ตอนที่ 10 : เ้ายังอ่อนหัดนัก
เมื่อผัดผักเสร็จแล้วก็ถึงเวลาปลาที่นำไปนึ่งจะเสร็จพอดี หยางซวนจึงสั่งให้หลิวเหมยลี่นำจานปลาออกมาวางข้างนอก ก่อนจะตกแต่งโรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชี ก็นับว่าเป็อันเสร็จเรียบร้อย
ขณะนี้รายการอาหารทั้งสามในค่ำคืนนี้ก็ได้เสร็จสิ้น และกำลังถูกเด็กทั้งสองลำเลียงออกมาวางที่โต๊ะอาหาร ก่อนที่หลิวเหมยลี่จะไปเรียกให้บิดามารดามากินข้าว
เด็กๆทั้งสองตื่นเต้นมาก เพราะนี่นับเป็ครั้งแรกที่พวกเขาทั้งสองคนลงมือทำอาหารด้วยตัวเองหมดทุกขั้นตอน โดยที่ผ่านมาเด็กทั้งสองจะเป็เพียงลูกมือของมารดาของพวกเขาเท่านั้น
เมื่อหลิวซานเหอและตู้เจินจูเดินมาถึงโต๊ะอาหารก็พลันต้องใกับอาหารที่ถูกเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ด้วยคาดไม่ถึงว่าจะมีกับข้าวหลายอย่าง แต่ละอย่างก็สีสันชวนน่ากินไปทั้งนั้น
เดิมทีพวกเขาสองคนมิได้คิดอันใดมาก ถ้าลูกๆของพวกเขาทำอาหารออกมาถึงแม้ว่าจะไม่อร่อย หากไม่ถึงขั้นเสียหายจนกินไม่ได้ อย่างไรเสียพวกเขาก็ย่อมกินได้ ถือเสียว่านี่เป็ประสบการณ์ที่สำคัญสำหรับลูกรักทั้งสองของพวกเขา
แต่มิคาดคิดเลยว่ามิใช่แค่ดูแล้วเพียง ‘พอกินได้’ เท่านั้น หากแต่ยังดูดีถึงขั้น ‘น่ากิน’ เลยทีเดียว
เรียกว่าเพียงแค่แรกเห็น น้ำย่อยในกระเพาะอาหารก็เริ่มทำงานขยันขันแข็ง ส่งเสียงร้องครืนครามดังลั่นราวกับเสียงฟ้าร้องก็มิปาน
เมื่อเห็นสีหน้าตะลึงระคนตื่นเต้นของบิดามารดา เด็กทั้งสองก็พลอยยิ้มออกมาอย่างหน้าชื่นตาบานเช่นกัน พวกเขาคาดหวังที่จะได้เห็นสีหน้าอึ้งทึ่งของท่านพ่อท่านแม่ รู้ว่าตอนนี้พวกเขาทำให้บิดามารดารู้สึกเกินคาดได้แล้ว ที่เหลือก็แค่รอลุ้นว่ารสชาติจะเป็ที่ถูกอกถูกใจหรือไม่เท่านั้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ กินข้าวได้แล้วเ้าค่ะ” เสียงใสๆเจื้อยแจ้วของหลิวเหมยลี่ดังร่าเริงสดใส นางเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย
ที่สำคัญนางเองก็หิวั้แ่ตอนที่ทำอาหารแล้วด้วย
ถึงแม้ว่า่เวลาที่กำลังทำอาหารอยู่ ด้วยพลังสมาธิที่มุ่งมั่นจะทำให้หลิวเหมยลี่จดจ่อกับการทำอาหารตรงหน้าจนลืมสิ้นซึ่งความหิวทั้งปวง
แต่วินาทีที่ทำเสร็จ กลิ่นอาหารที่ดมมาตลอดเวลา ภาพสีสันสดใสของอาหารที่ทำเสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะอาหารที่เกิดขึ้นจากฝีมือของนางเอง สิ่งเหล่านี้กลายเป็สิ่งเร้าที่มากระตุ้นความหิวโหยของหลิวเหมยลี่ ทำให้นางเองก็อยากจะลิ้มชิมรสอาหารเหล่านี้ก่อนใครๆ
เพราะตอนที่ทำอาหาร หยางซวนให้หลิวเหมยลี่ชิมเพียงแค่น้ำปรุงรสเท่านั้น แต่ตอนนี้นางอยากจะลิ้มชิมรสชาติเนื้อที่ผ่านการคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงเ่าั้เสียที
จะอร่อยขนาดไหนกันนะ แค่คิดน้ำลายก็ไหลออกมาเต็มปากเสียแล้ว
มิใช่เพียงแค่หลิวเหมยลี่เพียงคนเดียว แต่ทั้งสี่คนในเวลานี้ก็รู้สึกเหมือนกัน หลังจากที่หายตกตะลึงกันแล้วทั้งสี่คนก็ชวนกันเริ่มรับประทานอาหารกันเลย โดยมีหลิวหย่งเฉินและหลิวเหมยลี่พยายามคะยั้นคะยอให้บิดามารดาตักอาหารจานที่ตัวเองทำก่อนเป็อันดับแรก
บิดามารดาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแยกกันตักคนละจาน เพื่อไม่ให้ลูกๆแต่ละคนต้องน้อยใจ
“โอ้โห ปลาจานนี้นุ่มมากเลย รสชาติก็หวานเค็มกำลังดี จานนี้เขาเรียกว่าอะไรรึ”
หลิวซานเหอผู้เป็บิดาลงมือทานจานปลาก่อนเป็อันดับแรก และก็ต้องตาโตเมื่อได้ชิมคำแรกเข้าไป จากที่เขาคิดว่ามันน่าอร่อย เขากลับพบว่ามันอร่อยกว่าที่เขาคาดไว้ในตอนแรกเสียอีก
“จานนี้เรียกว่า ‘ปลานึ่งซีอิ้ว’ เ้าค่ะ” หลิวเหมยลี่ตอบ
“ผักจานนี้ก็อร่อยมาก รสชาติดีแถมผักยังกรุบกรอบ ที่สำคัญผักยังดูเขียวสดใสอยู่เลย ดูไม่เหี่ยวแม้แต่นิดเดียว”
ตู้เจินจูก็กล่าวชมออกมาบ้างเช่นกัน นางเองก็ไม่คิดว่าลูกๆจะทำผัดผักออกมาได้ดีขนาดนี้
บางที....นางคิดว่า....บางทีอาจจะทำออกมาได้ดีกว่าที่นางทำเองเสียอีก
“ผัดผักจานนี้ข้าเป็คนผัดเองขอรับ” หลิวหย่งเฉินรีบออกหน้าบ้าง
“ไม่เลวเลยเฉินเอ๋อของแม่ เ้าทำได้อย่างไรผักถึงยังคงเขียวสดแบบนี้”
“ข้าใช้เทคนิคที่เรียกว่าการสะบัดกระทะขอรับ” หลิวหย่งเฉินเอ่ยตอบอย่างภาคภูมิใจ
“นี่เ้าสะบัดกระทะเป็ด้วยเหรอ” หลิวซานเหอและตู้เจินจูมีสีหน้าประหลาดใจ พวกเขารู้ว่าบรรดาพ่อครัวแม่ครัวในร้านอาหารดังๆต่างก็นิยมใช้เทคนิคนี้ในการทำอาหารในร้านอาหารของตนเองกัน
หากแต่ชาวบ้านธรรมดามิใคร่จะมีผู้ใดเชี่ยวชาญเทคนิคเยี่ยงนี้กันมากนัก โดยมากมักจะผัดโดยการวางกระทะไว้ตามปกติ เหตุผลหลักๆเลยก็คือ ในตอนที่เริ่มหัดสะบัดกระทะนั้น อาหารมักจะหกหรือกระเด็นออกไปนอกรอบกระทะเป็จำนวนไม่มากก็น้อย...
...ซึ่งพวกเขาทั้งหลายมองว่า นั่นคือการสิ้นเปลือง
“ข้าก็ยังอยู่ใน่ฝึกฝนอยู่ขอรับท่านแม่”
หลิวหย่งเฉินมิอาจเอ่ยโอ้อวดตัวนัก เพราะเขาเองก็ทำมันหกพื้นไปถึง 3 ส่วน ที่เหลือมาอยู่ในจานบนโต๊ะอาหารนี้มีเพียงแค่ 7 ส่วนเท่านั้น แน่นอนว่าเื่นี้เขาไม่มีทางอ้าปากบอกให้บิดามารดารู้เป็แน่
หลิวเหมยลี่ที่รู้ความลับในเื่นี้เพราะยืนอยู่ในห้องครัวด้วยกัน ก็หันมาขยิบตาเป็นัยๆให้กับพี่ชายของตน หลิวหย่งเฉินเองก็ยิ้มตอบรับแห้งๆ เป็ความหมายที่รู้กันเพียงแค่พวกเขาสองคน
“แล้วจานอันนี้ละ นี่คือน้ำแกงเหรอ”
หลิวซานเหอหันมาถามเด็กๆทั้งสอง เขาจ้องมองจานเมนูน้ำแกงที่ยังไม่มีใครตักชิมอยู่นานแล้ว แววตาสงสัยใคร่รู้ว่านี่คืออาหารอะไร
“จานนี้เรียกว่า ‘น้ำแกงไข่เสฉวน’ เ้าค่ะ” หลิวเหมยลี่ตอบ
“น้ำแกงไข่เสฉวนเหรอ พ่อเคยได้ยิน จานนี้ลูกก็เป็คนทำเหรอ ไหนพ่อขอลองชิมหน่อย” ผู้เป็บิดามีสีหน้าภาคภูมิใจในตัวลูกสาว
“อื้มมมม... หอม อร่อย” หลิวซานเหอกล่าวพลางพยักหน้า ระหว่างนั้นหลิวหย่งเฉินก็หันไปตักน้ำแกงให้มารดาได้ชิมบ้าง
“อร่อยจริงๆด้วย แถมยังมีอะไรเป็เส้นๆลอยอยู่เต็มไปหมด” ตู้เจินจูตักวัตถุสีเหลืองทองที่เป็เส้นๆขึ้นมาดู แล้วจึงทดลองชิมอีกครั้ง
“นี่มันไข่นี่!”
“นี่ลูกทำไข่เป็เส้นเป็สายอย่างนี้เองเหรอ สวยมากเลย อร่อยด้วย” ตู้เจินจูอุทานอย่างตื่นเต้นหลังจากเห็นว่าน้ำแกงทั้งถ้วยนั้น มีไข่เป็เส้นเป็สายลอยอยู่เต็มไปหมด นางนึกไม่ออกว่าทำอย่างไรไข่ถึงเป็เส้นๆบางๆแบบนี้ได้โดยที่ไม่จับกันเป็ก้อน
“ข้าใช้วิธีคนน้ำแกงเป็น้ำวนก่อน จึงค่อยๆหยอดไข่ใส่ลงไปเ้าค่ะ ท่านแม่” หลิวเหมยลี่กล่าวอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง” ตู้เจินจูมีสีหน้าปลาบปลื้มในตัวลูกๆทั้งสองคน ต่างคนต่างก็มีเทคนิคทำอาหารกันคนละแบบอย่างที่นางคาดไม่ถึง ต่างจากนางที่ทำเมนูอาหารง่ายๆได้ แต่ก็ไม่ได้มีเทคนิคพิสดารอะไรมากนัก
ได้ฟังคำชมไม่ขาดสายจากปากของบิดามารดา เด็กๆทั้งสองก็รู้สึกแช่มชื่นในหัวใจ หลังจากมองหน้ากันหนึ่งที ทั้งสองก็ไม่รีรออีกต่อไป รีบตักอาหารใส่เข้าปากตัวเองเหมือนกัน
และก็รู้สึกเหมือนที่บิดามารดาตัวเองกล่าวออกมา
“อื้ม... อร่อยจริงๆด้วย ใครทำกันนะ ช่างเก่งเสียเหลือเกิน”
หลิวเหมยลี่พูดโอ้อวดออกมาหลังจากได้ชิมอาหารจานแรกเข้าไป เพราะจานที่เธอเพิ่งกินเข้าไปนั้นคือจานที่เธอเป็คนทำเอง เมื่อกลืนลงไปเสร็จเธอก็ลองคีบอาหารจานต่อไปทันที
ส่วนหลิวหย่งเฉินประสบการณ์ดีกว่า ถึงแม้เขาจะรู้สึกเหมือนกันว่าอาหารคำแรกที่กินเข้าไปนั้นอร่อยมาก แต่เขาไม่รอช้าไม่มัวพูดให้เสียเวลา รีบชิมอาหารในจานต่อไปทันที นั่นทำให้ขณะที่หลิวเหมยลี่กำลังตักอาหารจานที่สองอยู่นั้น มือของหลิวหย่งเฉินก็พุ่งไปตักอาหารจานที่สามเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เขาหันมามองหน้าน้องสาวตัวเองหนึ่งครั้ง ั์ตาเป็ประกาย ทำสีหน้าล้อเลียนเล็กน้อย พร้อมกับคิดในใจ “เ้ายังอ่อนหัดนัก น้องสาวของข้า”
“อะไรกัน มีอย่างที่ไหน ทำเองกินเอง...แล้วก็ยังชมตัวเอง เด็กคนนี้นี่”
ตู้เจินจูมองเห็นภาพนี้ของลูกสาวของนางก็รู้สึกขบขัน จากนั้นจึงเริ่มลงมือชิมอาหารจานต่อไปทันที
“เอ๊ะ ปลา 2 จานนี้ไม่เหมือนกันนี่”
ด้วยเพราะความตื่นเต้นและความอร่อยของอาหารแต่ละจาน ทำให้ตู้เจินจูไม่ทันสังเกต ทว่านางรู้สึกต่างออกไปหลังจากที่ได้ชิมปลาในจานที่สอง
“ใช่แล้วเ้าค่ะท่านแม่ ทั้งสองจานทำเหมือนกันหมด ต่างกันนิดเดียวแค่จานนี้มีการใส่พริกลงไปด้วยเ้าค่ะ เพราะไม่แน่ใจว่าท่านพ่อท่านแม่ชอบกินเผ็ดกันมากน้อยแค่ไหน เลยทำแบบไม่ใส่พริกมาด้วยคู่กัน” หลิวเหมยลี่อธิบาย
“อืม แม่เป็คนชอบกินเผ็ดนะ ดังนั้นสำหรับแม่แล้วแม่ชอบจานที่ใส่พริกมากกว่า”
“แต่พ่อชอบจานแรกมากกว่านะ พ่อว่ารสชาติกลมกล่อม หวานเค็มกำลังดีแล้ว” หลิวซานเหอผู้ไม่ชอบกินอาหารรสเผ็ดรีบกล่าวออกมาอย่างเร็ว เนื่องด้วยกลัวว่าหลังจากนี้ลูกสาวจะทำแต่อาหารรสเผ็ดออกมา
หลิวเจินจูจดจำไว้แล้วว่าบิดามารดาของเธอใครชอบกินอาหารอะไรหรือไม่ชอบรสชาติแบบไหน เพื่อที่ครั้งต่อๆไปเธอจะได้ทำออกมาให้ถูกใจทุกคนมากยิ่งขึ้น
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็ไปอย่างสนุกสนาน ใช้เวลาเพียงไม่นานอาหารทุกจานก็หายวับลงไปอยู่ในกระเพาะอาหารของทั้งสี่คนจนหมดเกลี้ยง
“โอย อิ่มตื้อเลย” หลิวหย่งเฉินคร่ำครวญในขณะที่มือก็ลูบท้องตัวเองไปด้วย
“นั่นสิ แม่ว่าถ้าแม่กินอย่างนี้ทุกมื้อ สงสัยแม่ต้องอ้วนขึ้นแน่เลย” ตู้เจินจูยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับแก้มตัวเอง นานแค่ไหนแล้วนะที่นางไม่ได้กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยจนท้องแน่นเหมือนเช่นวันนี้
“แหม อ้วนหน่อยก็ดี ระยะหลังข้าว่าเ้าผอมลงไปเยอะแล้วนะ ทำงานหนักมากไปก็ไม่ดี ต้องหาเวลาพักผ่อนบ้าง เดี๋ยวข้าจะรีบรักษาขาให้หาย จะได้มาช่วยที่รักทำงานได้ไวๆ ดีหรือไม่”
หลิวซานเหอผู้หน้าหนาหน้าทน พูดหยอดภรรยาออกมาอย่างไม่เขินอายต่อหน้าลูกๆ ตรงกันข้ามกับตู้เจินจูที่ในขณะนี้แก้มแดงไปหมดทั้งสองข้างแล้ว
“พูดอะไรของพี่เนี่ย นี่อยู่ต่อหน้าลูกๆนะ” ตู้เจินจูอดไม่ได้ที่จะเอามือทุบลงไปบนตัวของผู้เป็สามีหนึ่งที ตอนนี้ใบหน้าของนางรู้สึกร้อนผ่าวไปหมด ทั้งๆที่มื้อนี้นางก็ไม่ได้ดื่มเหล้าสักหน่อย
หลิวหย่งเฉินและหลิวเหมยลี่เห็นภาพดังนั้นก็รู้สึกเบิกบาน หัวเราะคิกคัก ยิ้มแย้มเริงร่าไปตามๆกัน ทางฝ่ายหยางซวนเองก็ลอบมองเหตุการณ์เหล่านี้อยู่ เขาลอบพยักหน้าอยู่คนเดียว นึกในใจว่าเป็ครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นมาก
“โชคดีจริงๆที่ครอบครัวของ ‘คนผู้มีชะตาต้องกันกับข้า’ เป็คนเหล่านี้” ประโยคนี้เขาคิดในใจไม่ได้เอ่ยออกมา
ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน หลิวหย่งเฉินแอบมากระซิบเอ่ยถามกับหยางซวนอาจารย์ของเขา อันที่จริงเขาเพิ่งจะคิดเื่นี้ขึ้นมาได้หลังจากที่นั่งลงกินอาหารด้วยกันแล้ว
“ท่านอาจารย์ ข้ารู้ว่าท่านไม่สามารถปรากฎตัวตอนกินข้าวต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ของข้าได้ เพราะเดี๋ยวท่านทั้งสองจะใ”
“แล้วท่านไม่ต้องกินอาหารหรือขอรับ ข้ารู้ว่าท่านชอบกิน เดี๋ยวข้าไปหาอะไรมาให้ท่านกินตอนนี้ดีหรือไม่ขอรับ” หลิวหย่งเฉินถามมาด้วยความเป็ห่วง
เดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดว่าท่านอาจารย์ที่เป็ิญญาจะต้องกินอาหารสองมื้อทุกวันเช่นเดียวกับพวกเขา แต่พอนึกถึงตอนที่ท่านอาจารย์ได้กินหมั่นโถวแล้วน้ำตาไหลในวันแรกที่เจอกัน หลิวหย่งเฉินก็อดไม่ได้ที่จะมาสอบถามอาจารย์ดู เขารู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะเพิ่งจะมาคิดเื่นี้ได้เอาป่านนี้เอง
หยางซวนหันมามองลูกศิษย์ของเขาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวน้อยๆของหลิวหย่งเฉิน แม้ในความเป็จริงมือของเขาจะทะลุเส้นผมของหลิวหย่งเฉินไปได้ก็ตาม
“หย่งเฉินเอ๋ย หย่งเฉิน เ้าช่างเป็เด็กดีเสียจริง ขอบใจเ้ามาก อาจารย์ดีใจที่มีลูกศิษย์อย่างเ้า”
หลิวหย่งเฉินได้ยินท่านอาจารย์พูดกล่าวชมเช่นนั้นใบหน้าก็ปรากฎรอยยิ้มขึ้นมา
“อาจารย์มีคำพูดจะบอกเ้าหนึ่งประโยค” หยางซวนเอ่ยพร้อมกับแววตาที่เป็ประกายพร้อมทั้งยังทำสีหน้าล้อเลียนเล็กๆ แบบเดียวกับหน้าตาตอนที่หลิวหย่งเฉินใช้มองไปยังน้องสาวของเขาตอนกินอาหารเย็นเมื่อสักครู่
“อาจารย์กินไปั้แ่ตอนอยู่ในครัวแล้ว เ้ายังอ่อนหัดนัก”
รอยยิ้มเมื่อสักครู่ของหลิวหย่งเฉินจางหายไป เหลือเพียงแต่ปากที่อ้าค้างและใบหน้าที่อึ้งงัน ด้วยไม่คิดว่าอาจารย์จะเห็นภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น แถมยังเอามาพูดล้อเลียนเขาอีกด้วย