บทที่ 6
ฝึกตนอีกครั้ง ดินแดนแห่งปฐมกาล ััเจตจำนงกระบี่
“ไม่มีแล้ว! หรือว่าเ้าจะถอนตราข้า ถึงข้าจะหยิบของอื่นๆ ออกมาจากถุงเก็บของได้” เฉียวเิเตี๋ยกัดฟัน นางจ้องตาเขม็งไปไม่ไกลนัก มองไปทางที่ฉู่ซิวยืนอยู่ซึ่งกำลังนับของที่ได้มาจากอาจารย์เช่นนาง
“ยาอายุวัฒนะระดับสี่ทั้งนั้น ระดับห้ามีน้อยมาก”
“แล้วยังมีหินิญญาถึง 4000 ก้อน เห้อ! ก็ถือว่าดีกว่าไม่มี” ฉู่ซิวพยักหน้า พลางเก็บของเ่าั้ใส่ถุงเก็บของ
“ขอบคุณท่านอาจารย์มาก ~” เขากล่าวในขณะที่นางมองตามร่างนั้นที่ค่อยๆจากไป ตลอดชีวิตการบำเพ็ญตนเฉียวเิเตี๋ยรู้สึกสิ้นหวังเป็ครั้งแรก
‘หรือข้าจะไปวิงวอนท่านจอมเทพ บางทีอาจจะช่วยข้าถอนผนึกนี่ได้ ไม่ได้ไม่ได้ ! ไม่มีทางถอนผนึกได้ หากเ้าศิษย์นอกรีตคนนั้นไหวตัวทันอาจจะหนีไปก็ได้’
‘เช่นนั้นมิเท่ากับว่าข้าต้องเป็คนธรรมดาไปตลอดชีวิต สุดท้ายก็ตายไปอย่างนั้นรึ? ไม่... นั่นไม่ใช่ชีวิตของข้า! ไม่ใช่ชีวิตของเฉียวเิเตี๋ยผู้นี้!’
เฉียวเิเตี๋ยโดดเด่นปราดเปรื่อง ชาตินี้ย่อมต้องไปถึงเส้นทางดารากาลได้แน่ ชีวิตนางจะมาจบสิ้นที่นี่ได้อย่างไรกัน? นางล้วงมือเข้าไปในอก
หยิบหน้ากากจิ้งจอกสำริดออกมา
“ก่อนอื่น ยามที่ศิษย์ชั่วปลดผนึก ข้าก็หยิบสมบัติชิ้นนี้ออกมา โชคดีที่เ้าศิษย์ชั่วผู้นั้นไม่ได้ค้นตัว มิเช่นนั้นคงจะถูกชิงไปแล้วแน่ ๆ”
“หน้ากากจิ้งจอกสำริด ~” ของวิเศษชนิดนี้สามารถจำลอง และปกปิดกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญได้ทั้งมวลตราบใดที่ไม่ัักับผู้อื่น แม้ฝ่ายตรงข้ามจะอยู่ในขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่อาจสำรวจจากที่ไกลๆได้
สีหน้าเฉียวเิเตี๋ยเลื่อนลอย หากนางสวมหน้ากากนี้ไว้ คนผู้อื่นย่อมมิอาจรู้ได้แน่ว่าการบำเพ็ญของนางถูกปิดกั้น
คราััหน้ากากจิ้งจอกสำริดนี้ นึกถึงร่างบนหน้าผาสูญสิ้นเมื่อเดือนก่อน
หน้ากากชิ้นนี้หล่นลงมาขณะที่คนผู้นั้นถูกไล่ล่า
“น่าเสียดาย ฉู่ซิวผู้นั้นก็นับว่าโดดเด่นปราดเปรื่องยิ่งนัก ฝึกวิชาเพียงร้อยปีเศษก็มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่คนรุ่นเดียวกันแล้ว!”
ประโยคที่ว่า “ทำลายความเป็ะ เพื่อค้นหาชีวิตนิรันดร์ ขอบเขตจักรพรรดิ ข้าเสียใจแต่ไม่เสียดาย” คำพูดนั้นยังก้องอยู่ในหัว เต็มไปด้วยความโอหัง แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็มีความสามารถที่น่าทึ่งจริง ๆ
“น่าเสียดาย เ้าแข็งแกร่งเกินไป อัจฉริยะเกินไป หากเ้าไม่ตายแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ตระกูลต่าง ๆ สำนักต่าง ๆ จะอยู่กันอย่างสบายใจได้อย่างไร?”
“และหากเ้าไม่ตาย ในอนาคต! เมื่อหนทางสู่ขอบเขตจักรพรรดิเปิดออก ใครในทวีปต้าเทียนฉงจะมีโอกาสนอกจากเ้า?” เฉียวเิเตี๋ยส่ายหน้า ไล่ความคิดฟุ้งซ่านในใจออกไป
“บัดนี้! ข้าต้องหาหนทางปลดปล่อยตนจากพันธนาการของศิษย์ชั่วผู้นั้นให้ได้ มิเช่นนั้นแล้ว ชาตินี้เกรงว่าจะต้องตกอยู่ภายใต้การบงการของเขาไปตลอดเป็แน่!”
เมื่อกลับมาที่หน้าถ้ำฝึกตนของตนเอง ฉู่ซิวคล้ายัับางสิ่งได้เลยยิ้มมุมปากอย่างเอาแต่ใจ
“สวมมันสิ!”
“หากท่านอาจารย์ไม่สวมหน้ากากนี้แล้ว ข้าจะบำเพ็ญอย่างมีความสุขในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไทซูได้อย่างไร?” เขากล่าวพลางนึกถึงเฉียวเิเตี๋ยที่กำลังสวมหน้ากากอยู่ เขาคงจะเห็นและััทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับนางได้
ฉู่ซิวเข้ามาในถ้ำฝึกตน หยิบกระบี่เืหยกอาวุธล้ำค่าที่ระบบให้รางวัลออกมาจากถุงเก็บของ
‘คว้างง~’ เสียงกระบี่เล่มนั้นถูกชักออกจากฝัก มีกลิ่นเืโชยอยู่โดยรอบ กระบี่นี้ยาวสามฉื่อสามชุ่น ตัวกระบี่สีเขียวอมแดงคล้ายเื บางเบาเหมือนปีกแมลงปอ ด้ามกระบี่ไม่รู้ว่าสร้างจากซี่โครงสัตว์ร้ายใด แต่มันแผ่จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างล้นเหลือ
“อาวุธล้ำค่ากระนั้นหรือ?”
“ก็ไม่ได้แย่!” ฉู่ซิวส่ายหน้า ขณะนี้ขอบเขตพลังของเขาต่ำเกินไปถึงแม้จะได้สิ่งของศักดิ์สิทธิ์มา ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ทันที
เขานั่งสมาธิ วางกระบี่เืหยกไว้บนเข่าทั้งสองข้างก่อนจะหลับตาลง เริ่มกลั่นปราณ ตอนนี้เขามีเวลาอีกสามวันก่อนการต่อสู้ เขาวางแผนจะใช้เวลานี้ในการฝึกฝน วิธีการเคลื่อนไหวและเคล็ดวิชากระบี่สักสองสามอย่าง
เคล็ดวิชากระบี่อย่างหนึ่งที่ ‘ฉู่ซิวเ้าของร่างเดิม’ ฝึกฝนมาแต่เดิมชื่อว่า ‘สามกระบวนท่าชิงเฟิง‘ เคล็ดวิชานี้มี [คุณภาพลึกลับ] แต่ชื่อฟังดูธรรมดา ท่าก็ง่าย สามท่าแบ่งเป็ ชัก ฟัน และเก็บ
“ชัก ฟัน เก็บ”
เดิมทีฉู่ซิวเป็ผู้บำเพ็ญ เมื่อมองจากมุมมองของเขา เคล็ดวิชากระบี่นี้ ถึงแม้คุณภาพจะต่ำ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่จะย้อนคืนสู่ความบริสุทธิ์และสอดคล้องกับวิถีแห่งเต๋ายิ่งนัก
ผู้บำเพ็ญกระบี่คืออะไร?
‘ผู้ที่ขับเคลื่อนกระบี่ประจำกายได้หรือ? หรือว่าคนที่ฆ่าคนได้ในระยะพันลี้? กระบี่หมื่นเล่มมากันทำอะไรเว่อร์ ๆ แบบนั้นได้ เรียกว่าผู้บำเพ็ญกระบี่หรือ?’
ช่างตื้นเขินยิ่งนัก!!
ความสามารถไม่สู้ความมุ่งมั่น! ความมุ่งมั่นไม่สู้เจตนาแรงกล้า! ผู้บำเพ็ญกระบี่ไม่ได้ฝึกทักษะกระบี่หรือเคล็ดลับการใช้กระบี่ แต่ฝึกจิติญญาของกระบี่ด้วย เมื่อจิติญญาของกระบี่เข้าถึงเจตจำนง แม้ฟันธรรมดาครั้งเดียว ก็ทำลายโลกได้ ไม่ใช่การ ชัก ฟัน เก็บ อย่างที่เข้าใจ!
ในวันที่สอง จันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างไสว ดวงดาวนับแสนประดับท้องฟ้า…
ภายในถ้ำฝึกตนฉู่ซิว
[ติ้ง!]
[ว้าว! ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน ท่านได้เข้าใจเจตจำนง เริ่มเข้าสู่ขั้นััเจต...]
[คว้างง…]
เสียงกระบี่คำรามก้องอยู่ในห้วงสำนึกของฉู่ซิ่ว
ชั่วพริบตาต่อมา ราวกับว่าจิตสำนึกของเขาถูกมือที่มองไม่เห็นคว้าเอาไว้ และพาเขาเหินออกจากถ้ำ ฝ่าค่ายกลของสำนักไท่ซู่ ไปสูงขึ้น สูงขึ้น
เมื่อเขาเบิกตาขึ้นอีกครั้ง จิตสำนึกของเขาก็มาถึงสถานที่ที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด
ฉู่ซิวเงยหน้าขึ้นมองไปในระยะไกลและเห็นลำแสงสีต่างๆ ตกลงมาจากความมืด ลำแสงเ่าั้มีทั้งหนาและบาง
ลำแสงที่หนาที่สุดนั้นหนาเท่าถังน้ำ ในขณะที่ลำแสงที่บางที่สุดนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับตะเกียบเท่านั้น
“ดินแดนแห่งปฐมกาล เริ่มต้นขั้นััเจต…” แน่นอนว่าลำแสงแต่ละลำของที่นี่คือเจตจำนงกระบี่ ผู้บำเพ็ญกระบี่แต่ละคนจะมีโอกาสมาที่นี่เพียงครั้งเดียวในชีวิต แน่นอนว่าฉู่ซิวที่ตายไปแล้วในตอนแรกนั้นถือเป็ข้อยกเว้น
ผู้บำเพ็ญกระบี่ที่มาที่นี่จะต้องค้นหาเจตจำนงแห่งกระบี่ที่สอดคล้องกับวิถีกระบี่ของตนเอง เจตจำนงแห่งกระบี่ก็มีทั้งที่แข็งแกร่งและอ่อนแอ บางกระบี่ที่ล้ำเลิศ เหล่าผู้ที่สำเร็จวิชาได้ แม้เพียงอยู่ในขั้นััเจตก็ยังทรงพลังยิ่งกว่าผู้ที่เริ่มฝึกธรรมดาๆ แต่ก่อนนี้ เขาเคยมาที่แห่งนี้ครั้งหนึ่ง แต่ครานั้นเขาบรรลุอยู่ในขอบเขตเต๋ากงแล้ว
ชาติก่อน เขามิมีอาจารย์คอยชี้แนะ การบำเพ็ญล้วนอาศัยการค้นหาด้วยตนเอง เมื่อมาในดินแดนแห่งปฐมกาล และเสาะหาเจตจำนงแห่งกระบี่ เขาเพียงเลือกเสาแห่งเจตจำนางแบบลวกๆ ทำให้ได้เจตจำนงกระบี่ที่อ่อนแอ
เมื่อเริ่มฝึกใหม่ในชาติภพนี้ เขาจึงต้องค้นหาเจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของดินแดนแห่งปฐมกาลมากเท่าไร ยิ่งจะพบเจตจำนงที่เข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อบอกตนเองว่ามิต้องกังวลอีกต่อไป ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวพุ่งทะยานออกไปทางเบื้องหน้า เสาแห่งแสงแต่ละต้นที่โบยบินผ่านมากมาย แต่เขายังคงมุ่งหน้าบินลึกเข้าไปในดินแดนแห่งปฐมกาลอย่างไม่หยุดยั้ง
หากเป็ผู้บำเพ็ญแห่งขอบเขตกงล้อสมุทรธรรมดาเดินเข้ามาที่นี่ พวกเขาจะเดินหน้าได้เพียง240จั้งเป็อย่างมาก จากนั้นสติของพวกเขาก็จะไม่อาจทนทานต่อแรงกดดันของดินแดนแห่งปฐมกาลนี้ได้อีกต่อไป พวกเขาจะถูกบดขยี้จนแหลกเป็ผุยผง
ในเวลานั้น อย่าว่าแต่การเสาะหาเจตจำนงเลย แม้แต่การมีชีวิตอยู่ก็ยังยากที่จะพูดถึง แม้ว่าพวกเขาจะสามารถมีชีวิตรอดได้ แต่ก็คงกลายเป็คนวิกลจริตไปแล้ว
ทว่า เขากลับไม่มีความกังวลในเื่นี้ !
ก่อนที่จะเกิดใหม่ เขาเป็ผู้ทรงพลังอยู่ในขอบเขตศักสิทธิ์ เขาทำามาเป็ร้อยปี ฆ่าบุตรศักดิ์ศิษย์ทั้งหญิงชาย และผู้าุโจากสำนักอันยิ่งใหญ่มานักต่อนัก แม้แต่สมบัติล้ำค่าที่ได้มาก็มากมายมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้
ใครจะรู้เล่าว่าเขากินของวิเศษในดินแดนมามากเท่าใด หากจะกล่าวถึงความแข็งแกร่งของดวงิญญาแล้ว กลัวว่าแม้แต่ผู้บำพ็ญขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ไปก็ไม่อาจเทียบเท่าข้าได้
มิฉะนั้น เขาก็คงไม่อาจฝึกวิชาลับของดวงิญญา แย่งชิงร่างมาเกิดใหม่ได้
240 จั้ง...
300 จั้ง…
450 จั้ง...
600 จั้ง...
แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่! ยอดเขาไท่ซู่! ภายในถ้ำเรียบง่ายไร้สิ่งประดับ
สตรีนางหนึ่งที่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวเป็ลอนสีเขียวอมฟ้า ดวงตาของนางเปรียบดั่งดวงดาราที่ระยิบระยับ แวววาวงดงามดุจเทพเ้า ทุกๆลมหายใจ ราวกับว่ามีโลกนับล้านถือกำเนิดและดับสลายไปในดวงตานาง
ด้านหลังศีรษะนางมีวงแหวนแห่งแสงลึกลับสามสีคือทอง คราม แดง แสงงามเ่าั้หมุนวนตามเข็มนาฬิกา ใบหน้าของนางมีรูปโฉมงดงาม มีไอพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องโน้มตัวลงศิโรราบ เหล่าคนผู้นั้นต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนในใจย่อมเต็มไปด้วยความเกรงกลัว และไม่กล้าแต่แต่จะสบตานาง
นางคือเ้าสำนักไท่ซู่แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ เรียกได้ว่าเป็ผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้
“มีผู้มาเยือนแดนศักดิ์สิทธิ์ เพื่อก้าวสู่ขั้นััเจต” นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปรียบดั่งดวงดาวราวกับสามารถมองทะลุสรรพสิ่งและกาลเวลาได้
สายตานางทอดไปยังดินแดนแห่งปฐมกาลที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโกลาหล
“น่าสนใจยิ่งนัก…”
“ที่แท้ก็ก้าวหน้ามาถึง1051 จั้งแล้วสินะ…”
“ไม่เลว 1201 จั้งแล้ว…”
เมื่อเวลาผ่านไป
…
สีหน้าเฉยเมยของไท่ซู่จื่อก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“2065 จั้ง…”
“2330 จั้ง…”
“ช่างเป็จิติญญาที่แข็งแกร่ง ช่างเป็จิตใจที่แข็งแกร่ง เดินมาถึงขั้นนี้ได้ในขณะที่ยังอยู่ในขอบเขตกงล้อสมุทรขั้นต้นงั้นรึ?”
“2666 จั้งแล้ว!!”
“มากกว่าเดิมอีก! ในตอนที่ข้าอยู่ในขอบเขตปี่อั้นเมื่อครั้งเสาะหาเจตจำนงแห่งกระบี่อีก”
“เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา เขาถูกแย่งร่างมาหรือไง ? หรือว่าเขาเป็อัจฉริยะโดยกำเนิด ?”
สามชั่วโมงต่อมา ดวงตาที่สวยงามของไท่ซู่จื่อค่อยๆเบิกกว้างขึ้น
“3002 จั้ง...”
“นี่มันเป็ไปได้อย่างไร…”
ไท่ซู่จื่อลุกขึ้นยืนริมฝีปากสีแดงขยับเอยเสียงแ่ "สามหมื่นปีก่อน ขอบเขตของกระบี่ยังมิอาจหาที่สิ้นสุดได้ เทพกระบี่ที่มีขอบเขตกึ่งจักรพรรดิ์ ผู้มีเจตนากระบี่สะท้าน์ ฆ่าศัตรูไม่เคยเกินสองกระบี่ เขาคือผู้ไร้เทียมทานในยุคนั้น ว่ากันว่าเมื่อเข้าสู่ภวังค์ค้นหาเจตนาก็มาที่นี่ ก็สูงจากพื้นสามพันกว่าจั้งเช่นเดียวกัน
“หรือว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ของข้า จะให้กำเนิดผู้ยิ่งใหญ่เสมอเหมือนเทพกระบี่ กระนั้นหรือ?”