บทที่ 5
ความปรารถนา
“พระเนตรทอดอักษร ชีวาลูกเจียนมรณ์ กักขังมืดตะรางอับ
ลมปราณจับผะแ่ กำแพงเย็นะเื กระเสือกเสียงเล็ดลม
ผิดบาปรั้งวิญญา เปลวเพลิงสุมอุรา วันวานหลงลืมตน
วันนี้แสนทุกข์ทน ขอสัญญากลับตัว มิมัวหมองเกียรติวงศ์
พระคุณแม่ดุจฟ้า สำนึกลูกดุจชลธี ขอยลแสงรวี เปิดมรรคีเริ่มใหม่”
ทันทีที่ได้ทอดพระเนตรตัวอักษรสีแดงที่บรรจงถ่ายทอดอย่างขมขื่นจากน้ำหมึกโลหิตบนผืนผ้าดิบสีมอ พระหัตถ์ของเฉิงชุนไทเฮาก็สั่นดิกด้วยความรวดร้าวในพระทัยอย่างสุดจะอดกลั้นจนหลั่งน้ำพระเนตรอาบนอง
“ลูกแม่...! เจียเอ๋อร์ลูกแม่!”
“ไทเฮาเพคะ!”
“เร็วเข้า ซูฉือ! รีบไปหาฮ่องเต้! ข้าจะต้องยุติเื่นี้ด้วยตัวเองก่อนจะสายไป” นางป่ายแขนหานางกำนัลแล้วจับจูงก้าวพรวดออกจากตำหนักไปอย่างร้อนรน
เหอซ่งจินรีบสาวเท้าเพื่อไปให้ถึงตำหนักฮวาเหวินตามบัญชาขององค์เหนือหัว โดยมีมหาดเล็กเฒ่าไป๋กงกงเป็ผู้นำทาง
“ข้าพระองค์เหอซ่งจินถวายบังคมฝ่าา... คารวะจิ้งผิน”
“เร็วเข้า ไป๋เกาจิ้นรีบพาเหอซ่งจินมานั่งข้าง ๆข้าตรงนี้เร็วเข้า”
“พะย่ะค่ะฝ่าา” ขันทีสูงวัยขานรับแล้วรีบเข้าไปช่วยพยุงแขกที่ฮ่องเต้เป็ผู้ออกพระโอษฐ์เชิญด้วยพระองค์เองมานั่งที่เก้าอี้
“ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าา” รองเสนาบดีกรมยุติธรรมกล่าวรับด้วยความเกรงใจขณะนึกหวาดระแวงเกรงอยู่ในใจว่าท่าทีทำดีอย่างน่าประหลาดเช่นนี้ของอีกฝ่ายจะมีข้อเสนอที่ทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ลำบากให้เ้าต้องมาหารือถึงตำหนักในเสียแล้ว”
“ข้าพระองค์มิกล้าพะย่ะค่ะ ขอเพียงรับสั่งข้าพระองค์พร้อมจะเข้าเฝ้าฝ่าาได้ทุกที่”
เฟิ่งหงฮ่องเต้แย้มพระสรวลน้อย ๆอย่างพอพระทัยพลางหันไปสบสายตากับพระสนมเอกคนโปรด นางจึงหันไปพยักเพยิดกับนางกำนัลคนสนิทให้รินน้ำชา
“ชาที่ข้ารินให้ใต้เท้าเหอเป็ชาเยี่ยนชาจากเขาอู๋อี๋” น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ชัดถ้อยชัดคำกล่าว
คนถูกต้อนรับอย่างดีรีบประสานมือไว้เบื้องหน้าเพราะยิ่งรู้สึกเกรงใจขึ้นไปอีก
“กระหม่อมขอบพระทัยจิ้งผิน”
“คุณธรรมย่อมคู่ควรกับตำแหน่ง ของดีย่อมคู่ควรกับเ้าของ”
“จิ้งผินตรัสเกินไปแล้ว”
“ข้าดีใจยิ่งนักที่ใต้เท้าเหอมาในวันนี้ แม้จะผิดธรรมเนียมไปบ้างแต่ฝ่าาก็ทรงเปี่ยมพระเมตตาไม่ปฏิเสธความปรารถนาของข้า...”
เหอซ่งจินมองสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าอย่างไม่สู้เต็มสายตานัก “จิ้งผินปรารถนาสิ่งใดหรือพะย่ะค่ะ?”
“ได้ยินว่าท่านมีบุตรีดรุณวัยอยู่นางหนึ่งอีกทั้งยังโฉมสะคราญยิ่งนัก... กิริยามารยาทก็อ่อนช้อยแถมฉลาดปราดเปรื่องไม่เป็รองใคร”
“เอ่อ...”
จิ้งผินหัวเราะน้อย ๆเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังประหม่า “ไม่ต้องกังวลไปหรอกใต้เท้าเหอ ข้ามิได้ให้คนไปเฝ้าจับตามองเพื่อประสงค์ร้าย หากแต่ใคร ๆ ล้วนโจษจันถึงบุคคลิกของนาง”
“ขอบพระทัยจิ้งผินพะย่ะค่ะ”
“หากจะไม่เป็การอ้อมค้อมข้าคงต้องบอกท่านตามตรงว่าเวลานี้ข้าปรารถนาให้สตรีอื่นได้เข้ามาปรนนิบัติฝ่าา”
“...!”
“ไม่ใช่ว่าจะเป็ผู้ใดก็ได้หรอกนะ แต่คนผู้นั้นต้องถูกเลือกแล้ว ที่ผ่านมาบ้านเมืองโกลาหล ประชาชนยังอยู่กันอย่างอกสั่นขวัญแขวน ฝ่าาจึงทรงเห็นชอบกรมที่จะไม่ให้กรมพิธีการจัดพิธีคัดสาวงามเข้าวังหลวง แต่บัดนี้ด้วยพระบารมีของฝ่าาบ้านเมืองจึงกลับเข้ารูปเข้ารอยเร็ววันข้าจึงเห็นควรว่าวังหลังควรมีผู้ถวายงานแด่ฝ่าามากกว่าการมีข้าซึ่งนับวันก็มีแต่จะโรยราลงเพียงลำพัง และที่สำคัญจะต้องเร่งการสืบทอดสายเืัโดยไวที่สุดเพื่อความมั่นคงแห่งราชบัลลังก์”
“จิ้งผิน...!” เหอซ่งจินอ้าปากค้าง เพราะไม่คิดว่าเื่ที่จะถูกไหว้วานจะเป็เื่ใหญ่ถึงเพียงนี้
“ที่จริงแล้วจิ้งผินเป็ผู้เสนอให้ข้าเชิญเ้ามาในวันนี้ นางไม่ใช่คนเ้ากี้เ้าการ เพียงแต่ข้าอยากให้เ้าได้ฟังความปรารถนาของนางด้วยตัวเอง จะได้ลบครหาและไม่ทำให้นางเสื่อมเกียรติหากวันใดวันหนึ่งนางจะมีผู้หญิงคนอื่นมาแย่งพื้นที่ของนางไป”
“ทรงพระปรีชายิ่งแล้วพะย่ะค่ะฝ่าา”
“เื่ที่หารือกันวันนี้ขอให้เ้าเห็นแก่ความอยู่รอดของราชวงศ์เถิดอย่าคิดว่าข้าฝืนบังคับจิตใจบุตรสาวเ้าแต่อย่างใด”
ได้ฟังเยี่ยงนั้นรองเสนาบดีกรมยุติธรรมก็ทรุดลงไปกับพื้นแล้วหมอบราบ
“หามิได้พะย่ะค่ะ ข้าพระองค์มิบังอาจ! แค่ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาทก็นับเป็เกียรติและความภาคภูมิใจแก่วงศ์ตระกูลอันล้นพ้นยิ่งแล้วพะย่ะค่ะฝ่าา ข้าพระองค์จะรีบนำข่าวดีนี้ไปแจ้งให้บุตรสาวทราบ นางก็คงจะปลื้มปีติอย่างที่ข้าพระองค์กำลังเป็อยู่ในตอนนี้พะย่ะค่ะ!”
“ดี! แล้วข้าจะให้มหาเล็กส่งราชโองการไปเชิญตัวนางมาในเร็ววันตามฤกษ์งามยามดีของกรมพิธีการ”
“น้อมรับพระบัญชาพะย่ะค่ะฝ่าา”
ขณะนั้นเสียงเอะอะก็ดังมาจากหน้าประตูใหญ่ของตำหนักฮวาเหวิน ขันทีน้อยหน้าประตูรีบเข้ามารายงานหัวหน้าตนเองจากนั้นไป๋กงกงก็รีบปรี่เข้ามากระซิบบอกองค์เหนือหัวต่อ
“ไทเฮาเสด็จพะย่ะค่ะฝ่ายบาท”
โดยไม่รอให้ขันทีาุโรายงานสิ้นเสียงร่างระหงของหญิงสูงวัยในเครื่องทรงเต็มยศก็ก้าวเข้ามาในตำหนักจนทุกคนที่อยู่ก่อนต่างพากันแตกตื่นรีบลุกขึ้นยืนเพื่อถวายความเคารพราวผึ้งแตกรัง
“ถวายพระพรไทเฮา ขอไทเฮาทรงพระเกษมสำราญ”
“ทุกคนออกไปให้หมด!”
สิ้นเสียงประกาศกร้าวอย่างเดือดดาล แม้แต่เ้าของตำหนักอย่างจิ้งผินเองก็ไม่สามารถเสนอหน้าอยู่ต่อได้ รวมทั้งคนอื่น ๆเมื่อย่อตัวทำความเคารพแล้วก็ถอยออกจากประตูกันหมด เหลือเพียงมารดากับบุตรชายและนางกำนัลาุโคนสนิทที่คอยปรนนิบัติรับใช้เท่านั้น “เสด็จแม่ถึงกับร้อนรนมาหาลูกที่ตำหนักฮวาเหวินต้องมีเื่ใหญ่ที่อดรนทนไม่ได้ใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ?”
“แม่จะอกแตกตายอยู่แล้วฮ่องเต้!” นางเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นต่อได้ในทันที
“เสด็จแม่พระทัยเย็นก่อน ขอทรงรักษาพระวรกายด้วยพะย่ะค่ะ” ผู้เป็บุตรพยายามทำให้ผู้เป็มารดาสงบจิตสงบใจด้วยการพาไปนั่งยังตั่งไม้ซึ่งมีหมอนอิง เพราะบัดนี้ร่างของนางกำลังสั่นเทิ้มจนดูน่ากังวล
หญิงสูงวัยมีสีหน้ากลัดกลุ้มอย่างเห็นได้ชัดแล้วมองหน้าบุตรชายคนโตอย่างลำบากใจ
“มีสิ่งใดจะตรัสกับลูกอีกหรือไม่?”
“น้องชายของเ้ากำลังจะตาย”
“น้องชาย?”
“ไม่ทันไรเ้าก็ลืมพี่น้องในสายเืหมดเสียแล้ว!”
“เสด็จแม่ทรงหมายถึง... จางหัวเจียหรือพะย่ะค่ะ?”
“จะเป็ใครได้เล่า เวลานี้ก็มีเพียงเขาคนเดียวที่กำลังตกระกำลำบาก น้องชายของเ้าถูกกักขังในสถานที่แสนอับชื้นและมืดมนจะทนอยู่ได้นานสักเท่าไรกันเชียว”
“แต่ว่าเขาคือเสียนชินอ๋อง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งมากมายนะพะย่ะค่ะ”
“ฮ่องเต้ตรัสเยี่ยงนี้ก็หมายถึงจะทรงปล่อยน้องชายตายคาคุกหลวงเยี่ยงนั้นรึ?” พระเนตรเรียวตวัดกลับไปอย่างขุ่นข้อง
“หามิได้พะย่ะค่ะเสด็จแม่...”
“หากครานั้นแม่ไม่ได้เข้าหาฉินหลี่เยว่ ครานี้นางคงไม่เลือกเ้าให้ขึ้นมานั่งบนบัลลังก์นี้”
“สะ เสด็จแม่...!”
“ถึงอย่างไรแม่ก็พยายามอย่างหนักมาโดยตลอด เพราะรู้ว่าไม่ใช่สนมคนโปรดของอดีตฮ่องเต้และเ้าก็ไม่ใช่โอรสหัวแก้วหัวแหวนของเสด็จพ่อ...” หญิงสูงวัยหันมองบุตรชายคนโตด้วยแววตาปนเศร้า “หวงเอ๋อร์อ่า... เราสามคนแม่ลูกต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว หลบหนีไปใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากที่จีเฉิง หากแม่ไม่สนับสนุนให้น้องชายเ้าฝึกวิชาบู๊เพื่อกลับเข้าวังหลวงมาสร้างผลงานให้เป็ที่ประจักษ์ เราสามแม่ลูกก็คงถูกพวกขุนนางหลงลืมกันหมดสิ้นแล้ว ไหนจะต้องบากหน้าไปคุกเข่าอ้อนวอนแม่ทัพหญิงคนเก่งแห่งแผ่นดินนั่นอีก เ้ายังคิดว่าแม่ใช้ชีวิตอยู่โดยไร้ประโยชน์และแก่ไปวันๆ เพื่อรอวันตายอยู่หรือไม่?”
“ลูกมิเคยคิดเช่นนั้นเลยพะย่ะค่ะเสด็จแม่”
เฉิงชุนไทเฮาสะอื้นพร้อมน้ำพระเนตรอาบนอง “บัดนี้น้องชายเ้าเขียนจดหมายเืถ่ายทอดสำนึกรู้ผิดในความทุกข์ตรมเพื่อขอโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปรารถนาได้เห็นเพียงแสงตะวันยามรุ่ง... เ้าจะยังใจจืดใจดำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในนั้นอีกรึไม่?”
“...!”