เสียงเปลวไฟปะทุอยู่กับกิ่งไม้ท่อนใหญ่ เปลวของมันรุ่งโรจน์สว่างไสว ด้วยเชื้อเพลิงที่เพิ่งเติมเข้าไว้สะท้อนแสงสว่างออกมาเป็วงกลมกว้าง และทำให้มองเห็นเขาอย่างถนัดตาขึ้น มีอะไรบางอย่างสะท้อนประกายอยู่ในมือของเขา ซึ่งทำให้แบรนดี้รู้สึกตื่นกลัว และตีบตันไปทั้งคอหอย เมื่อใช้ความสังเกตและเห็นว่ามันเป็ใบมีดที่วาววับ
เธอเลื่อนสายตาขึ้นจับจ้องมองใบหน้าของเขาปีกกว้าง ๆ ของหมวกที่เขาสวมอยู่ถูกดึงลงมาจนต่ำ ซ่อนเร้นทุกสิ่งทุกอย่างไว้ภายใต้เงาของมัน นอกจากดวงตาที่เป็ประกาย มองเห็นไรเคราที่ข้างแนวแก้มต่ำลงมาจน ถึงคาง รู้สึกว่ามันจะเป็การเลี้ยงให้ยาวมากกว่าจะเป็เพราะเขามิได้โกนทิ้ง
เสื้อกั๊กหนังสัตว์สวมทับอยู่บนเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่เขาสวมใส่อยู่ เน้นให้เห็นแนวไหล่ที่ผึ่งผาย กางเกงยีนสีจาง ๆ แนบอยู่กับแนวตะโพกและต้นขา ในท่ามกลางแสงเรืองรองของกองไฟ ดูเหมือนร่างกายของเขาจะใหญ่โตกว่าแบรนดี้คิดไว้มาก และสร้างความหวั่นหวาดให้เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย
บุคลิกลักษณะที่น่าเกรงขามของเขามิได้สร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับเธอ เลยผู้ชายคนนี้ได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่า เขามิได้สนใจว่าเธอจะหลงทางเลย ดูเหมือนความกังวลของเขาจะมีอยู่เพียงประการเดียวเท่านั้นคือเธอบังเอิญพลัดเข้าไปในแคมป์ของเขาเข้า
เขาคงจะขุ่นเคืองที่เธอเกิดมาพบเห็นเขาเข้า นั่นย่อมหมายความได้เพียงประการเดียวว่า เขาไม่้าจะให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาเข้ามาอยู่ที่นี่ แบรนดี้กล้ำกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอเต็มที หรือว่าเขาจะเป็โจรที่คอยปล้นปศุสัตว์ มันก็มีสิทธิจะเป็ไปได้ เพราะเวลานี้พวกชาวไร่ปศุสัตว์ต้องผจญกับเหตุการณ์ทำนองนี้มากกว่าเมื่อสมัยก่อนนัก ยิ่งเธอครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้มากเพียงไรความแน่ใจก็ดูจะเพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น
เขามิใช่โคบาล จากไร่ปศุสัตว์ของเพื่อนบ้านของเธอแน่ เพราะคนเ่าั้แทบทุกคนก็คุ้นหน้าคุ้นตากับแบรนดี้ทั้งสิ้น ในสมัยปัจจุบันที่การเคลื่อนย้ายม้าหรือปศุสัตว์เป็จำนวนมาก ๆ ด้วยการใช้รถบรรทุก รู้สึกว่าเป็การน้อยมากที่พวกโคบาลจะต้องออกมาตั้งแคมป์อยู่นอกไร่ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผู้ชายคนนี้จะเป็ใครก็ตาม
แบรนดี้ก็อยากจะคิดว่าเขามิใช่คนดีนัก
แล้วขณะนี้ เธออยู่ในฐานะอะไรเล่า ในเมื่อเธอก็ได้เห็นเขาแล้ว เธอเท่านั้นที่รู้ว่า เขาได้ออกมาตั้งแคมป์อยู่ที่นี่ สิ่งที่มากยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เธอสามารถจะบอกรูปพรรณสัณฐานของเขาได้อย่างถูกต้องเสียด้วย
แบรนดี้รู้สึกหนาวเยือกเย็นไปทั่วเรือนกาย ขณะที่ปรายตามองดูใบมีดคมปลาบที่อยู่ในมือของเขา เธอย่อมสามารถจะบอกรูปพรรณสัณฐานของเขาได้แน่นอน ถ้าเธอได้มีโอกาสหลบหนีออกไปจากที่นี่ และยังสามารถรักษาชีวิตให้รอดอยู่ และแล้วเธอก็บังเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาอย่างแท้จริง
“ฟังนะคะ ฉันไม่ได้้าจะมารบกวนอะไรคุณเลย”
เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสะท้าน
“ขอแต่เพียงให้คุณช่วยชี้ทางให้ฉันไปถึงบ้านอเมสเท่านั้น ฉันก็พอจะเดินไปเองได้ค่ะ”
“ไปได้....งั้นรึ”
คราวนี้น้ำเสียงเขาระคนความขบขันอยู่ มองเห็นไรฟันขาวโพลนอยู่ในความมืดครึ้มของหนวดเหนือริมฝีปากบน
“แล้วคุณจะได้หลงไปทางอื่นงั้นสิใช่ไหม”
แววในดวงตาของเขามองเห็นได้ชัดว่ารู้สึกขบขันกับเหตุการณ์ที่เธอกำลังประสบอยู่
แต่แบรนดี้คิดว่าตัวเองรู้ดีว่าที่เขาพูดออกมาเช่นนี้หมายถึงอะไร มันแสดงให้เห็นเลยว่า เขาไม่คิดจะปล่อยเธอไป ความรู้สึกตื่นกลัวเริ่มรุกรานเข้าจับขั้วหัวใจและเมื่อเขาก้าวเท้าออกมาจากความมืดนั้น แบรนดี้ก็รู้แล้วว่ามีหนทางเดียวเท่านั้นที่เธอจะทำได้
และแล้ว ด้วยเสียงที่เปล่งออกมาด้วยความหวาดกลัว เธอหมุนตัวและวิ่งถลาออกไปในความมืดของทะเลทรายแห่งนั้นอีกครั้ง และคราวนี้ด้วยความใอันเหลือล้นทำให้เธอไม่สนใจอีกต่อไปว่าจะวิ่งไปในทิศทางใด รู้แต่ว่าตัวเองจะต้องวิ่ง วิ่งไปเสียให้พ้นจากกองไฟและจากผู้ชายคนนี้ แม้จะไม่มีเสียงว่ามีการไล่ติดตามมา แต่เนื่องจากเธอได้กรีดร้องเสียงดังเกินไป จึงทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมา.... หรือว่าเขาจะตามมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว
ด้วยการวิ่ง เตลิดเปิดเปิงอย่างมิได้ดูทิศทางเช่นนี้ ทำให้เธอพุ่งเข้าไปในพุ่มไม้ใบหนาซึ่งเป็พันธุ์ไม้มีหนาม และหมู่ต้นกระบองเพชร ที่หนามของมันเกี่ยวเสื้อแสง และิัจนเป็ริ้วรอยไปทั่ว ยิ่งกว่านั้นก็ยังสกัดกั้นมิให้เธอวิ่งไปได้ไกล ซึ่ง้าพลังในการวิ่งมากกว่าที่มีอยู่
แต่แล้วด้วยความเหนื่อยอ่อนที่เข้าครอบงำ แม้จะมองเห็นเส้นทางเบื้องหน้าอยู่ แต่แบรนดี้ก็หมดแรงเสียก่อน ร่างของเธอถลาล้มคว่ำลง พยายามหยัดกายขึ้นอ้าปากหอบหายใจ หมดความใส่ใจต่อพุ่มไม้ใบหญ้าที่ระคายตัว ซึ่งรองรับเรือนร่างอยู่ และเมื่อเธอลืมตาขึ้นก็มองเห็นร่างสูง ๆ ของเขายืนตระหง่านค้ำศีรษะอยู่ แบรนดี้นอนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนกายอยู่เป็ครู่
“รู้สึกว่านั่นมันออกจะเป็การกระทำที่โง่มากนัก”
เขาพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจ
เขาโน้มร่างเข้ามาหา แต่แบรนดี้พลิกร่างเบี่ยงหนี
“อย่ามาแตะต้องฉันนะ”
เนื่องจากความประหวั่นพรั่นพรึงที่บังเกิดอยู่ภายใน ทำให้น้ำเสียงของเธอกลายเป็เสียงตวาด
“หุบปากเสียทีเถอะ”
เขาสะบัดหน้า เอื้อมลงรั้งร่างเธอขึ้นมาในลักษณะกระชาก
สัญชาตญาณทำให้เธอบิดตัวดิ้นเร่า ๆ เพื่อให้พ้นจากอุ้งมือที่แข็งราวปลอกเหล็ก ดิ้นรนอย่างสุดเหวี่ยงและแล้วก็เตะเข้าตรงหน้าแข้งเขาเต็มเหนี่ยว
“พุทโธ่.... ยายนี่”
เขาคำรามออกมาดังๆ
“นี่.... ถามจริง ๆ เถอะที่ดิ้นพล่านอยู่นี่น่ะ คุณ้าจะพิสูจน์อะไร”
และด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ที่เขาเอื้อมมาคว้าข้อมือและกระชากร่างเธอขึ้นมาจากพื้นดินขึ้นมาแนบอยู่กับแนวตะโพก และทั้ง ๆ ที่เท้าทั้งสองของเธอยังเตะอยู่ในอากาศแต่เขาก็แบกร่างเธอราวกับมิได้จำเป็จะต้องใช้แรงอะไรเลย ตรงไปยังกองไฟ
“ปล่อยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องไห้ลั่นเลย”
แบรนดี้คาดคั้นเสียงสั่น
“เอาเลย อยากร้องก็เชิญร้องได้ตามสบาย”
น้ำเสียงของผู้ชายคนนั้นราบเรียบ
“บางทีไอ้พวกงูหางกระดิ่งหรือแมงป่องมันจะวิ่งถลาออกมาช่วยคุณไว้ได้บ้าง”
การตระหนักรู้ถึงว่าถึงจะร้องไปก็ไม่มีใครได้ยินทำให้แบรนดี้ยิ่งดิ้นรนหนักขึ้น ต่อสู้ขัดขืนกับปลอกเหล็กที่รวบรัดข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ และรั้งร่างเธอขึ้นจากพื้นดินได้อย่างง่ายดายนั้น และแม้ว่าจะมาถึงกองไฟที่คุโพลงอยู่ เขาก็ยังไม่ยอมลดหย่อนผ่อนปรนให้แม้แต่น้อยเพียงแต่ปล่อยเธอให้ลงยืนบนพื้นอย่างกระแทกกระทั้น
ทันทีที่เขาปล่อยมือลง แบรนดี้ก็ตั้งท่าจะออกวิ่งหนีไปสู่ที่ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า แต่ก็ทำให้ตัวเองต้องถูกกระชากกลับมาด้วยนิ้วแข็ง ๆ ที่จิกลงไปในนวลเนื้อละมุนตรง่ไหล่มาปะทะอยู่กับแผงอก ที่เปรียบเสมือนปราการอันแข็งแกร่ง
“ปล่อยฉันนะ”
เธอตวาดเข้าใส่เขาอีก
“ไง.... อยากหลงทางนักหรือไง”
เขาเยาะหยันอยู่ริมหู
“หรือว่านัดเพื่อนมาคอยอยู่ฟากเขาข้างโน้น”
“เปล่านะ”
เธอปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความรู้สึกสับสน
“ก็ฉันบอกคุณแล้วไงล่ะไงล่ะว่าฉันหลงทางไม่มีใครมากับฉันหรอก สาบานได้”
ดูเหมือนกว่าเธอจะรู้ว่าตัวเองได้หลงผิดที่ตอบเขาออกไปเช่นนั้นมันก็สายไปแล้ว เพราะถ้าเขาคิดว่ามีใครสักคนหนึ่งกำลังรอเธออยู่ในที่ซึ่งไม่ไกลนัก เขาอาจจะไม่กล้าพอที่จะทำร้ายเธอก็ได้ แต่เวลานี้เขาไม่จำเป็ต้องระมัดระวังอะไรอีกต่อไปเลย