เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไปนัก“ท่านลุง พวกข้าต้องให้คนมาคอยเฝ้าวัวเอาไว้ มิเช่นนั้นยามกลางคืนวัวจะถูกขโมยหรือไม่ก็ถูกคนวางยาทำร้ายเอาได้ เช่นนั้นจะทำเช่นไรเล่าขอรับ?”
หลี่ชิงชิงเอ่ยถาม“มีขายอาหารหรือไม่?”
“มีขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ตอบอย่างกระตือรือร้น“จะข้าว ผัดผัก หรือน้ำแกง โรงเตี๊ยมเราล้วนมีหมดขอรับ”
“เช่นนั้นก็พักที่นี่เถิดเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงตัดสินใจ วันนี้เหนื่อยมากแล้วกลางคืนดึกดื่นเช่นนี้ไม่อยากเปลี่ยนไปที่อื่นแล้ว
เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น“ลูกค้าจะพักห้องประเภทใดดีขอรับ?”
ผู้เฒ่าหวังร้องเอ่ย“เตียงใหญ่!”
เสี่ยวเอ้อร์ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใดยุคสมัยนี้ใช่ว่าทุกคนที่นั่งเกวียนวัวได้จะเป็นคนมีเงินมีทองเสมอไป จึงเอ่ย“เตียงใหญ่หนึ่งห้องนอนได้สิบคนขอรับ”
“เตียงในห้องระดับล่างใหญ่เท่าใด?” แน่นอนว่าหลี่ชิงชิงไม่มีทางนอนห้องเตียงใหญ่แต่ว่าก็ไม่อาจฟุ่มเฟือยด้วยการพักที่ห้องชั้นบน
สายตาของเสี่ยวเอ้อร์เคลื่อนไหวไปมาระหว่างหลี่ชิงชิงกับผู้เฒ่าหวังไม่รู้ว่าระหว่างสองคนนี้ เป็นผู้ใดกันแน่ที่เป็นผู้ตัดสินใจ จึงเอ่ยตอบไปว่า “ใหญ่ขนาดเท่าเตียงปกติในบ้านขอรับ”
“ห้องระดับกลางหนึ่งห้องกับห้องระดับล่างสองห้องจะให้ดีที่สุดทั้งสามห้องนี้ต้องอยู่ติดกัน”หลี่ชิงชิงตัดสินใจโดยไม่ถามความเห็นผู้ใด แล้วเอ่ยกำชับกับเสี่ยวเอ้อร์“เจ้าให้คนจูงวัวเข้าไปในคอก แล้วเลี้ยงน้ำเลี้ยงอาหารให้ดี”
เสี่ยวเอ้อร์รีบตะโกนเรียกคนด้านในโรงเตี๊ยมออกมาต้อนรับแขกด้วยความเบิกบานใจ
ผู้เฒ่าหวังคิดว่าตนเองหูไม่ดีจึงฟังความผิดเพี้ยนไปเลยเอ่ยถาม “พักห้องระดับกลางหรือ?”
หลิวซื่อเจ็บปวดที่ค่าที่พักแพงขนาดนั้นแต่จะให้หลี่ชิงชิงนอนที่ห้องเตียงใหญ่ก็ไม่อาจทำได้ จึงเอ่ย “ตาเฒ่าเอ๊ยไม่ใช่ว่าคุยกันแล้วหรืออย่างไรว่าล้วนฟังคำของชิงชิง”
ผู้เฒ่าหวังจึงเอ่ยเพียงว่า“เช่นนั้นชิงชิงกับหวังจวี๋ก็พักที่ห้องระดับกลาง”
“ห้องระดับกลางไม่ได้เอาไว้ให้ข้าพักหรอกเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงให้คนในครอบครัวยกสัมภาระลงมาจากเกวียนวัว พร้อมเอ่ยแจกแจง“ท่านแม่พาพั่นตี้พี่น้องนอนที่ห้องระดับกลางท่านพ่อกับน้องชายเล็กนอนห้องระดับล่าง ข้า พี่หญิงรองแล้วก็น้องหญิงเล็กจะนอนห้องระดับล่างอีกห้องเจ้าค่ะอีกประเดี๋ยวพอกินข้าวกันเสร็จแล้ว พวกเราค่อยไปอาบน้ำที่ห้องระดับกลางของท่านแม่”
จุดประสงค์ที่เลือกห้องระดับกลางหนึ่งห้องก็เพื่อให้ทุกคนได้มีน้ำร้อนไว้อาบน้ำกันอย่างเพียงพอ
ในบรรดาคนในครอบครัวที่เดินทางมาด้วยกันนี้หลิวซื่อมีอายุมากที่สุด หวังพั่นตี้พี่น้องอายุน้อยที่สุดหลี่ชิงชิงเป็นคนที่ยึดในหลักเคารพผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กเล็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงจัดแจงให้ย่าหลานทั้งสี่คนได้นอนห้องระดับกลาง
หลิวซื่อเอ่ย“ข้าไม่นอนห้องระดับกลาง ชิงชิง เจ้านอนห้องระดับกลางเถิด”
“ท่านแม่ท่านฟังที่ข้าจัดแจงเถิดเจ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเห็นผู้เฒ่าหวังกำลังจะตามเสี่ยวเอ้อร์พาต้าหวงไปส่งที่คอกวัวจึงเอ่ยออกไปว่า “ท่านพ่อรีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ พวกเรารอท่านมาทานข้าวพร้อมกัน”
ผู้เฒ่าหวังเป็นห่วงต้าหวงกลัวว่าสถานที่ที่เสี่ยวเอ้อร์จัดให้ต้าหวงจะไม่ดีต้องไปดูคอกม้าที่ต้าหวงจะต้องอยู่ให้เห็นกับตาว่าเป็นอย่างไร
โรงเตี๊ยมห่าวอวิ้นไหลเป็นโรงเตี๊ยมระดับกลางเพราะว่าตำแหน่งที่ตั้งไม่ได้อยู่ที่เส้นทางหลัก ราคาจึงถูกกว่าโรงเตี๊ยมบนทางหลัก
โรงเตี๊ยมห่าวอวิ้นไหลมีอาคารสามชั้นอยู่สองหลังทั้งยังมีเรือนสี่ประสานอีกสามหลัง
ห้องระดับสูงจะอยู่ที่ชั้นสองและชั้นสามโดยหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ ทุกห้องมีขนาดห้าสิบถึงหกสิบผิงหมี่ห้องระดับกลางจะอยู่ที่ชั้นสองและชั้นสามของฝั่งอับแสงอาทิตย์และอยู่ชั้นหนึ่งฝั่งที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ทุกห้องมีขนาดยี่สิบถึงสามสิบผิงหมี่ ส่วนห้องระดับล่างจะอยู่ที่ฝั่งอับแสงของชั้นหนึ่งรวมถึงฝั่งที่หันเข้าหาแสงอาทิตย์ของเรือนสี่ประสานด้วยโดยทุกห้องจะมีขนาดสิบกว่าผิงหมี่
ครึ่งหนึ่งของโรงเตี๊ยมในช่วงวันปีใหม่ล้วนมีแขกเหรื่อเข้าพักแล้วแขกส่วนหนึ่งในโรงเตี๊ยมมีเป้าหมายคือมาเยี่ยมญาติที่เมืองเซียง อีกส่วนหนึ่งก็มาทำการค้าหรือทำกิจธุระที่เมืองเซียง
เสี่ยวเอ้อร์จัดห้องระดับกลางที่ชั้นหนึ่งฝั่งหันเข้าหาด้วยอาทิตย์ให้ครอบครัวหวังหนึ่งห้องและห้องระดับล่างฝั่งอับแสงให้อีกสองห้อง
คนตระกูลหวังวางสัมภาระรวมกันไว้ที่ห้องระดับกลางโดยมีหวังเลี่ยงคอยเฝ้าไว้ ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือก็ไปยังห้องอาหาร
ห้องอาหารอยู่ที่เรือนสี่ประสานด้านหลังอาคารตามระเบียงทางเดินจากอาคารเล็กเรื่อยไปจนถึงเรือนสี่ประสาน ล้วนมีแสงไฟจากโคมไฟส่องอยู่ตลอดทาง
ท้องฟ้ามืดแล้วรอบทิศล้วนเงียบสงบ มีบ้างที่ได้ยินเสียงจุดประทัดจากที่ไกลๆ
เป็นครั้งแรกที่คนตระกูลหวังได้มาพักที่โรงเตี๊ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเตี๊ยมในเมืองเซียงเช่นนี้ เทียบจากบานประตูแล้วดูมีสง่าราศีมากกว่าโรงเตี๊ยมที่อำเภอเหอเสียอีกคนตระกูลหวังรู้สึกประหลาดใจกับทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเดินไปพลางคุยกันไปพลาง
หลิวซื่ออาศัยแสงจากโคมไฟเห็นว่าด้านนอกระเบียงมีต้นเหมยอยู่หลายต้น ทั้งดอกเหมยยังแย้มบาน กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้จึงลอยโชยอยู่ในอากาศครั้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเครื่องเรือนในห้องระดับกลางล้วนทำมาจากไม้แดงแล้วก็เอ่ยว่า“ทิวทัศน์ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ดีจริงๆ ห้องหับก็ดี เสียแต่แพงไปหน่อย”
หวังเยวี่ยเอ่ย“กินข้าวก็ต้องแพงเป็นแน่เจ้าค่ะ”
หลิวซื่อเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน“นั่นสินะ”
หลี่ชิงชิงพาคนในครอบครัวเดินเข้าไปในห้องอาหารด้านในมีโต๊ะแปดเซียนตั้งอยู่หลายตัว เก้าอี้หลายสิบตัวพร้อมกับฉากกั้นเพื่อแยกโต๊ะอีกหลายบาน
ยามนี้มีแขกกำลังนั่งทานอาหารอยู่หนึ่งโต๊ะแต่เพราะมีฉากกั้นเอาไว้ จึงได้ยินเพียงเสียงพูดคุยของบุรุษ สตรีและเด็กๆ ทั้งยังเห็นเงาคนอยู่สองสามคนทว่ากลับเห็นหน้าไม่ชัด
ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมห่าวอวิ้นไหลมีหอสุราและร้านอาหารตั้งอยู่แขกบางคนคิดว่าฝีมือของพ่อครัวที่หอสุรากับร้านอาหารดีกว่าพ่อครัวของโรงเตี๊ยมจึงไม่ทานอาหารที่โรงเตี๊ยม แต่ออกไปทานข้างนอก
เสี่ยวเอ้อร์รูปร่างผอมสูงคนหนึ่งในห้องอาหารเห็นว่ามีแขกไม่คุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนเข้ามาพร้อมกันก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นลูกค้าใหม่ จึงรีบเข้ามาดูแลทันที เอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า“ลูกค้าขอรับ พวกท่านมาทานอาหารที่นี่ถือว่ามาถูกที่แล้วพ่อครัวของโรงเตี๊ยมเราเคยอยู่ในจวนท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงมาก่อนทำอาหารออกมาได้อร่อยรสชาติถูกปากแน่นอนขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้นหลิวซื่อกับหวังเยวี่ยก็กลัวว่าราคาจะแพงเกินไป หลังมองหน้ากันแล้วหลิวซื่อจึงเอ่ยถามออกไปตรงๆ “ราคาเท่าใด? แพงหรือไม่?”
เสี่ยวเอ้อร์แจ้งราคาอาหารทั้งสามระดับ“ผัดผักกวางตุ้งยี่สิบห้าเหรียญทองแดง ปลาย่างพริกแปดสิบเหรียญทองแดงไก่ตุ๋นหนึ่งร้อยแปดสิบเหรียญทองแดง ทั่วทั้งเมืองเซียงนี้อาหารของเราอร่อยและถูกที่สุดแล้วขอรับ”
“วันนี้เป็นวันที่หนึ่งเดือนแรกของปีพวกเรายังมาเมืองเซียงเป็นครั้งแรก อาหารมื้อนี้ต้องมีทั้งปลาและเนื้อ เพื่อเชื้อเชิญลางที่ดีนะเจ้าคะ”ครั้นหลี่ชิงชิงฟังราคาอาหารแล้วก็รู้สึกว่าไม่แพงเลย พึงรู้ไว้ก่อนว่าผัดผักกวางตุ้งที่ร้านอาหารในอำเภอเหอนั้นหนึ่งจานก็ราคาสิบแปดเหรียญทองแดงแล้วด้วยซ้ำ
ก่อนออกเดินทางมาครั้งนี้หลี่ชิงชิงได้บอกแล้วว่านางจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างเอง หลิวซื่อไม่อยากให้หลี่ชิงชิงต้องเสียเงินแล้วต้องมาอารมณ์ไม่ดีอีกจึงยอมตามหลี่ชิงชิง
ครั้นหลิวซื่อนั่งลงกับเก้าอี้อย่างมั่นคงแล้วถึงได้รู้ว่าโต๊ะและเก้าอี้ในห้องอาหารก็ใช้ไม้แดงจึงรู้สึกว่าโรงเตี๊ยมในเมืองเซียงนี้ช่างหรูหราโอ่อ่าจริงๆ
หวังพั่นตี้สามพี่น้องพากันดีอกดีใจไม่หวาดไม่ไหวทั้งยังไม่กล้าพูดจาเสียงดัง จึงได้แต่หัวเราะคิกคักพลางพูดคุยกระซิบกระซาบกันเบาๆ
หวังจวี๋รู้สึกคอแห้งอยากจะดื่มน้ำสักหน่อยแต่คาดเดาว่าโรงเตี๊ยมดีๆ เช่นนี้ ค่าน้ำดื่มน้ำกินจะต้องคิดเงินเป็นแน่ จึงปล่อยมันไปนางไม่ดื่มแล้วก็ได้
“หมูผัดพริกใส่หน่อไม้ปลาย่างพริก กะหล่ำดอกผัดไข่ ผัดผักกวางตุ้งกับแกงเต้าหู้”หลี่ชิงชิงสั่งอาหารสี่จานและน้ำแกงอีกหนึ่งชาม ไม่ได้สั่งไก่ตุ๋นเพราะกลัวว่าอาหารจานนี้จะใช้เวลาทำนาน จากนั้นจึงถามราคาข้าวสวย
เสี่ยวเอ้อร์มีความจำเป็นเลิศฟังรายการอาหารจากหลี่ชิงชิงเพียงครั้งเดียวก็จำได้แม่นแล้ว เอ่ยถามว่า“ลูกค้าขอรับ หากพวกท่านสั่งอาหารจากโรงเตี๊ยมของเราเกินสามตำลึงจะไม่คิดค่าข้าวสวย หากลูกค้าสั่งอาหารเพิ่มอีกหนึ่งอย่างก็จะราคาสามตำลึงพอดีคิดเห็นเช่นไรขอรับ?”
หวังจวี๋เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจระคนแปลกใจ“ทานข้าวได้โดยไม่ต้องเสียเงิน”
หวังเยวี่ยพูดเบาๆใส่หูหวังจวี๋ว่า “เช่นนั้นก็ต้องสั่งอาหารให้เป็นราคาสามตำลึง”
“สวรรค์ทรงโปรดอาหารหนึ่งมื้อก็สามตำลึงแล้วหรือ?” หลิวซื่อรู้สึกว่าค่าอาหารยังแพงกว่าค่าที่พักเสียอีกช่างเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ
หลี่ชิงชิงเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์“เช่นนั้นก็เอาหมูผัดกระเทียมอีกหนึ่ง ใช่แล้ว ขอน้ำต้มสุกสักกา”
เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยถาม“ต้องการดื่มน้ำชาหรือไม่ขอรับ? น้ำชาก็ไม่คิดเงิน”
“พวกเรามีคนมากเช่นนั้นก็ขอน้ำชาหนึ่งกา น้ำต้มสุกหนึ่งกา”หลี่ชิงชิงรู้สึกได้ว่าเสี่ยวเอ้อร์คนนี้คิดเผื่อแขกได้อย่างเก่งกาจจึงหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาหกเหรียญแล้ววางบนโต๊ะ “นี่เป็นเงินรางวัลให้เจ้ารับไปเถิด”