ทั้งห้าคนเดินมาถึงหอตำราที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า ด้านในมีนักเรียนของสถาบันใบไม้เขียวอยู่ไม่ถึงสิบคน แต่ละคนที่มายังสถานที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็เด็กที่มักโดนผู้อื่นกลั่นแกล้ง หรือไม่ก็เป็พวกรักสันโดษ
“มีที่แบบนี้อยู่ด้วยหรือนี่?” เสี่ยวฟ่านมีสีหน้าประหลาดใจ เนื่องจากเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าในสถาบันใบไม้เขียวจะมีสถานที่แบบนี้ตั้งอยู่
“เ้าที่เวลาเรียนเอาแต่งีบ ตอนสอบก็ไม่เคยจะอ่านหนังสือ แต่กลับสอบผ่าน จะไปรู้จักหอตำราได้อย่างไรกัน?” ลู่หานเอ่ยขึ้นขัดคอเสี่ยวฟ่านด้วยใบหน้าเรียบเฉย ตัวเขาเองก็ออกจะประหลาดใจที่เสี่ยวฟ่านนั้นสอบผ่านไปได้แบบฉิวเฉียดเสียทุกครั้ง
ปิงหยุนหันไปเอ่ยกับโม่เฟิง “หอตำราแห่งนี้ ทุกคนในเมืองตะวันดับสามารถเข้ามาใช้งานได้ ตอนนี้พวกข้าต้องไปเข้าเรียนแล้ว หวังว่าเ้าจะเจอหนังสือที่ถูกใจ”
ปิงหยุนและสหายพากันแยกตัวจากไป พวกเขาต้องไปเข้าเรียน เนื่องจากพากันโดดเรียนมาหลายครั้งแล้ว หากครั้งนี้ยังโดดเรียนอีก เห็นทีจะหนีโทษโดดเรียนไม่พ้นเป็แน่แท้
กลุ่มของปิงหยุนได้จากไป โม่เฟิงจึงมองไปรอบ ๆ ด้านในหอตำราแห่งนี้มีหนังสือและม้วนตำรามากมายนับพันเล่ม แต่คนที่มายังสถานที่แห่งนี้กลับมีน้อยมาก ชั้นหนังสือที่เห็นอยู่จึงเต็มไปด้วยฝุ่น แม้เขาจะเห็นชายชราร่างผอมคนหนึ่งกำลังปัดกวาดเช็ดถู แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะให้หอตำราอันใหญ่โตแห่งนี้สะอาดขึ้นมาได้
โม่เฟิงเดินไปที่มุมหนึ่งของหอตำรา จ้องมองตำราจำนวนมากที่เรียงรายอยู่บนชั้น
จากความทรงจำที่เขามีอยู่ เขาไม่จำเป็ที่จะต้องเรียกบันทึกภูติออกมา เขาก็สามารถใช้งานพลังพิเศษของมันได้
โม่เฟิงไม่รอช้าหยิบหนังสือบันทึกชีวะประวัติปิงหนานที่อยู่บนชั้นออกมา พร้อมกับเอ่ยคำว่า “บันทึก” เพื่อบันทึกสิ่งที่ตนมองเห็นลงไปในในบันทึกภูติอนันตกาล โดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจในการเปิดหนังสือที่มีมากกว่าสามร้อยหน้าก่อนจะเอ่ยคำว่า “สิ้นสุด”
ทันทีที่เขาเอ่ยคำว่า ‘สิ้นสุด’ สิ่งที่อยู่ในหนังสือบันทึกชีวประวัติปิงหนานก็หลั่งไหลเข้าไปในหัวของโม่เฟิงทันที
หากข้า้าใช้ความทรงจำที่ถูกบันทึกเอาไว้ ข้าเพียงแค่ต้องนึกถึงชื่อสิ่งที่้า จากนั้นทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจะปรากฏชัดอยู่ในหัวเป็ดั่งความทรงจำที่ไม่มีทางลบเลือน
หลังการทดลองใช้บันทึกภูติอีกหลายครั้ง โม่เฟิงจึงพอสรุปความสามารถของบันทึกภูติออกมาได้คร่าว ๆ
หาก้าบันทึกสิ่งใดต้องเอ่ยคำว่า ‘บันทึก’ และเมื่อ้าจบการบันทึกเขาเพียงเอ่ยคำว่า ‘สิ้นสุด’ แค่นั้นถือเป็อันยุติการบันทึก ยิ่งเนื้อหาที่บันทึกมีปริมาณและความละเอียดอ่อนสูง ระยะเวลาที่ใช้ในการบันทึกจะยิ่งยาวนานขึ้น รวมถึงมันยังทำให้สภาพจิตใจของเขายิ่งรู้สึกอ่อนล้ามากขึ้นอีกด้วย
แต่ถ้าหาก้าใช้ส่วนความสามารถส่วนอื่น ๆ ของบันทึกภูติ อย่างเช่นการลบความทรงจำ ปิดผนึก ข้าน่าจะต้องบรรลุเงื่อนไขบางประการก่อน จึงจะใช้ความสามารถเ่าั้ได้ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเงื่อนไขพวกนั้นมันคืออะไรกันแน่
แม้จะไม่รู้เงื่อนไขของการปลดล็อคความสามารถ แต่การบันทึกสิ่งที่เห็นทั้งหมดก็น่าอัศจรรย์มากพอแล้ว ด้วยความพิเศษของบันทึกภูติ ทำให้เขาหวนนึกถึงบันทึกอสูรบัญชาทัพที่ยังไม่ได้ทดลองใช้
“หากข้าสามารถใช้ความสามารถของบันทึก์ทั้งสองเล่มได้อย่างเชี่ยวชาญแล้วละก็ อนาคตของข้าจะต้องอยู่เหนือกว่าผู้อื่นอย่างแน่นอน”
เมื่อทำการทดสอบบันทึกภูติจนเป็ที่พอใจแล้ว โม่เฟิงจึงเดินสำรวจไปทั่วแล้วพบว่าหอตำราแห่งนี้มีด้วยกันถึงห้าชั้น “ผู้ที่มีความรู้ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็ปราชญ์ และผู้ที่ได้ชื่อว่าปราชญ์ ย่อมได้มาซึ่งชื่อเสียงและเงินทอง”
การที่โม่เฟิงจะตามหาผู้ที่มอบสร้อยคอรูปพู่กันเส้นนี้ให้กับตนได้ เขาจะต้องมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็ความรู้ ความแข็งแกร่ง ชื่อเสียง เส้นสาย หรือแม้แต่เงินทอง ดังนั้นเขาจะต้องใช้บันทึกภูติ บันทึกเนื้อหาของหนังสือทุกเล่มที่มีอยู่ในหอตำราแห่งนี้
โม่เฟิงไล่อ่านหนังสือในหอตำราที่อยู่ในชั้นแรก แม้จะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจต่อหนังสือหนึ่งเล่ม แต่ด้วยจำนวนของหนังสือที่มีอยู่นับพันเล่ม เขากลับต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม ๆ ในการบันทึกหนังสือทั้งหมดของชั้นที่หนึ่ง
“นี่ก็เย็นมากแล้ว!” โม่เฟิงได้ยืมหนังสือหลายเล่มออกมาจากหอตำรา โดยมีชายชราคนเดิมยืนมองเขาอยู่ตลอด
แม้ไม่เคยรู้จักกับอีกฝ่ายแต่เขากลับรู้สึกเคารพชายชราผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก เขาจึงตัดสินใจผสานมือขึ้นเพื่อแสดงความเคารพ ก่อนจะเริ่มทบทวนรายละเอียดทุกอย่างที่ใช้บันทึกภูติบันทึกเอาไว้
สิ่งที่ข้าได้มาจากการใช้บันทึกภูติ ส่วนมากจะเป็บันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอาณาจักรอรุณรุ่งและเมืองตะวันดับั้แ่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลของวัตถุวิเศษ ศาสตราวุธ โอสถ และข้อมูลของสัตว์อสูรหลากหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือข้อมูลของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษ
ตามที่หนังสือหลายเล่มได้บันทึกเอาไว้ พยัคฆ์เพลิงอสรพิษมีอุปนิสัยที่ดุร้าย พวกมันรักสันโดษ ไม่รวมฝูงกับสัตว์อสูรตนอื่น พบเจอได้ยากมาก มันมองทุกอย่างรอบตัวเป็ศัตรู พิษของมันมีอุณหภูมิสูง เมื่อปะปนเข้าสู่ระบบไหลเวียนเื จะทำให้เืในร่างกายถึงจุดเดือด
ผู้ที่มีพลังต่ำกว่าขอบเขตหลอมดวงจิต เืในกายจะถูกเผาไหม้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แต่หากอยู่ในขอบเขตผสานิญญาขึ้นไป จะสามารถใช้พลังลมปราณในร่างกาย ยื้อชีวิตได้ประมาณสามถึงห้าปี ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของผู้ถูกพิษ
โม่เฟิงพยายามหาวิธีขจัดพิษของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษจากความทรงจำที่ถูกบันทึกเอาไว้ จนกระทั่งเขาเจอเข้ากับพิษเพลิงเก้าวิหคที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน แต่ระดับชั้นของพิษเพลิงเก้าวิหกที่เขาเจอนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าพิษของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษอยู่มากโข จึงไม่สามารถใช้ตัวยาแบบเดียวกันมาทำการรักษาได้
แต่ถึงจะรักษาไม่ได้ ก็ยังคงมีวิธีการรักษาพิษประเภทนี้บันทึกเอาไว้อยู่มากกว่าหนึ่งร้อยวิธี หากเขานำมาปรับใช้กับพิษของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษแล้วละก็ พิษนี้ถือว่าไม่ได้ยากเย็นเกินไปที่จะทำการรักษา แต่ก่อนที่จะรักษาได้ เขาต้องมีความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบในละแวกนี้เสียก่อน
ตกเย็นโม่เฟิงจึงออกจากหอตำราเดินทางกลับจวนสกุลปิง ระหว่างทางเขาเดินอ่านหนังสือที่ยืมมา ใช้บันทึกภูติบันทึกข้อมูลทุกอย่างอยู่ตลอด เมื่อกลับมาถึง ข้ารับใช้ได้มาเชิญโม่เฟิงไปที่ห้องโถงใหญ่ เมื่อไปถึงก็พบว่าปิงหยวนกำลังพูดคุยกับชายวัยกลางคนผมสีฟ้า โดยมีพ่อบ้านหนี่ยืนอยู่ห่าง ๆ
เห็นโม่เฟิงมาถึง ปิงหยวนจึงเรียกให้เดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น “เ้ามาพอดีเลย นั่งลงก่อนสิ!”
โม่เฟิงนั่งลง ชายผู้มีผมสีฟ้ามองมาที่เขาพร้อมกับเอ่ยขึ้น “เด็กคนนี่สินะ ที่ทำให้พี่สาวข้ายังไม่ตาย”
ปิงหยวนพยักหน้า “ใช่! โม่เฟิงผู้นี้ได้ช่วยชีวิตพ่อบ้านหนี่จากสัตว์อสูรในป่า ทำให้พ่อบ้านหนี่สามารถนำวารีสกัดโลหิตกลับมาต่อลมหายใจพี่สาวของเ้าได้ทันท่วงที”
จากบทสนทนาของทั้งสอง โม่เฟิงพอจะเดาได้ในทันทีว่าชายผู้นี้คืออาของปิงหยุน น้องชายแท้ ๆ ของเ้าเมืองตะวันดับ มีนามว่าปิงมู่
ปิงหยวนเริ่มเอ่ยถึงสาเหตุที่เรียกโม่เฟิงเข้ามาพบ “โม่เฟิง! ตระกูลปิงของข้านับว่าเป็หนี้บุญคุณเ้า ข้าเลยอยากจะตอบแทน โดยการมอบเงินจำนวนหนึ่งร้อยเหรียญทอง รวมถึงส่งเ้าไปร่ำเรียนวรยุทธที่สถาบันใบไม้เขียว เ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร?”
ตอนนี้โม่เฟิงไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว การได้เงินจากตระกูลปิงมาติดตัวใว้ใช้จึงถือเป็เื่ดี ส่วนการเข้าเรียนที่สถาบันใบไม้เขียว จะทำให้เขาสามารถฝึกฝนวรยุทธได้ง่ายขึ้น เพราะเขาจะได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง ที่มีแต่ผู้ที่เข้าเรียนในสถาบันใบไม้เขียวเท่านั้น ถึงจะได้รับสิทธิพิเศษนี้ได้ นับว่าเป็เื่ดีทีเดียว ดังนั้นจึงตกลงที่จะไปเข้าเรียนยังสถาบันใบไม้เขียว
แม้โม่เฟิงจะตอบตกลงแต่ปิงหยวนยังมีเื่กังวลอยู่ “แม้ข้าจะเป็คนพาเ้าเข้าเรียนที่สถาบันใบไม้เขียว แต่ห้องเรียนของเ้า ล้วนต้องขึ้นอยู่กับระดับพร์ของเ้า เ้าไม่ขัดข้องใช่ไหม?”
โม่เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง “จากที่ข้าได้อ่านประวัติของสถาบันใบไม้เขียว การเข้าเรียนที่สถาบันจะต้องมีการทดสอบระดับพร์ แต่สำหรับข้า..ข้าขอแค่อยู่ห้องเดียวกับปิงหยุนก็พอ”
แม้จะได้ยินจากปากของโม่เฟิง แต่ปิงมู่ยังคงถามคำถามเดิมอีกครั้ง เผื่อว่าโม่เฟิงจะเปลี่ยนใจ
“เ้าแน่ใจนะว่าจะอยู่ห้องเดียวกับปิงหยุน?”
โม่เฟิงยังคงยืนกรานด้วยสีหน้าหนักแน่น เขาไม่สนว่าตนเองจะได้อยู่ห้องเรียนพิเศษ หรือว่าห้องเรียนสุดท้าย ตราบใดที่มีบันทึก์ทั้งสองเล่มอยู่ เขาย่อมก้าวะโเหนือผู้ใด
ดังนั้นโม่เฟิงจึงยืนยันคำตอบเดิม ปิงมู่ก็มิได้กล่าวทักท้วงอีกเพียงเอ่ยออกมาว่า “หากเ้ายืนกรานเช่นนั้น ข้าจะให้เ้าอยู่ห้องเดียวกับปิงหยุน เ้าไปพักผ่อนเถอะ อีกห้าวันข้าจะพาเ้าไปที่สถาบันใบไม้เขียว”
หลังจากแจ้งวันเวลานัดหมายการเข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว ปิงหยวนจึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งร้อยเหรียญทองให้กับโม่เฟิง ก่อนจะบอกให้เขากลับไปพักผ่อน
หลังจากโม่เฟิงเดินออกมาจากห้องโถงปิงหยวนได้เอ่ยฝากฝังโม่เฟิงกับปิงมู่อีกครั้ง
“โม่เฟิงเข้าเรียนที่สถาบันใบไม้เขียว คงต้องขอรบกวนให้เ้าช่วยดูแล!”
ปิงมู่เอ่ยรับปากกับปิงหนาน “ไม่ต้องห่วง โม่เฟิงช่วยชีวิตพี่สาวข้าไว้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครมาข่มเหงหรือรังแกเขาได้”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นึกว่าพี่โม่คือ OneDrive จะ Save อะไรได้เยอะแยะและก็รวดเร็วขนาดนี้ 5555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ