ในความเย็นเฉียบของอากาศภายนอกเธอกลับรู้สึกถึงไออุ่นบางอย่างที่ฝังอยู่ในความทรงจำ เสียงหายใจของเขา...ในห้องน้ำที่วิลล่า...เสียงน้ำไหลผ่านร่างขณะที่เธอกับเขาแนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่างเหลือมือของเขาสั่นน้อยๆ ตอนแตะต้องเธอช่วงแรก แต่พอเขากอดเธอไว้มันแน่นเสียจนเหมือนกลัวว่าเธอจะละลายหายไปกับไอน้ำในห้องนั้น
“ผมไม่รู้ว่าเราจะอยู่กันแบบนี้ได้อีกนานไหม...”เขากระซิบข้างใบหูของเธอ ตอนที่กอดเธอจากด้านหลัง ใบหน้าซบลงกับไหล่เปลือยของเธอเสียงของเขาสั่น เหมือนจะร้องไห้
“พี่รตีทำให้ผมอยากเปลี่ยนโลกทั้งใบ...แค่เพื่อจะได้อยู่กับพี่”
มารตีหลับตา หายใจเข้าแผ่วเบาสะกดกลั้นไม่ให้ความรู้สึกไหลล้นจนกลายเป็นหยดน้ำตา เธอไม่เคยเชื่อคำพูดนั้นมาก่อนจนได้เห็นว่าเขาหายไปจากชีวิตของเธอ...โดยไม่มีคำลา ไม่มีเหตุผล
ไม่มีคำว่า “ลาก่อน” มีเพียงความเงียบงัน...ที่บาดลึกยิ่งกว่าคำพูดใด ฝนยังคงตกหนักขึ้นทุกขณะเสียงหยดน้ำดังประสานเหมือนเสียงของความคิดที่ตีก้องกังวานในหัวของเธอซ้ำๆ ‘เธอรักเขา...แต่เธอมีสามีแล้ว’...‘เธอเลือกจะพูดความจริง...แต่เขาเลือกจะหนีไป’
มารตียืนอยู่อย่างนั้นนานนับชั่วโมง จนเวลาล่วงเข้าสู่พลบค่ำออฟฟิศค่อยๆ ปิดไฟลงทีละชั้น พนักงานกลุ่มนั้นที่เดินผ่านมาเมื่อเห็นมารตียืนอยู่ต่างพากันค้อมตัวให้ด้วยความเคารพแต่พอเดินผ่านไป หญิงสาวก็ได้ยินเสียงแว่วมา
“เอ วันนี้ ทำไมผู้จัดการ ยังไม่กลับ หรือว่ากำลังรอใครอยู่”
“แต่ว่า วันนี้เด็กฝึกงานสุดหล่อนั่นไปไหน ไม่เห็นหน้าทั้งวันเลยหรือว่าไม่สบายเลยกลับไปก่อน”
“รู้สึกว่า ช่วงนี้ผู้จัดการจะสนิทกับน้องนัทพงษ์ที่มาฝึกงานนั่นมากเลยนะ”
“นี่เธอ อย่าเพ้อเจ้อให้มันมากนักเลยน่า...น้องนั่นเขามาฝึกงานตำแหน่งอะไรเธอไม่รู้เหรอ”
“ก็...เอ่อ...ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาผู้จัดการ...ไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่นะสิ แล้วถ้าไม่สนิทกับผู้จัดการจะให้น้องเขามาสนิทกับเธอเหรอไง...แม่ตัวดี”แล้วทั้งคนฟังและคนพูดก็หัวเราะออกมาแทบจะพร้อมกัน
เสียงพูดคุยของสาวๆ ในสำนักงานหายไปกับสายฝน พนักงานยังคงทยอยกลับบ้านกันไปทีละคนในที่สุดสำนักงานก็ว่างเปล่า แม้แต่พีชก็กลับไปแล้ว แต่มารตียังไม่ไปไหน เธอไม่แน่ใจว่าจะกลับไปในสภาพจิตใจแบบนี้ได้ไหมเธอไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของสามีอีกสองคนที่บ้าน
หญิงสาวรู้ดีว่ามีคนรอเธอกลับบ้านด้วยความรักและคิดถึง แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังทิ้งบางอย่างไว้ที่นี่…แม้จะมองไม่เห็นมันก็ตาม
ผู้จัดการสาวขยับกระเป๋าในมือไปมาเบาๆ แต่มือถือในกระเป๋ายังคงเงียบกริบไม่มีข้อความ ไม่มีสายเรียกเข้า ในที่สุดมารตีก็อดทนรอไม่ไหว เธอหยิบมันออกมาเช็คแชตที่เธอส่งหาเขา
“กลับมาคุยกันเถอะนะ...”
“พี่ยังอยากฟังเสียงเธอ”
“เธอโกรธพี่เหรอ…”
“ขอโทษนะ…แต่สิ่งที่พี่พูดเป็นความจริงทั้งหมด”
ข้อความสุดท้ายนั้นบอกว่าถูกอ่านไปแล้ว แต่ไม่มีคำตอบกลับมา
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นรู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองกำลังโดนทิ้งไว้ในวันที่ฝนตก เหมือนทุกความทรงจำที่เร่าร้อนและแสนหวานในวิลล่าถูกซัดลงพื้นด้วยเม็ดฝนที่ไม่มีความเมตตา
ทันใดนั้น เสียงฝนกระทบหลังคาก็พาเธอกลับสู่ปัจจุบันอีกครั้ง มารตีหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอื้อมมือเปิดร่มและก้าวออกไปสู่สายฝน ฝนเย็นเฉียบตกกระทบไหล่แต่มันไม่สามารถดับความร้อนรุ่มในใจเธอได้เลยร่มในมือแทบไม่มีความหมายเมื่อภายในเธอกลับเปียกโชกไปด้วยความเศร้าโศกและโหยหา
ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาไหม ไม่รู้ว่าควรรอเขาอีกไหม แต่เธอรู้แค่ว่า...ค่ำคืนนี้ไม่มีมือของเขาให้กุมไม่มีเสียงของเขาให้ได้ยิน ไม่มีสายตาของเขาที่มองเธอด้วยความหลงใหล เธอเดินช้าๆไปตามฟุตบาท ราวกับจะเดินย้อนกลับไปหาช่วงเวลานั้น…ช่วงเวลาที่เขายังอยู่ ช่วงเวลาที่หัวใจของเธอยังไม่พร่องและช่วงเวลาที่ฝน…ยังไม่ตก
ค่ำคืนนี้ฟ้ามืดเร็วกว่าทุกวัน ฝนที่ตกหนักเมื่อช่วงเย็นเริ่มเบาลงกลายเป็นเพียงเม็ดฝนเล็กๆ ที่ร่วงกระทบผิวหน้าต่างของรถยนต์ มารตีนั่งอยู่ในที่นั่งคนขับรถเคลื่อนตัวอย่างเงียบๆ สายตาของเธอมองไปข้างหน้าในขณะที่สมองของเธอวุ่นวายไปกับความคิดที่ไม่อาจห้ามยั้ง
วรเมธและปพนต์ ทั้งสองเป็นสามีที่ดีในสายตาของเธอ และมารตีก็รักพวกเขาทั้งสองอย่างลึกซึ้งรักที่ไม่อาจแบ่งแยก แต่ในช่วงเวลานี้ ความรู้สึกที่เธอไม่อาจหลีกหนี ความคิดถึงนัทพงษ์กลับแทรกเข้ามาในใจโดยไม่ต้องรอการอนุญาต
เสียงล้อรถที่หมุนไปบนถนนค่อยๆทำให้เธอตื่นจากความคิดก่อนที่รถจะจอดที่หน้าบ้าน...ร่างของเธอเคลื่อนออกจากที่นั่งรถอย่างเชื่องช้าหัวใจของเธอหนักขึ้นทุกก้าวที่เดินเข้าไปในบ้าน บ้านที่เคยเป็นที่พักพิงและยังคงเป็นที่ที่เธอรู้สึกปลอดภัยแต่ตอนนี้...กลับเป็นที่ที่เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป
เมื่อเข้าไปในบ้าน มารตีก็พบว่าวรเมธกับปพนต์กำลังนั่งคุยกันที่โซฟาเธอได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของพวกเขาเมื่อเห็นเธอเข้ามา แต่เมื่อทุกคนเห็นหน้ากันเธอก็ฝืนยิ้มให้ ทั้งที่ในใจมันแตกต่างไปจากภาพที่พวกเขาคาดหวัง
"วันนี้ไปไหนมาหรอ?" ปพนต์ถามขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติรอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย
"ไม่ได้ไปไหน แค่ทำงานที่ออฟฟิศน่ะค่ะ" มารตีตอบเสียงสดใสเกินจริงเธอเดินเข้าไปนั่งข้างๆ วรเมธ ทั้งที่รู้ดีว่าในใจของเธอกำลังสับสนไปหมด
วรเมธยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ดีแล้วครับอย่าทำงานหนักมากนะ เดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไป"เขาพูดพร้อมกับยื่นมือไปแตะที่หัวไหล่ของเธออย่างอบอุ่น
มารตีหลับตาอย่างแผ่วเบา กลิ่นของน้ำหอมและความอบอุ่นจากทั้งสองทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยแต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังโกหกตัวเอง เธอรักพวกเขานั้นเป็นความจริง แต่ในใจลึกๆ ยังมีความคิดถึงที่ไม่อาจควบคุมได้อยู่ด้วยเช่นกัน
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆพยายามทำให้รอยยิ้มที่หน้าของเธอเป็นธรรมชาติที่สุด ก่อนจะหันไปพูดกับพวกเขา"คืนนี้จะทำอาหารเย็นให้กินนะคะ" เธอตอบเสียงเบาแต่ใครจะรู้บ้างว่าใจเธอกำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกหนีได้
"ดีเลยครับ" วรเมธพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง ขณะที่ปพนต์ก็พยักหน้ารับอย่างยินดี
มารตีลุกขึ้นจากโซฟาและเดินไปที่ห้องครัวส่วนตัวที่จัดไว้สำหรับเวลาอยากทำอาหารกันเองห้องนี้มักไม่มีคนรับใช้เข้ามาเว้นแต่พวกเขาจะให้มาจัดการเป็นครั้งคราว เธอยืนอยู่กลางครัวเธอไม่ได้รู้สึกถึงความหิว แต่รู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ข้างในแค่คิดถึงเขาคนเดียวในตอนนี้ ก็ทำให้เธอรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัวแล้ว
มือของเธอหยิบอุปกรณ์ในการทำอาหาร แต่กลับไม่มีความตั้งใจใดๆรอยยิ้มของวรเมธและปพนต์ในห้องนั่งเล่นทำให้เธอรู้สึกถึงการเป็นตัวของตัวเองแต่เธอรู้ดีว่า...มีใครคนหนึ่งที่ไม่สามารถลืมได้
เสียงพูดคุยของวรเมธกับปพนต์ดังเข้ามาในห้องครัว มารตีเงียบไปขณะตัดผักตัดอย่างช้าๆ และนึกถึงอีกภาพหนึ่งในความทรงจำ...
...ในคืนที่ฝนตกหนัก เธอและนัทพงษ์นั่งอยู่บนเตียงในวิลล่าร่างกายของเขากอดเธอแน่นจูบที่หนักหน่วงทำให้เธอรู้สึกถึงการพึ่งพาและรักที่ไม่มีเงื่อนไขแม้เขาจะพูดว่าเขาไม่สามารถให้คำสัญญาใดๆ แต่ในตอนนั้น...มารตีรู้สึกเหมือนมีเขาอยู่ในอ้อมกอดมือที่สัมผัสที่ไหล่เธอร้อนแรงมันทำให้ทุกอย่างในเวลานั้นกลายเป็นความสุขที่สมบูรณ์แบบทั้งที่รู้ว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำตาเกือบจะไหลออกมาในตอนนี้เธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังหักหลังใครบางคน แต่ในใจของเธอ...นัทพงษ์ยังคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่เธอไม่สามารถหนีจากมันได้
เสียงเรียกของปพนต์ทำให้เธอสะดุ้ง จากความคิดถึงนั้น "มารตีวันนี้เราจะทานอะไรดี?"
เธอรีบเช็ดมือที่เปื้อนน้ำตาและหันไปยิ้มให้ทั้งสองคน "เดี๋ยวดูก่อนนะคะมีอะไรบ้าง"
เสียงฝีเท้าของเธอดังขึ้นในบ้านแต่ในใจกลับไม่มีอะไรที่จะเติมเต็มเธอได้ แม้ว่าเธอจะอยู่กับคนที่เธอรักสองคนแต่ก็ยังมีคนอีกคนที่เธอไม่สามารถทิ้งเขาไปได้
คืนนี้บ้านนี้จึงกลายเป็นบ้านที่ว่างเปล่า...