ณ ยอดดอยสูงเสียดฟ้าที่ตั้งอยู่ใน อาณาจักรหยก์ พรรคมารสาขาย่อยได้บุกขึ้นไปเพื่อจัดการกับพรรคธรรมะเล็กๆ พรรคหนึ่งที่ตั้งตัวเป็ปฏิปักษ์กับพวกมัน อันที่จริงในเวลานี้พวกพรรคมารได้เหิมเกริมแผ่ขยายอำนาจไปทั่วแผ่นดิน ผู้ใดก็ตามที่กล้าต่อต้านจะถูกกำจัดทิ้งจนไม่เหลือซาก และในวันนี้ก็ถึงคราวของ สำนักวิหคฟ้า
“บุกเข้าไป!!! แค่ไอ้สำนักเล็กๆ พรรค์นี้ ฆ่าพวกมันให้หมด” เสียงอันทรงพลังและมีอำนาจเปล่งออกมาจากปากของชายคนหนึ่งเขามี รูปร่างกำยำน่าเกรงขาม ใบหน้าดูโเี้และมีรอยแผลเป็ทางยาวที่ใต้ดวงตาข้างซ้าย ในมือถือดาบโค้งขนาดใหญ่ที่ใบมีดคมกริบสีเงินสะท้อนแสงเป็ประกาย นามของชายผู้นี้คือ หวู่เกา
หัวหน้าของพรรคมาร สาขาย่อยแห่งทิศใต้ หวู่เกา เป็คนมักใหญ่ใฝ่สูงแต่ด้อยสติปัญญาและชอบใช้กำลังในการกดขี่ลูกน้อง ไม่มีใครชอบขี้หน้าของมันแต่ก็ต้องอดทนเพราะเมื่อได้เข้าพรรคมารมาแล้วก็ยากที่จะกลับออกไปง่ายๆ
กำลังพลที่หวู่เกานำมาบุกสำนักวิหคฟ้าในครั้งนี้แม้จะมีจำนวนไม่มากนักแต่ก็เพียงพอที่จะบดขยี้สำนักเล็กๆ สำนักนึงให้ราบเป็หน้ากลองได้ในไม่กี่ชั่วยาม ถึงแม้ว่าจะเป็เช่นนั้นแต่ศิษย์ชั้นปลายแถวที่หวู่เกาพามาก็ล้มตายไปเป็จำนวนมาก หนึ่งในนั้นมีศิษย์ที่ ชื่อว่า ฉินฟง เ้าหมอนี่เข้าพรรคมาั้แ่อายุ 10 ขวบ ด้วยความจำเป็ที่ทางบ้านมีฐานะยากจน บิดา มารดาจึงต้องเอาตัว ฉินฟง มาขายให้พรรคมารเพื่อแลกกับเงินไม่กี่เหรียญทอง
ชะตาชีวิตของ ฉินฟงก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในสำนัก ก็คือเป็ข้ารับใช้ ทำงานทุกอย่างตามที่ศิษย์รุ่นพี่สั่งและฝึกวรยุทธ์ชั้นต่ำนิดๆ หน่อยๆ เพื่อเป็กำลังรบให้กับพรรคในอนาคต เมื่อถึงอายุ 15 ปี ฉินฟงจึงเริ่มถูกส่งไปเป็ทัพหน้าในการรุกรานสำนักอื่นๆ ทั่วแผ่นดินทางใต้ แต่น่าประหลาดใจยิ่งนักที่ฉินฟงรอดกลับมาได้ทุกครั้ง ในขณะที่คนอื่นๆ หลายคนกลับต้องตายอย่างน่าไร้ค่าไม่ต่างอะไรกับเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานหมากรุก เคล็ดลับในเื่นี้ไม่ใช่เพราะฉินฟง มีวรยุทธ์ลึกลับหรือมีพลังลมปราณแข็งแกร่งแต่เป็เพราะเ้าหมอนี่….มักจะใช้ไหวพริบแกล้งตายอยู่บ่อยครั้ง จึงรอดกลับมาได้เสมอไม่ว่าจะผ่านมากี่สำนักที่ถูกส่งไป ถึงสิ่งที่ฉินฟงทำจะดูขี้ขลาดแต่แบบนั้นเพราะเขาเป็คนที่มีจิตใจดีไม่เคยคิดที่จะทำร้ายหรือฆ่าใครและ เขายังวางแผนไว้ว่าหากสบโอกาสก็จะแอบหลบหนีไปจากพรรคมารให้ได้ในสักวัน… การกระทำของฉินฟงหาใช่ว่า หวู่เกาและคนอื่นๆ ในพรรคจะไม่รู้ ลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้แม้แต่เด็กน้อยยังดูออก แต่ไม่มีใครสนใจเสียมากกว่ามากกว่าตราบใดที่ ยังมีชัยกลับมาให้พรรค หวู่เกามีผลงานและไม่ถูกสาขาใหญ่ตำหนิ เช่นนั้นใครจะทำอะไรจะเป็ยังไงก็ช่าง..
วันเวลาผ่านไปเกือบสามเดือนหลังจากเหตุการณ์ที่สำนักวิหคฟ้าถูกบุก บัดนี้ดินแดนทางใต้แทบจะถูกพรรคมารสาขาย่อยยึดครองโดยสมบูรณ์แล้วถ้าไม่นับก้างขนาดใหญ่ที่ยังขวางหูขวางตาพวกมันอยู่นั่นก็ ‘พรรคเก้าัพิทักษ์ธรรม’ พรรคใหญ่อันดับสองของอาณาจักรหยก์ ที่มีทั้งวรยุทธ์เหนือชั้นและศิษย์มีฝีมือมากมายเสียอย่างเดียว่นี้ภายในพรรคค่อนข้างวุ่นวายเนื่องจาก ปรมาจารย์าุโเ้าสำนักเก็บตัวเข้าฌานในห้องลับมาหลายปีแล้ว บรรดารองเ้าสำนักที่ขัดแย้งกัน ส่วนลูกศิษย์แถวหน้าหลายคนก็จ้องที่จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทั้งหมดจึงเป็เหตุผลที่พรรคไม่เคยคิดที่จะออกหน้าไปกำราบพรรคมารสาขาย่อยที่กำลังแผ่อำนาจอยู่ในตอนนี้ ส่วนพวกมันเองก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งกับพรรคแห่งนี้เพราะเกรงในความสามารถด้านการต่อสู้..
ภายในพรรคมารสาขาย่อย หวู่เกากำลังหน้าดำคลำเคลียดอยู่บนเก้าไม้สีทองที่ดูหรูหรา มันกำลังคิดไม่ตกเื่ที่จะจัดการกับพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรม ใจหนึ่งก็อยากสร้างผลงานแต่อีกใจก็ขลาดกลัวในคำสั่งของสาขาใหญ่ที่ห้ามไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามในเวลานี้ “ฮี้ยย….จะข้ารอไปถึงเมื่อไร ต้องเป็เพราะเ้า ชิวหยวน แน่ๆ ที่ไปเป่าหูท่านประมุขไม่ให้ข้าสร้างผลงาน เจ็บใจนัก….” หวู่เกากัดกรามกรอดๆ ด้วยความคับแค้นใจก่อนที่จะเอากำปั้นทุบโต๊ะเสียงดัง โครม! ในตอนนั้นเองคนสนิทร่างผอมแห้ง ใบหน้าแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์นามว่า ฉีฟู ก็ได้เดินเข้ามาหา หวู่เกา “ขอท่านอย่าพึ่งใจร้อนอารมณ์เสียไปนายท่าน” ฉีฟูกล่าวขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับ “เ้ายังจะให้ข้าใจเย็นอะไรได้อีก ฉีฟู ตัวข้ากำลังจะโดนเ้าสอพลอ ชิวหยวน แย่งผลงานไปอยู่รอมร่อแล้ว” หวู่เกาพูดพร้อมใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห “นายท่านจะกังวลไปไยหากกลัวว่าชิวหยวนจะแย่งผลงานเหตุใดจึงมิชิงลงมือก่อนล่ะขอรับ” “ลงมืองั้นรึ? เ้าหมายความว่ายังไง ฉีฟู” “ข้าน้อยทราบดีว่าพวกเราไม่สามารถบุกเข้าปะทะกับพรรคั์ตรงๆ ได้ไหนจะเื่กำลังรบและวรยุทธ์ อีกทั้งหากทำเช่นนั้นนายท่านอาจจะถูกสาขาใหญ่ลงโทษเอาได้ในข้อหา กระทำ โดยพลการ” “ก็ใช่ยังไงล่ะ ข้าถึงได้คิดไม่ตกอยู่ในเวลานี้” ฉีฟูยิ้มที่มุมปากอย่างชั่วร้ายก่อนจะพูดต่อ “หากนายท่านเล่นงานพวกมันตรงๆ ไม่ได้เหตุใดจึงไม่เล่นลอบกัดเล่า” “เล่นลอบกัดเรอะฟังดูน่าสนใจไหนลองบอกแผนของเ้ามาฉีฟู” หวู่เการู้สึกสนใจในสิ่งที่ฉีฟูเสนอความคิดเห็น แผนของมันก็คือการส่งศิษย์ปลายแถวบางคนลอบเข้าไปจัดการกับพวกคนในสำนักั์ ถ้าเป็ไปได้ก็วางยาพิษพวกรองเ้าสำนักกับศิษย์เอกให้อ่อนแรงจากนั้นจึงค่อยเก็บกวาดในคราเดียว ถึงคนของเราพลาดถูกจับได้ก็ปล่อยให้พวกมันถูกโดนฆ่าไป แต่ถ้าสำเร็จแม้นข่าวจะล่วงรู้ไปถึงสาขาใหญ่แต่ก็คงไม่มีใครกล้าเอาผิดหรือลงโทษ เพราะท่านได้สร้างความชอบอันใหญ่หลวงไปแล้ว หลังจากที่ได้ฟังแผนการอันโฉดชั่วของฉีฟู หวู่เกาก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ” ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีมาก ดีมากๆ ฉีฟู ข้าชอบแผนนี้ เ้าจงไปเตรียมคนให้พร้อมและลงมือทันที” “ขอรับนายท่าน ข้าจะรีบไปดำเนินการเดียวนี้”
จากนั้นฉีฟูจึงได้ออกจากห้องโถงไป มันได้รีบไปทำการรวบรวมศิษย์ชั้นปลายแถวที่คิดว่าน่าจะทำงานนี้ได้ราวๆ สี่ห้าคน ให้มารวมกันก่อนที่จะอธิบายแผนการให้ฟังและหนึ่งในคนที่มันเลือกดันมี ฉินฟงร่วมอยู่ด้วย หลังจากได้ฟังแผนการของฉีฟู ฉินฟงรู้สึกว่ามันเป็อะไรที่สกปรกและชั่วช้ามากแต่ก็ไม่อาจโต้เถียงหรือขัดคำสั่งได้ เขาจึงพยายามคิดหาวิธีที่จะไม่ต้องฆ่าใครและไม่ให้โดนจับได้ด้วย แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกจนสุดท้ายจึงต้องใช้แผนแกล้งยอมแพ้ ฉินฟงคิดว่าพรรคเก้าัธรรม เป็พวกนักสู้ที่มีคุณธรรมต่อให้โดนจับได้ เขาก็แค่ถูกจับไปขังแต่ไม่ถึงกับถูกฆ่าให้ตาย ฉินฟงวางแผนไว้แบบนั้นไว้ในใจ ก่อนที่จะลักลอบเข้าไปในพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมยามวิกาลตามคำสั่งของฉีฟู ทุกอย่างเป็ไปได้ด้วยดีและพอสบโอกาสเหมาะเจาะฉินฟงก็แกล้งเผยตัวต่อหน้าศิษย์คนหนึ่งของสำนักที่เดินผ่านมาเพื่อที่จะยอมให้โดนจับตามแผน แต่นับว่าเป็คราวซวยของเขาเพราะคนที่ ฉินฟง ได้พบก็คือ หลู่อิงฉาน หนึ่งในศิษย์เอกของสำนักผู้มีเพลงกระบี่อันร้ายกาจแถมยังเป็ถึงลูกชายคนโตของรองเ้าสำนักอีกด้วย อุปนิสัยของ หลู่อิงฉานนั้นโเี้ยิ่งกว่าการเอาเ้าหวู่เกา สิบคนรวมกันเสียอีก จิตใจของคนผู้นี้เต็มไปด้วย ความโลภและมักใหญ่ใฝ่สูง ไร้ซึ่งความเมตตาและปราณีต่อผู้ใดที่มันมองเห็นว่าเป็ศัตรู การที่ ฉินฟงได้พบกับหลู่อิงฉานในเวลานี้จึงถือว่าเป็อะไรที่เลวร้ายสุดๆ
"เ้าเป็ผู้ใดกัน" หลู่อิงฉานได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบพร้อมกับใบหน้าเ็า "ฉินฟงรีบคุกเข่าและถอดผ้าคลุมหน้าออกตามแผนที่วางไว้ ก่อนที่จะเอ่ยวาจาขอยอมแพ้ แต่ยังไม่ทันจะได้ส่งเสียง กระบี่ในมือของหลู่อิงฉานก็กวัดแกว่งราวกับอสรพิษและเฉือนตัดเขาที่ลำคอของชายหนุ่มอย่างว่องไว กว่าฉินฟงจะรู้ตัวอีกก็ลงไปนอนจมกองเืบนพื้นแล้ว "ไม่..จำ..เป็..ต้องบอกข้าเพราะผู้ที่บังอาจบุกเข้ามาใน พรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมยามวิกาล มันผู้นั้นย่อมไม่ใช่ผู้มาดี และโทษทัณฑ์ของมันคือ ตาย สถานเดียว" เมื่อหลู่อิงฉานกล่าวจบมันก็เดินจากไปทันที ลมหายใจของฉินฟงค่อยๆ แ่เบาลงและสติก็เริ่มเลือนรางและหายไป…
“...นี่ข้าตายแล้วงั้นเหรอ…” เสียงของฉินฟงพูดขึ้นในขณะที่สติกำลังเลือนรางและร่างกายก็ล่องลอยดุจดังขนนก “มันจบแล้วสินะ….ข้าเคยคิดว่าคนในพรรคนี่จะมีแต่ผู้ที่มีคุณธรรมเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะได้พบคนที่มีจิตใจโเี้อำมหิตเฉกเช่นนี้ ข้าช่างโง่เขลานัก…” ฉินฟงพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูโศกเศร้า “อย่าคิดมากไปเลยเ้าหนุ่มในขาวย่อมมีดำ ในดำย่อมมีขาว ดีชั่วล้วนปะปนมิอาจแยกกันได้….” จู่ๆ ก็ได้มีเสียงของคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นข้างๆ กายเขา ฉินฟงสะดุ้งใก่อนที่จะหันไปมอง ร่างที่เขาได้พบก็คือ ชายชราหนวดเครายาวสีขาวท่าทางใจดีในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนกำลังยืนอยู่ “ทะ…ท่าน…เป็ใครกัน เป็ิญญาผีเหมือนข้ารึ!!?” ชายชรายิ้มก่อนจะลูบเคราแล้วตอบกลับ “เ้าหนุ่มอย่าเอาข้าไปเปรียบกับิญญาเร่ร่อนเช่นเ้าสิ ข้าน่ะยังไม่ตายซะหน่อย” “ถ้าเช่นท่านเป็ใครกันล่ะขอรับหรือว่าเป็เ้าที่เ้าทางแถวนี้…” “พอๆ เ้าหนุ่มเลิกเดาได้แล้วข้าไม่ใช่ภูตผี ปีศาจหรือเทวดาอะไรที่เ้าคิดทั้งนั้น นามข้าคือ ไท่หยวนอี้” พอได้ยินชื่อที่ชายชราบอกออกมา ฉินฟงถึงกับตาเบิกโพลงอ้าปากค้าง เพราะว่านี่เป็ชื่อของ ปรมาจารย์าุโสูงสุดผู้เป็เ้าสำนักคนปัจจุบันของพรรคเก้าัธรรมนั้นเอง….
จบบท นำ