“คุณพิม! เลขาที่ผมให้คุณหาได้หรือยัง” พิมพรรณที่กำลังวิ่งวุ่นกับการหาเลขาให้กับเ้านายหนุ่มก็ได้หันมามองยังต้นเสียงด้วยความกังวล
“กำลังหาค่ะ” สิ้นเสียงตอบของพิมพรรณ ก็มีเสียงแผดออกมาจนทำให้เธอต้องใ
"กำลังหาอย่างงั้นเหรอ ผมจะเข้าประชุมอีกไม่กี่นาทีนี้แล้วยังไม่มีใครมาอีกเหรอ ผมบอกให้คุณหาให้ผมั้แ่เมื่อวาน นี่มันกี่โมงแล้วยังไม่ได้อีกเหรอผมให้เวลาคุณ 10 นาที ทำยังไงก็ได้ต้องได้เลขามาให้ผมถ้าไม่เช่นนั้นก็เอาเลขาของคุณมาทำงานให้ผมแทน” หญิงสาววัยกลางคนได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบรับคำเ้านายหนุ่มอย่างปฏิเสธไม่ได้
“ได้ค่ะ ทันแน่นอนค่ะ” พูดจบเธอก็รีบลงไปชั้นสองของออฟฟิศของฝ่ายสรรหางานทันที
“ผู้จัดการเธอไปไหน” พิมพรรณถามหาผู้จัดการฝ่ายสรรหา หลังจากที่มาแล้วไม่เห็นนั่งอยู่ที่โต๊ะ
“คุณอรไปสัมภาษณ์พนักงานใหม่ค่ะ”เ้าหน้าที่ ในออฟฟิศรีบตอบทันที เพราะดูจากสีหน้าของพิมพรรณแล้วน่าจะมีธุระด่วนจริงๆ
พิมพรรณพยักหน้าเข้าใจก่อนที่จะรีบเดินไปยังห้องสัมภาษณ์งานอย่างรวดเร็ว เพราะเธอหวังว่าจะหาเลขาให้เ้านายด้วยตนเองได้
ในขณะเดียวกันก็เป็จังหวะที่ขวัญฤดีได้เข้าไปสัมภาษณ์พอดีเมื่อเธอเข้ามาถึงในห้องก็พบว่ามีคนอยู่ในห้องสัมภาษณ์ถึง 6 คน จากที่เธอเข้าใจว่ามีผู้รอสัมภาษณ์เธอมีทั้งหมด5 คน เท่านั้น แต่ไม่ว่าคนจะเยอะเท่าไหร่ ก็ไม่ทำให้เธอหวั่นไหวเพิ่มขึ้นเลยเธอหลับตาลงตั้งสติ พร้อมเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่อยู่บริเวณรอบๆ นี้ ตามประสาสายมูเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ก่อนจะอธิษฐานแล้วสาธุเบาๆ ในใจ พร้อมก้าวออกมาข้างหน้าโต๊ะที่เขารอสัมภาษณ์อย่างมั่นใจ
“เชิญแนะนำตัวค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่นั่งโต๊ะแรกบอกให้ขวัญฤดีแนะนำตัว
ขวัญฤดีก็ไม่รอช้ารีบทำการแนะนำตัวอย่างมั่นใจและชัดถ้อยชัดคำ ตามประสบการณ์ที่เธอเคยผ่านมา
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อขวัญฤดี เนตรมนต์ตรา หรือจะเรียกว่าหนูดีก็ได้ค่ะ อายุ 25ปี เคยสัมภาษณ์งานมาแล้ว 21 ครั้งหากครั้งนี้ไม่ผ่านก็จะเป็ครั้งที่ 22 ค่ะ เหตุผลสั้นๆ ที่ฉันเจอมาตลอด 21ครั้งก็คือฉันเป็เด็กจบใหม่ ขาดประสบการณ์ในการทำงาน ฉันก็อยากจะบอกกับทุกคนว่าหากไม่มีใครรับฉันเข้าทำงาน แล้วจะหาประสบการณ์จากไหน ดังนั้นฉันจึงตั้งใจจะสมัครงานที่นี่ค่ะเพราะมั่นใจว่าถึงจะไม่มีประสบการณ์ แต่ฉันคิดว่าฉันมีศักยภาพพอที่จะทำงานที่นี่ค่ะ”
พิมพรรณนั่งมองหญิงสาวที่ยืนแนะนำตัวอยู่ด้านหน้าก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ขึ้นมา จากคำพูดคำจาที่ดูจะมั่นอกมั่นใจรวมถึงท่าทางที่ดูสง่า ไม่มีทีท่าว่าจะประหม่าในการแนะนำตัวเลยแม้แต่น้อยเธอคิดว่าเด็กคนนี้น่าจะรับมือกับเ้านายของเธอได้แน่ ทำให้เธอสนใจเด็กคนนี้เป็พิเศษ
"อยากมีประสบการณ์ในการทำงานไหมหากทางเราให้เธอทำงานไม่ตรงกับตำแหน่งที่เธอ้า เธอจะทำได้ไหม”
“ยินดีค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนฉันก็พร้อมจะเรียนรู้ค่ะ” ขวัญฤดีตอบพิมพรรณด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“พร้อมเริ่มงานเลยไหม”
“พร้อมค่ะ” เธอตอบรับคำพิมพรรณอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ทันได้ถามว่าพร้อมเริ่มงานเลยนี่คือตอนไหนแต่ไม่ทันที่จะได้สงสัยนาน พิมพรรณก็ตอบตกลง
“ฉันตกลงรับเด็กคนนี้แหละ”
พิมพรรณหันมาหาขวัญฤดีอีกครั้งก่อนที่จะยืนยันว่าเขารับเธอทำงานกับทางบริษัทเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“งั้นฉันเลือกเธอเข้าทำงานที่นี่พร้อมเริ่มงานกันวันนี้เลยนะ ตามฉันมา”
“ค่ะ” ขวัญฤดีตอบแบบงงๆ และยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พิมพรรณพูดมากนักแต่ก็เดินตามหญิงวัยกลางคนไปอย่างว่าง่าย จากนั้นพิมพรรณก็ได้พาเธอเดินตรงไปยังลิฟต์กดไปที่ชั้น8 ชั้นบนสุดของตึกที่เธอมาสัมภาษณ์งาน
“เดี๋ยวรออยู่ที่นี่ก่อนนะ พี่ขอเข้าไปหยิบเอกสารให้เ้านายก่อน”
ก่อนที่พิมพรรณจะพาขวัญฤดีไปแนะนำตัวกับเ้านายเธอก็ไม่อยากให้เวลาสูญเปล่า เดินเข้าไปหยิบเอกสารในห้องทำงานให้เ้านายได้เซ็นด้วยจะได้ไม่ต้องเข้ามาห้องเ้านายบ่อยๆ
ในระหว่างที่ขวัญฤดีรอพิมพรรณอยู่นั้นเธอก็ได้พบกับโจทย์ที่ขับรถหรูเมื่อเช้าเดินออกมาจากลิฟต์ ด้วยท่าทางชิลๆ สบายอารมณ์จนทำให้เธอรู้สึกหมั่นไส้รีบเข้าไปต่อว่าผู้ชายคนดังกล่าวโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว
“นี่คุณ” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกก็ทำท่างงๆว่าผู้หญิงใส่แว่นแต่งตัวทรงป้าคนนี้เป็ใคร แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทำท่าจะเดินหนีอย่างไม่สนใจอะไรมากนักแต่ก็ต้องชะงักเพราะเธอได้ดึงแขนของเขาเอาไว้ เพื่อรั้งให้เขาหยุด ซึ่งก็ได้ผลเพราะชายหนุ่มหันมามองหน้าของเธอด้วยความไม่พอใจแต่ก็ไม่ทันได้พูดอะไร ขวัญฤดีก็ต่อว่าเขาอย่างหมดความอดทนกับคนที่ไร้มารยาทตรงหน้า
“นี่คุณ ฉันเรียกไม่ได้ยินหรือไง ที่บ้านไม่ได้สอนมารยาทเหรอ”
“แล้วคุณเป็ใคร ทำไมผมจะต้องมีมารยาทกับคุณด้วย”ชายหนุ่มถามกลับด้วยความไม่พอใจ
“ฉันก็คือคนที่คุณขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่เมื่อเช้าไง หน้าตาก็ดีแต่งตัวก็ดี แต่ไร้มารยาทบางทีการศึกษาสูงๆ ก็ไม่ช่วยอะไรจริงๆ”เมื่อพูดจบชายหนุ่มก็พูดใส่หน้าเธอกับเช่นกัน
“ทำไมจะต้องขอโทษในเมื่อคนเดินทางเท้าเห็นรถมาทำไมไม่หลบจะมาโทษโน้นโทษนี่ก็หัดโทษตัวเองบ้างนะคุณเห็นขับรถหรูก็จะรีบมาเรียกร้องค่าเสียหายขึ้นมาเลยจะเอาเท่าไหร่ละ จะได้สมทบให้”พูดจบชายหนุ่มก็ทำท่าจะควักเงินในกระเป๋าสตางค์ทำท่าจะจ่ายเงินให้กับเธอ
ขวัญฤดีที่ได้เห็นกิริยาที่ชายหนุ่มแสดงก็ทำให้เธอแทบดิ้นเหล่าๆะโหยุมหัวผู้ชายที่อยู่ข้างหน้าให้สาสมใจ กับความไร้มารยาทของเขาแต่ไม่ทันจะได้โต้คารมกัน พิมพรรณที่ได้เข้าไปเอาเอกสารที่ห้องทำงานก็กับออกมาเห็นเลขาคนใหม่กับเ้านายหนุ่มกำลังจับมือถือแขนยืนคุยกันอยู่หน้าห้องพอดี
“ดีจังเลยนะคะ ที่ทั้งสองคนรู้จักกันแล้ว” ขวัญฤดีที่กำลังจับแขนของเขาอยู่รีบปล่อยแทบจะทันที
ทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมายก่อนที่จะตอบเป็เสียงเดียวกัน ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก
“ไม่เคยรู้จักกันค่ะ/ครับ”
ขวัญฤดีบ่นอุบอิบเสียงเบาเป็คำทิ้งท้ายแล้วรีบหันหน้าหนี“ใครจะอยากรู้จักผู้ชายนิสัยแย่ๆ อย่างนี้”
“คุณพูดอะไร” ชายหนุ่มหันมามองหน้าหญิงสาวด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ก็เปล่านิค่ะ พูดลอยๆ คนเดียว” พูดเสร็จเธอก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
ซึ่งพฤติกรรมของทั้งสองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้นทำให้พิมพรรณที่เข้ามาใหม่ไม่เข้าใจมากนักและรู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมของเ้านายไม่ใช่น้อยเพราะเขาไม่ใช่คนที่จะมาเสียเวลาต่อปากต่อคำกับใครแถมไม่มีใครกล้าที่จะมาต่อปากต่อคำ หรือจะมายืนจ้องหน้าแล้วต่อว่าเ้านายของเขาอย่างผู้หญิงคนนี้เช่นกันแค่เดินผ่านยังต้องรีบหลบสายตา แล้วจะมีใครกล้ามาว่าเ้านายของเธอได้แต่ก่อนที่เื่ราวที่เธอเห็นจะบานปลายมากไปกว่านี้พิมพรรณจึงได้รีบแนะนำตัวขวัญฤดีให้กับเ้านายของตนได้รู้จัก
“คุณพัชรพอดีพี่พาเลขาคนใหม่มาส่งตัวค่ะ” พชรดนัยหันไปหาพิมพรรณทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าของเธอทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้กำลังหงุดหงิดกับหญิงสาวตรงหน้าอยู่ก็ตาม ซึ่งอีกคนก็รู้สึกไม่ต่างกันก่อนที่เธอจะหันไปถามย้ำพิมพรรณอีกครั้งด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“สะ-สะ-ส่งตัวเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ คุณพัชร หรือคุณพชรดนัย กิจจานุวัตร CEO รุ่นที่2 ของบริษัทเรา” พิมพรรณแนะนำตัวผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าให้กับขวัญฤดีได้รู้จัก
ซึ่งสิ่งที่ขวัญฤดีได้ยินก็ทำให้เธอลมแทบจับยืนมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างอึ้งๆ สมองหยุดทำงานชั่วขณะ ไม่พูดไม่จาได้แต่คิดในใจพร้อมกับจิกหัวตัวเองแล้วตบให้แรงๆสักทีสองที
“ซวยแล้วไงหนูดีเอยตกงานั้แ่วันแรกเลยไหมล่ะไหนแม่บอกว่าจะได้งานแต่กลับต้องมาตายเพราะปากตัวเองแท้ๆ”หญิงสาวได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ
แต่กับตรงกันข้ามกับพชรดนัยที่ดูจะมีท่าทีที่เป็ต่อที่ได้เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่ดูจะใที่รู้ว่าเขาเป็ใคร จากที่ดูจะอวดดี ทำปากเก่งก่อนหน้านี้กับก้มหน้าจ๋อยอยู่ตรงหน้าของเขาพชรดนัยยิ้มเยาะด้วยความสะใจก่อนจะพูดแซะหญิงสาวออกไปทันที
“นี่นะเหรอเลขาคนใหม่ คุณพิมพิจารณาจากส่วนไหน ทั้งหน้าตา รูปร่าง กิริยาไม่ได้เหมาะที่จะเป็เลขาเลยสักนิด” พชรดนัยพูดจบก็หันไปมองหน้าหญิงสาวอย่างพิจารณาพร้อมพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้พิมพรรณได้อธิบายเหตุผลใดๆ“ผมให้คุณไปหาเลขามาให้ผม ไม่ใช่หายัยป้าที่ไหนมาก็ไม่รู้คุณควรจะหาคนที่มีคุณภาพไม่ใช่ว่าจะรับใครก็ได้มาแก้ขัด รับมาแต่ละคนไม่ได้อย่างใจสักคน” เมื่อพูดจบพชรดนัยก็ทำท่าจะเดินหนีแต่ก็ต้องชะงักเมื่อหญิงสาวก็โต้กลับไม่ลดละเช่นเดียวกัน
“ไม่ยักจะรู้นะคะ ว่าการทำงานเขาตัดสินกันที่หน้าตาทำไมเหรอคะหน้าตาไม่ดีทำงานไม่ได้เหรอก็อย่างว่าแหละขนาดคนหน้าตาดียังไร้มารยาทได้เลย”
“คุณว่าใคร” เมื่อหญิงสาวพูดจบชายหนุ่มก็ถามสวนกลับมาทันควัน
“ไม่รู้สิคะ ก็แค่พูดลอยๆ”
“ก็ดี ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าปากกับการกระทำจะดีเหมือนกันไหม” เมื่อพชรดนัยพูดจบก็หันไปทางพิมพรรณที่ตอนนี้ทำหน้างงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น“นัดเลขาเริ่มงานทันที ทดลองงาน 6 เดือนหากทำไม่ได้ก็ลาออกไป” แต่ก่อนที่พิมพรรณจะได้พูดอะไรชายหนุ่มก็พูดต่อทันที
“ผมจะสอนงานเขาเองคุณไม่ต้องยุ่ง” พูดจบชายหนุ่มก็เดินเข้าห้องทำงานโดยที่ไม่รอคำตอบใดๆแต่ไม่ทันจะได้ปิดประตูก็หันมาตวาดหญิงสาวที่กำลังยืนงงอยู่ “จะทำไหมงานถ้าไม่ทำก็ออกไปอย่ามายืนบื้ออยู่แถวนี้รำคาญลูกตา” เมื่อพูดจบก็ปิดประตู ปล่อยให้ขวัญฤดีและพิมพรรณได้แต่มองหน้ากัน จากนั้นพิมพรรณก็ได้พาหญิงสาวเข้าไปในห้องทำงานCEO หนุ่มอย่างงงๆ
“ผมจะสอนเลขาคนใหม่ด้วยตัวเองนะ ไม่้าคนช่วย” เขาหันไปมองหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังทำหน้าจ๋อยอยู่ข้างหลังพิมพรรณสภาพความแก่นแก้วก่อนหน้านี้หายไปจนไม่เหลือคราบ พชรดนัยจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าพร้อมส่งรอยยิ้มเยาะเย้ยด้วยความซะใจ
“แต่” พิมพรรณได้แค่เอ่ยแค่คำเดียวก็ต้องชะงักลงเมื่อผู้เป็นายพูดขัดขึ้นมา
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น หากคิดว่าทำงานเก่งเหมือนปากจริงงานเล็กๆแค่นี้ก็ต้องทำได้ แต่หากทำไม่ได้ก็แค่ลาออกไป” เขาไม่พูดเปล่า แต่ยังส่งสายตาอันกราดเกรี้ยวจ้องมองหญิงสาวเหมือนจะเป็สัญญาณเตือนว่าาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วแต่แค่คำขู่ของชายหนุ่มไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะทกสะท้านเลยแม้แต่นิดเดียว เธอแค่รู้สึกสำนึกว่าก่อนหน้านี้เธอน่าจะระงับอารมณ์ให้มากกว่านี้ก่อนคิดที่จะด่าใคร ควรจะเช็กให้ดีก่อนว่าเขาเป็ใคร
“เกือบไม่ได้งานแล้วไหมแกยัยหนูดีเอ๊ย” ขวัญฤดีได้แต่สบถอยู่ในใจภายนอกก็ทำเป็เงียบตีหน้าเศร้าสำนึกผิด แต่แค่คิดว่าจะขอโทษผู้ชายตรงหน้าก็ต้องล้มเลิกในทันควันเมื่อเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันส่งกลิ่นอายอำมหิตมาถึงเธอ ซึ่งเธอก็รู้ได้ทันทีว่าที่เขายอมให้เธอยังทำงานอยู่ที่นี่ก็เพื่อแก้แค้นที่เธอด่าเขาไว้อย่างแน่นอนแต่ไม่ทันจะได้คิดอะไรไปไกล พิมพรรณก็ได้เดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าเป็กังวลพร้อมคำบอกลาที่เหมือนจะเป็การสั่งเสียให้เธอเข้าสนามรบอย่างไงอย่างงั้น
“สู้ ๆ นะพี่เอาใจช่วย” หญิงสาวไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งให้ไป
“จะยืนบื้ออะไรอยู่” เมื่อชายหนุ่มที่ทำท่าจะเดินจากห้องได้เรียกถามขวัญฤดีที่ยืนเก้ๆกังๆ ทำตัวไม่ถูกอยู่กลางห้อง
ท่าทางเฉิ่มๆของเธอ ทำให้พชรดนัยมองแล้วขัดหูขัดตาเป็อย่างมากแต่เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอมีอะไรดีทำไมคุณพิมพรรณที่เป็ผู้จัดการของเขาได้เลือกเธอเข้ามาทำงานคงไม่ใช่แค่เลือกให้จบๆ ไปเป็แน่