เรียกพวกฉันมา? ” ผู้ชายใส่สูทเพียงคนเดียวในนี้พูดขึ้น เขาสวมสร้อยจุกนมสีเหลือง ใส่หมวกปีกแคบสีดำแถบส้มประดับด้วยกิ้งก่าสีเขียวตัวเป็ๆ จากที่โรจิโซจิเคยบอกไว้ฉันเดาว่าเขาคือรีบอร์น คนที่ฉันควรจะระวังตัวมากที่สุด
“ ฉันเ้าหญิงแคนดี้ ราชวงศ์ราโกเน่ที่35แห่งราชอาณาจักรโรสริส ตอนนี้ทำหน้าที่ของเ้าหญิงแห่งท้องนภาและเป็เ้าของแหวนทูรินีเซตเต้ ” ฉันแนะนำตัวตามที่ซ้อมมาหลายรอบพร้อมยกมือข้างขวาที่มีแหวนทูรินีเซตเต้ขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น
“ สองคนนั่นใครเว้ยเฮ้ย ” ผู้ชายที่คำพูดลงท้ายแปลกๆมองไปทางโรจิโซจิซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง เขาจุกนมสีฟ้า ใส่เสื้อลายทหารทับเสื้อยืดสีขาวด้านใน ทั้งยังโพกผมด้วยผ้าลายเดียวกับเสื้อนอกและถือปืนไรเฟิลไว้กับตัวตลอด ถ้าจำไม่ผิดเขาน่าจะชื่อโคโรเน่โร่
ฉันทำการบ้านมาแล้วว่าใครชื่ออะไรบ้างเพราะจะได้ดูเป็คนใส่ใจรอบคอบ อย่างน้อยพวกเขาน่าจะมองว่าฉันก็เตรียมตัวมาดีในระดับหนึ่ง
“ พวกเขาคือคัมภีร์เทพแห่งดวงอาทิตย์โรจิโซจิและคัมภีร์เทพแห่งท้องฟ้าไซรุ ” ฉันผายมือแนะนำสองคนด้านหลังกับอีกหนึ่งตัวซึ่งบินอยู่ใกล้ๆ
“ เชิญนั่งก่อนค่ะ ” ฉันเชิญทุกคนนั่งตามมารยาท ความจริงคนที่อยากนั่งที่สุดคือฉันเอง ขาสั่นจนยืนแทบไม่ไหวพอมองทุกคนแล้วฉันกลัวมาก ทุกคนดูมีเอกลักษณ์ชัดเจนดูเข้าถึงยากอย่างที่คิดไว้เลย
“ อยากดื่มอะไรก่อนไหม ? ” ฉันไล่สายตามองทุกคนแต่ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับ
“ เข้าเื่มาเลยดีกว่าครับ ” หนุ่มจีนที่ชื่อฟงส่งรอยยิ้มไม่เป็มิตร เขาใส่ชุดกี่เพ้าของผู้ชายสีแดงยาว เปียผมสีดำสนิท ฉันพยายามยิ้มกลบความกระอักกระอ่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเข้าใจความรู้สึกบอสขึ้นมานิดนึงแล้ว
“ ฉันดีใจที่พวกคุณมาเจอกันในวันนี้นะคะ ในอนาคตเราน่าจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันอยู่แล้วยังไงทำความคุ้นเคยกันไว้ก่อนคงดีที่สุด ” ฉันพูดด้วยความนุ่มนวลผิดปกติและพยายามยิ้มให้ดูเป็มิตรมากที่สุด
“ ใครจะอยากร่วมงานกับเด็กอย่างเธอ ” ผู้ชายผมสีม่วงเจาะหูและปากพร้อมห้อยโซ่ตกแต่ง ด้วยความชุดหนังเหมือนชุดของนักแข่งรถกับหมวกกันน็อคที่วางไว้ข้างตัวทำให้ฉันรู้สึกว่าเขาเองก็ดูเด็กกว่าคนอื่น เขาจุกนมสีม่วง ชื่อสกัล หน้าตาก็ดูเป็พวกแก๊งอันธพาลยังจะใช้คำพูดไม่น่าฟังอีก
“ ถ้าให้เงินเยอะๆก็อาจจะคิดดูอีกทีนะ ” อีกคนที่นั่งตรงข้ามคนไม่มีมารยาท คือคนที่ฉันบอกไม่ได้ว่าเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายเพราะด้วยชุดคลุมยาวสีดำกับหมวกใบใหญ่ปิดหน้าลงมาครึ่งเห็นแค่ปลายผมสีม่วงกับริมฝีปากคู่สวย เดาอะไรไม่ได้เลย มีแค่จุกนมสีครามที่ดูสะดุดตาขึ้นมา ตามข้อมูลที่โรจิโซจิให้ข้อมูลของคนๆนี้น้อยที่สุด ทุกอย่างเป็ปริศนาไม่รู้ว่าชื่อมาม่อนจะเป็ชื่อปลอมด้วยหรือเปล่าแต่ตอนนี้รู้เพิ่มอีกอย่างแล้วว่าเห็นแก่เงินสุดๆ
“ ถ้าให้ฉันทดลองนกอินทรีตัวนั้นพร้อมเริ่มงานเลยล่ะ ” นักวิทยาศาสตร์ผู้นั่งท้ายสุดของโต๊ะพูดพร้อมกับแสยะยิ้ม ชุดกาวน์สะอาดแต่ผมสีเขียวยุ่งฟูเหมือนไม่เคยหวีกับแว่นกลมกรอบดำไม่ได้ทำให้เวลเด้ที่เป็เ้าของจุกนมสีเขียวดูน่าเชื่อถือขึ้นมาเลย
ฉันแทบจะไปไม่เป็กับคำตอบที่ได้รับจากทั้งสาม ก็เข้าใจว่าการเจอกันครั้งแรกมันก็คงจะออกมาประมาณนี้แต่พอเจอเข้าจริงๆไม่รู้จะตอบกลับไปว่าอะไรดี
“ คงจะไม่ยอมรับกันง่ายๆสินะ ” ฉันยิ้มกลบเกลื่อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นทวีคูณเป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
“ แล้วบอสคนก่อนหน้านี้ล่ะ ? ” รีบอร์นเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบมาสักพัก
“ หมายถึงลูเช่หรือเปล่า? ” เขาพยักหน้ายืนยันคำถามของฉัน ขอบคุณคู่หูหมาป่าแสนน่ารักถ้าไม่มีเอกสารข้อมูลที่ทั้งสองรวบรวมมาให้ฉันไม่มีคำตอบให้เขาแน่
“ จะว่ายังไงดี…เป็แค่ตัวแทนล่ะมั้ง ”
“ ว่าไงนะเว้ยเฮ้ย! ” ทหารหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวโวยวายออกมาทันที
“ เธอไม่ได้เป็เ้าหญิงแห่งท้องนภา เธอแค่ดำรงตำแหน่งบอสของอัลโกบาเลโน่ชั่วคราวเพื่อใช้เวลานั้นตามหาเ้าของตัวจริงและพอฉันเข้ารับตำแหน่ง หน้าที่ของเธอก็จบลง ” ฉันอธิบายด้วยความใจเย็นและเลือกใช้คำที่ไม่รุนแรง ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาสนิทกับบอสคนก่อนที่ชื่อลูเช่ขนาดไหนเลยไม่อยากหาเื่ให้ตัวเองผิดใจกับพวกเขา
“ เข้าใจแล้ว ” รีบอร์นตอบกลับมา
“ ยังไงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้สินะครับ ” ฟงพูดเสริมต่อ
“ เฮ้ยๆ อย่าบอกนะว่าจะยอมรับนังเด็กนี่ง่ายๆ ” พ่อนักซิ่งรีบทักท้วงคนอื่นที่ดูจะยอมรับความจริงกันแล้ว ฉันฉุนกึกขึ้นมาทันที ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดีแท้ๆ แล้วสรรพนาม ‘ นังเด็กนี่ ’ คืออะไร ให้เกียรติความเป็เ้าหญิงของฉันด้วย!
“ ก็ไม่ได้บอกว่าจะยอมนิ ” ฉันขนลุกทั้งตัวตอนเห็นมาม่อนแสยะยิ้มร้ายกาจ
“ ฉันจะสู้กับเธอ ถ้าเธอชนะพวกเราจะยอมรับ ถ้าเธอแพ้ก็ทิ้งตำแหน่ง ” รีบอร์นพูดแทรกขึ้น
ฉันจ้องหน้าคนที่มีกิ้งก่าบนหมวกตาไม่กระพริบ สุดท้ายก็วนกลับมาแพทเทิร์นที่จะต้องต่อสู้แล้วยิ่งเป็การต่อสู้ที่มีตำแหน่งผู้นำอัลโกบาเลโน่เป็เดิมพันกับคนที่เทพหมาป่ายอมรับว่าเป็หนึ่งในนักฆ่าที่ฝีมือดีที่สุด ฉันยิ่งคิดหนัก
ในระหว่างที่กำลังคิดว่าจะรับข้อเสนอดีไหม ไซรุในร่างนกอินทรีดึงความสนใจคนทั้งห้องด้วยการบินมาเกาะมือฉันที่วางอยู่บนโต๊ะและใช้ตาอันเฉียบคมมองทุกคน
“ ฉันรับคำท้า ” ไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อบ้านสองคนข้างหลังทำหน้ายังไง ฉันแค่รู้สึกว่าฉันมีไซรุและพลังของเขาน่าจะช่วยได้ เขาทำให้ฉันมั่นใจด้วยการมาเกาะที่ตัวเป็ครั้งแรกจึงคิดไปว่าเขาเองก็้าจะสู้เช่นกัน
จากห้องที่มีแค่โต๊ะกลับกว้างขึ้นจนเหมือนมีสนามฟุตบอลมาวาง ฉันยังคงแปลกใจกับห้องที่เหมือนมิติที่ถูกสร้างนี้แต่ก็เข้าใจว่าโรจิโซจิน่าจะคาดเดาเอาไว้แล้ว
คนอื่นๆยังนั่งอยู่ที่โต๊ะ มีแค่ฉัน ไซรุและรีบอร์นที่แยกออกมา
“ ไซรุ เมจิกอาเชอร์ ปลดล็อก ” ฉันแปลงร่าง ใช้ฟายเลวี่เพื่อติดปีกสีขาวไว้หลบการโจมตีจากอีกฝ่าย
คนที่ได้ชื่อว่าเป็นักฆ่ายิ้มมุมปาก กิ่งก่าสีเขียวนีออนที่เกาะอยู่กลายเป็ค้อนปอนด์สีเขียวให้เ้าของใช้ ฉันอึ้ง แต่ก็ลืมไปว่าถ้าตัวเองแปลงร่างได้แสดงว่าบนโลกนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้แล้ว
เขาพุ่งตัวเข้ามา ง้างเตรียมฟาดด้วยความเร็วสูง ฉันบินหลบทันอย่างฉิวเฉียดและพยายามยิงธนูไปทางรีบอร์น แต่เนื่องจากตอนนี้ตัวเองตีลังกาอยู่บนฟ้าการทรงตัวที่จีเคยสอนมาจึงไร้ความหมาย ฉันยิงพลาดห่างจากเป้าไปไกลทีเดียว
“ ตั้งใจเล็งหน่อยสิ ” อีกฝ่ายยิ้มเย้ย เขายังคงพุ่งมาด้วยความเร็ว ขนาดไม่มีปีกยังทำได้ขนาดนี้ อัลโกบาเลโน่คือสิ่งมีชีวิตอะไรกันแน่?
ฉันพยายามตั้งใจหลบการโจมตีและโต้ตอบเมื่อสบโอกาส แต่เพราะประสบการณ์ที่ต่างกันมากฉันจึงพลาดโดนค้อนฟาดเข้าที่ข้อเท้าอย่างจัง
“ โอ๊ยย ” ความเ็ปแล่นไปทั่วร่าง พยายามโฟกัสกับคนข้างหน้าต่อ โชคดีที่ใช้ปีกไม่ได้เดินอยู่บนพื้นไม่อย่างนั้นยืนไม่ไหวแน่
“ ของจริงมันต่อจากนี้ ” ค้อนปอนด์สีเขียวกลายเป็ปืนพก เขารัวะุมาหลายทิศทางจนยากที่จะหลบหมด ฉันจึงวาดโล่ใสมากันไว้เป็อีกหนึ่งพลังของเมจิกอาเชอร์
“ อีเวิลลูชั่นบาเรีย ” โล่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าช่วยชีวิตฉันไว้ได้ ฉันรีบยิงลำแสงสีขาวตอบกลับไปทันที แต่มันกลับแค่เฉียดหมวกของอีกฝ่ายจนหมวกนั้นร่วงหล่นลงพื้น
ฉันดึงทักษะทั้งหมดที่เรียนมาพยายามยิงให้โดนคนที่เร็วจนน่าเหลือเชื่อ ะุของเขาเร็วจนมองแทบจะไม่เห็น หลบแบบฉิวเฉียดหลายรอบจนไม่รู้ว่าตัวเองจะโชคดีไปถึงเมื่อไร
“ โคโรเนโร่!! ” รีบอร์นะโเรียกเพื่อนที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร ฉันใช้จังหวะที่เขาเผลอยิงลำแสงออกไปตรงๆอีกครั้ง
“ จัดให้เว้ยเฮ้ย ” ทหารหนุ่มโยนวัตถุสีดำบางอย่างให้รีบอร์น ฉันไม่ทันมองชัดๆว่าคืออะไรเพราะกำลังโฟกัสกับโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะยิงโดนเขา
และมันได้ผล เขาหลบไม่ทันเลยโดนเฉี่ยวที่แขนซ้าย อนุภาพของลูกธนูลำแสงสีขาวทำให้รอยเฉี่ยวเป็แผลใหญ่กว่าปกติ เืสีแดงสดทะลักออกมาไม่หยุด
“ ยิงเว้ยเฮ้ย ” ลำแสงสีฟ้าพุ่งมาจากข้างหลังโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่หลบทัน หันกลับไปดูเห็นโคโรเนโร่หันกระบอกปืนไรเฟิลมาทางฉัน รู้ชัดว่าตัวการมาจากใคร
“ ขี้โกงนิ ” พอหันกลับมาสนใจรีบอร์นก็พบว่าในมือของเขามีะเิมืออยู่สองลูก เขาดึงสลักอย่างใจเย็นและขว้างมาทางฉันโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว
ตู้มมมมม!!!
เสียงะเิดังสนั่นทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก การเคลื่อนไหววินาทีต่อวินาที ฉันร่ายบาเรียไม่ทัน ความเสียหายทำให้ฉันร่วงหล่นมานอนที่พื้นเหมือนนกใกล้ตาย
รู้สึกเจ็บไปหมดทั้งตัว เหมือนมีแผลเืออกอยู่ที่ไหนสักแห่งในร่างกาย ฉันยังมีสติและมือยังขยับได้จึงพยายามเสี่ยงดวงครั้งสุดท้ายยิงผ่านหมอกควันที่หนาแน่นเพราะแรงะเิไปในทิศที่รีบอร์นน่าจะอยู่
มือสั่นจนเล็งได้ยาก สภาพรอบตัวยิ่งทำให้มองอีกฝ่ายไม่เห็น ในตอนที่กำลังจะถอดใจรับความพ่ายแพ้ ฉันมองเห็นมือปริศนาเรืองแสงมาพยุงมือฉันให้เล็งขึ้นไปบนฟ้า
“ อยากรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงไม่สอนเธอยิงธนู ”
เสียงติดกังวานที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนดังก้องเหมือนมีคนกระซิบใกล้
“ เพราะเมื่อเราทั้งสองเป็หนึ่งเดียว ความสามารถของฉันก็จะกลายเป็ความสามารถของเธอ ”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะฉันเจ็บหนักจนใกล้จะหมดสติหรือเปล่าถึงเห็นทั้งภาพหลอนและเสียงปริศนา ฉันไม่เห็นหน้าเ้าของเสียง เห็นแต่มือที่วางทาบบนมือฉันพร้อมทำการง้างลูกธนูยิงออกไป
ฉันพยายามมองว่าที่ยิงออกไปเกิดอะไรขึ้นไหมแต่ก็ยังมองไม่เห็นอะไร จึงพยายามยันตัวขึ้นและยิงอีกดอก
ตุ้บ!
เกิดเสียงเหมือนอะไรหล่นลงกระทบพื้นอย่างแรง ฉันพยายามลุกขึ้นยืน ััได้ถึงความเ็ปจากข้อเท้าขวาที่โดนทุบกับแขนซ้ายที่เือาบเพราะตกลงมากระแทก แต่ยังไม่รวมกับแผลที่่ท้องซึ่งไม่รู้โดนอะไรมาตอนไหน อาจจะเป็ผลกระทบจากสะเก็ดะเิ
มือเรืองแสงปริศนาหายไปแล้วควันจำนวนมากก็ค่อยๆจางลง จังหวะนั้นฉันถึงเห็นรีบอร์นนอนอยู่ที่พื้น แสดงว่าเสียงเหมือนมีอะไรตกลงมากระแทกก็น่าจะมาจากเขา
ฉันเข้าไปดูใกล้ๆเห็นลำแสงสีขาวที่นึกว่ามันจะหายไปในอากาศ ปักทะลุอกหนึ่งดอก ปักทะลุกลางฝ่ามือข้างขวาอีกหนึ่งดอก แต่รีบอร์นก็ยังไม่ตายแถมยังมีแรงพอที่จะพยายามลุกขึ้นมาแสดงว่าดอกที่อยู่ตรงอกไม่โดนจุดอันตรายมาก
ฉันทำท่าจะยิงอีกดอก อ้อนวอนขอให้เขาจบเื่นี้แต่เพียงเท่านี้
“ ยอมแพ้ซะรีบอร์น ” คนที่นอนอยู่ยกมือขึ้นในอากาศทั้งสองข้างพร้อมโยนปืนออกไปให้ห่างตัว
“ พอแค่นี้ก็ได้ ”
ฉันทรุดตัวลงนั่งเมื่อได้ยินคำนี้จากเขา ขาหมดแรงอย่างสิ้นเชิง ฉันดึงลูกธนูเมจิกอาเชอร์ทั้งสองออกจากตัวของรีบอร์น น่าแปลกที่พอไม่อยู่กับผิวคนมันก็สลายหายไปในอากาศ จากนั้นก็ใช้พลังในแหวนห้ามเืให้คนที่เจ็บหนักไม่ต่างกันให้เขาพ้นขีดอันตราย
คนอื่นที่เหลือเดินมาดูสภาพรีบอร์นนอนเือาบและดูพลังการรักษาจากแหวนทูรินีเซตเต้
เห็นทหารหนุ่มเดินมาฉันนึกอยากจะยิงเขาอีกคน ช่วยกันโกงดีนัก แต่ก็ทำได้แค่มองค้อนเพราะไม่มีแรงจะต่อกรด้วยแล้ว
“ ตกลงว่าผลเป็อย่างไรครับ ? ” โรจิโซจิเดินตามมาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ ถ้าฉันตอบว่าไม่ยอมรับเธอจะเลิกรักษาฉันเลยใช่ไหม ” รีบอร์นพูดติดตลกขึ้นมาแต่ฉันพยักหน้าจริงจังจนเขาต้องยกนิ้วโป้งให้แทนคำชม
“ ใช้ได้เว้ยเฮ้ย ” โคโรเนโร่ตอบโดยไม่แสดงสีหน้ามากนัก
“ เก่งมากครับบอส ” ฟงยิ้มให้อย่างสุภาพ ได้ยินคำว่าบอสจากเขาแล้วรู้สึกดีขึ้นมาทันที
“ ได้เห็นรีบอร์นสภาพนี้ก็ต้องขอบคุณน่ะนะ ” เป็ครั้งแรกของวันที่สกัลพูดอะไรน่าฟังขึ้นมาบ้างจะยอมยกโทษให้ก็ได้
“ โอนค่าเสียเวลามาด้วยนะบอส ” รู้สึกว่าภารกิจวันนี้สำเร็จก็ตอนได้ยินคำว่าบอสจากปากของมาม่อนนี่แหละ น่าประทับใจจริงๆ
“ น่าจับไปทดลอง ” นักวิทยาศาสตร์หนุ่มพูดแค่นั้นก่อนจะกลายเป็ดวงไฟสีเขียวและหายไปจากตรงที่ยืนอยู่เหมือนตอนมา
คนอื่นๆเองก็ทยอยกลับไปแล้วเช่นกัน รีบอร์นพอลุกขึ้นได้ก็หายไป เหลือแค่ฉันที่ตอนนี้ทั้งเจ็บทั้งใช้พลังไปเยอะมากจนลุกไม่ขึ้นแล้ว
“ สำเร็จแล้วนะครับเ้าหญิง ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ฉันได้ยิน ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเริ่มพล่ามัวและดับลง