ซวย ซวยจริงๆนี่น่าจะเป็นวันที่แย่ที่สุดของอวิ๋นอี้ตั้งแต่มาที่ราชวงศ์ต้าอวี่
บอกตรงๆ ว่าตั้งแต่ที่ได้พบกับหว่านฉือนางก็ไม่เคยได้อยู่อย่างเป็นสุข
หว่านฉือคงจะไม่ใช่ตัวอัปมงคลในชีวิตนางหรอกใช่หรือไม่!
มิเช่นนั้นนางจะทั้งแย่งบุรุษ แย่งตำแหน่งพระชายาทั้งยังทำให้ต้องวุ่นวายไม่หยุดได้อย่างไร
อวิ๋นอี้ซุกอยู่ในมุมหนึ่งแล้วถอนหายใจถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่นางมิได้มีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่งอย่างไทเฮาฝ่าบาทที่ปิดบังได้ทุกสิ่ง เพียงใช้อำนาจ ก็พลิกจากดำเป็นขาว...
นางรู้สึกไร้ค่าทำได้เพียงคิดระบายความรู้สึกออกไป อย่างไรเสียคนทั้งห้องก็มิได้สนใจนางอยู่แล้ว
หว่านฉือตื่นขึ้นเล็กน้อยก่อนหน้านี้ทุกคนไปที่หน้าเตียงราวกับไล่ตามดวงดาวอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเกิดการเปรียบเทียบนางก็รู้สึกเศร้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ
คนหนึ่งเป็นดังไข่มุกในฝ่ามืออีกคนราวกับผักกาดบนดิน
อวิ๋นอี้ถูนิ้วอย่างช่วยมิได้มองไปหลังฝากกั้นอย่างไม่ชอบใจ ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คน ถึงกระนั้นหรงซิวก็ยังเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด
ภายใต้เสื้อคลุมสีดำนั้น ด้วยรูปร่างผอมสูงของเขายิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์
ผิวขาวของเขาทำให้ยิ่งดูสูงส่งขึ้นไปอีกดวงตาที่เย็นชาของเขา แต่เขาให้เกิดความรู้สึกหวงห้ามขึ้นในใจ
จู่ๆ หางตาของเขาก็มีเสน่ห์ขึ้นอีกที่แท้ก็เพราะว่าหว่านฉือพูดกระไรบางอย่าง ทั้งสองมองหน้ากันยิ้มหว่านฉือเขินและปิดปากด้วยความละอาย
อวิ๋นอี้ปวดใจ รีบละสายตาออกไป
จะดูกระไร ดูไปก็ทำให้ตนเองไม่สบายใจเปล่าๆ
นางอยู่ในห้องเหมือนกับคนที่ไม่เข้าพวกเหลือเป็นส่วนเกินออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงความอับอาย จึงเดินออกมา นั่งยองๆ อยู่ที่ข้างสระน้ำเล็กๆ
ค่ำคืนนั้นเงียบสงัดเงาต้นไม้หนาทึบทอดข้ามผืนน้ำที่มิมีคลื่น เงาของนางถูกสะท้อนมองไม่เห็นกระไรเลยนอกจากโครงร่างของนาง
แสงสีเหลืองอบอุ่น เสียงแมลงและกบร้องระงมนางมองย้อนกลับไปที่ห้องที่สว่างไสว ก็ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก
ค่ำคืนเช่นนี้ ต่อไปจะมีอีกเยอะใช่หรือไม่?
อวิ๋นอี้มิรู้ว่านางจะทนได้อีกนานเพียงใดและก็มิรู้ว่าความรักของนางจะหมดลงเมื่อใด
กลางคืนเงียบสงบหัวใจของนางก็สงัดลงตามไปด้วย
ไทเฮาและฮ่องเต้ เห็นว่าหว่านฉือฟื้นแล้วก็รับสั่งอีกไม่กี่คำ จากนั้นก็พากลุ่มองครักษ์กลับวังไป หรงซิวก็รอจนถึงกลางดึกเมื่อรอให้หว่านฉือนอนหลับไปอีกครั้ง ถึงได้ก้าวเท้าออกมา
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความวิตกกังวลที่มากกว่า
หว่านฉือติดเขามาก ต้องพึ่งพาเขาตลอดไทเฮาก็อยู่ด้วย จึงทำให้เขาหาโอกาสถอนตัวออกมามิได้ทำได้เพียงอยู่กับนางต่อไปอย่างไม่เต็มใจ
ในที่สุดก็กล่อมให้นางนอนได้แล้ว จากนั้นถึงจะพบว่าสตรีตัวน้อยของเขาได้หายไปแล้ว
หรงซิวทั้งปวดใจทั้งทำกระไรมิได้ถามทั้งสาวใช้ทั้งทหาร ก็บอกว่าไม่เห็นอวิ๋นอี้เลย จนกระทั่งถามทหารเฝ้าประตูถึงได้รู้ว่านางได้กลับไปตั้งนานแล้ว
มือของเขาสั่นอย่างควบคุมมิได้และรีบวิ่งกลับจวน
เมื่อวิ่งออกไปได้กว่าครึ่ง ก็คิดได้ว่าช้าเกินไปจึงกลับไปขี่ม้า
เขาควบม้าอยู่บนถนนหินโบราณกว้างใหญ่ เสียงตึกตักดังชัดเจนในกลางคืนที่เงียบสงัด
เหนือหัวของเขาเป็นค่ำคืนที่มืดมิดเต็มไปด้วยดวงดาว ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เช่นเดียวกับดวงตาที่ไร้ก้นบึ้งของเขา
ใบหน้าที่เย็นชาและแข็งกร้าวทำให้ลมที่พัดผ่านใบหน้าของเขา
สตรีของเขา ต้องอยู่ที่จวน!
“ฟู่—!”
หรงซิวลากเสียงยาว บีบบังเหียนในมือแน่นม้ายกกีบหน้าสูง เอียงทั้งตัวไปเบื้องหน้า สองเท้าของเขาบีบท้องม้าไว้แน่นแล้วก็กระโดดลงจากหลังม้า
คนรับใช้ที่อยู่หน้าประตู ตกใจจนเบิกตามองกว้างคุกเข่าลงเคารพด้วยความตื่นตระหนก "คารวะองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!"
หรงซิวมิมีเวลาไปสนใจ พูดเพียงว่า “พระชายากลับมาหรือยัง?”
“กลับ...กลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
คำพูดมหัศจรรย์ประโยคนี้ทำให้อารมณ์ด้านลบของเขาหายไปจนหมด
หรงซิวเอาบังเหียนให้คนใช้และออกคำสั่งลมจากเท้าของเขาไม่หยุดนิ่ง ตรงไปที่ห้องของพวกเขา
เขานึกว่าสตรีตัวน้อยจะโกรธเสียแล้วทั้งยังกังวลว่าประตูห้องจะถูกลงกลอน แต่ที่คาดไม่ถึงเลยก็คือ เพียงผลักเบาๆมันก็ถูกเปิดออกแล้ว
ข้างในมืดสนิท เขาเงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวังก็สัมผัสได้ถึงการหายใจบางเบา
เขาเดินไปที่ข้างเตียงเบาๆ ก็เห็นเงาสีดำเล็กๆขดตัว มือและเท้าอยู่ด้วยกัน ค้อมตัวราวกับกุ้งสุก
มุมปากของเขายกขึ้นและขึ้นไปบนเตียงอย่างระมัดระวัง เหยียดแขนยาวออกไปกอดนางไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างง่ายดาย
จู่ๆ ร่างของสตรีสาวก็แข็งทื่อ หรงซิวเลิกคิ้วขึ้นแล้วเข้าไปใกล้ ริมฝีปากของเขาพ่นลมร้อนพ่นที่คอของนางแล้วถามว่า“ยังไม่นอนเช่นนี้ รอข้าอยู่หรือ?”
“ยังรู้หรือเพคะว่าควรจะกลับมา”อวิ๋นอี้พึมพำอย่างไม่พอใจ
เดิมทีนางก็อยากจะรอที่ข้างสระน้ำในจวนหว่านฉือแต่ผู้ใดจะรู้ว่าสระน้ำรายล้อมไปด้วยวัชพืชหนาแน่น มียุงชุมในฤดูร้อนและนางก็เป็นที่นิยมของพวกมันมาก ไม่นานขาก็ถูกกัดเป็นตุ่มเต็มไปหมด
ไม่เพียงจะสู้กับหว่านฉือมิได้เท่านั้นแม้กระทั่งยุงในเรือนหว่านฉือนางก็สู้มิได้ โกรธจนต้องวิ่งหนี
หนีกลับมาบ้านก็นอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาพลิกตัวมาก็พลิกตัวไป ทุกข์ทรมานขึ้นทีละน้อย
อวิ๋นอี้มุ่ยปาก เต็มไปด้วยความคับข้องใจ ราวกับน้ำท่วมที่ถูกปล่อยออกไหลออกมาเรื่อยๆ นางอ้าปาก แล้วก็หุบลงอย่างไม่สบายใจ
ช่างมันเถิด
จู่ๆ ก็ไม่อยากบอกเขาแล้ว
หรงซิวกอดนางแน่น บีบมือบนไหล่ของนางเมื่อได้ยินเสียงจิ๊จ๊ะของสตรีตัวน้อย ก็ยิ้มแล้วมองหาริมฝีปากของนาง
จูบเบาๆ
เขาพูดเสียงเบา “เมียจ๋าข้าทำให้เจ้าคับข้องใจอีกแล้ว”
อวิ๋นอี้เม้มริมฝีปาก ไม่ตอบกระไร
เขาก็พูดต่อว่า “วันนี้ที่ว่าเจ้าเป็นเหตุสุดวิสัย หากข้าไม่ทำเช่นนั้น เจ้าก็จะตกอยู่ในน้ำมือของไทเฮาที่นั่นเจ้าจะทรมาน ไทเฮาเป็นเจ้าแห่งวังหลัง นางมีวิธีสั่งสอนสตรีนับไม่ถ้วนกระนั้นที่ข้าตวาดเจ้า อย่าได้เอาไปใส่ใจเลยนะ”
“ข้าไม่เอาไปใส่ใจก็ได้เพคะ”อวิ๋นอี้ถอนหายใจ “แต่กฎครอบครัว ตีลงโทษยี่สิบครั้งฝ่าบาทยังคิดว่าข้าจะใช้ชีวิตอยู่ได้หรือเพคะ?”
“พูดกระไรไร้สาระน่ะ”หรงซิวพูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัดว่า “เจ้าเป็นสตรีของข้าข้าจะทนเห็นเจ้าเจ็บได้อย่างไร?”
“กระนั้นฝ่าบาท..."
"ไม่ต้องห่วงหรอกข้าวางแผนไว้แล้ว"
หรงซิวทำเรื่องลึกลับตลอดเขาแค่บอกให้นางนอนหลับฝันดี ตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะจบ
เขาเป็นคนที่หนักแน่นสมกับที่ผู้คนอยากจะเชื่อถือและพึ่งพา อีกทั้งอวิ๋นอี้ยังเหนื่อยมาทั้งวันมีเขาอยู่ด้วย นางก็หลับลงได้ทันที
แผนการที่หรงซิวบอก นางก็ได้รู้ในวันถัดมา
เขาสั่งให้ยาชิงหาสตรีที่รูปร่างเหมือนนางทุกประการส่วนสูง หุ่น และแม้แต่หน้าอกก็เหมือนกันจนน่าตกใจ
สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือหน้าตา
และยาชิงก็ให้หน้ากากกับนาง ใส่แล้วก็เหมือนกับนางอย่างมิมีข้อแตกต่าง
“ขอให้พระชายาซ่อนตัวไว้ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”ยาชิงพูดอย่างไร้อารมณ์ พยักหน้าเล็กน้อยให้หรงซิวแล้วให้สตรีสาวที่สวมหน้ากากนั่งลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง
“ข้าจะไม่ซ่อนที่ใดเล่า”อวิ๋นอี้ถาม
หรงซิวกุมข้อมือนางแล้วลูบเบา ๆ “ตามข้ามา”
ทั้งสองเดินไปที่ห้องถัดไปซึ่งมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้างกำแพงด้านใต้ หรงซิวลงกลอนประตูเดินไปที่ชั้นหนังสือและสะบัดเทียนด้วยมือเปล่า ก็เห็นตู้หนังสือค่อยๆ หมุนไปประตูก็เปิดออกอยู่เบื้องหน้า
“......”
อวิ๋นอี้กลั้นยิ้มมุมปาก มีห้องลับจริงๆ ด้วยหรือ!
เป็นครั้งแรกที่นางเห็นห้องลับจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก นางคว้าแขนหรงซิว แล้วอุทานว่า "ว้าว!จะมีสมบัติอยู่ในนั้นหรือไม่เพคะ? เครื่องประดับเงินทองกระไรทำนองนั้น?”
“......” หรงซิวใช้มือเคาะหัวของนาง"วันๆ สมองของเจ้ามีกระไรอยู่บ้างกันเนี่ย?"
"ฝ่าบาทไงเพคะ!"นางพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของนางมองไปข้างหน้าอย่างเจ้าเล่ห์"บอกมาก่อนเพคะ หากในนี้มีสมบัติเงินทองเวลาเราเจอกันแล้วฝ่าบาทต้องแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง!"
หรงซิวเป็นปลื้มกับคำว่า "ฝ่าบาท" มากไม่ต้องพูดถึงจะให้เงินทอง หากจะเอาชีวิตเขาก็เต็มใจให้นาง