บัดนี้กลายเป็ว่าครอบครัวของเฟยเจินได้มีสมาชิกใหม่มาเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็ที่เรียบร้อย เฟยเจินตัดสินใจเล่าเื่ของเย่วซินให้พี่ใหญ่และน้องเล็กรับรู้ด้วยว่าเขานั้นเป็ครึ่งคนครึ่งหมาป่า หากอยู่ด้วยกันแล้ว อย่างไรก็คงต้องรับรู้ไว้ ย่อมเป็การดีกว่า ดีกว่าเก็บซ่อนไว้แล้วทำตัวลับๆ ล่อๆ ต่อพี่น้องกันเอง
ถึงแม้พี่ใหญ่และน้องเล็กจะใ แต่พวกเขาก็ทำความเข้าใจและยอมรับได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเฟยิที่รู้สึกตื่นเต้น และขอให้เย่วซินกลายร่างให้ดู เด็กชายสมาชิกใหม่ก็มิได้ปฏิเสธแต่อย่างใด เขากลายร่างกลายเป็ลูกหมาป่าตามคำขอ
“ว้าว ช่างตัวเล็ก น่ารักจริงๆ ขอรับ” เฟยิลืมตัวจนยื่นมือคิดจะอุ้มเย่วซินขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น แต่มือยังไม่ทันโดนแม้ปลายขน ลูกหมาป่าก็รีบะโเข้าไปหาเฟยเจิน
“เขายังไม่ชินน่ะน้องเล็ก หากเ้าอยากอุ้มล่ะก็ ประเดี๋ยวข้าจะเรียกเสี่ยวฮว่าออกมาให้เอง” เฟยเจินรับรู้ถึงร่างกายเล็กที่สั่นเล็กน้อยในอ้อมกอด เขาคงจะผ่านอะไรมามากจึงรู้สึกกลัวการััจากผู้อื่นเป็แน่
“คืนนี้ข้าขอเข้าไปนอนในมิติได้หรือไม่ขอรับพี่รอง ข้าอยากนอนกอดเ้าเสี่ยวฮว่า” เฟยิยิ้มร่าตามประสาเด็กน้อย
“งั้นคืนนี้ทุกคนเข้าไปนอนในมิติแล้วกัน ข้าจะพาเย่วซินไปรักษาในบ่อน้ำพุร้อนด้วย” เฟยเจินกำหนดจิตพาทุกคนเข้าไปในมิติ และเดินอุ้มลูกหมาป่าไปรักษายังบ่อน้ำพุร้อนอีกครั้ง ในตอนนี้สภาพร่างกายเย่วซินยังไม่ฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ จำต้องรักษาอีกประมาณสองถึงสามวันเห็นจะได้
ก่อนที่ลูกหมาป่าจะได้ลงไปแช่ในบ่อน้ำพุร้อน เสียงท้องร้องของเขาก็ดังขึ้นมาโครกคราก มือเล็กหยุดนิ่งชะงักในอากาศทันใด เธอลืมไปเลยว่าเด็กชายยังมิมีอาหารตกถึงท้องเลย
“เ้ากินซาลาเปาพวกนี้รองท้องก่อนเถอะ” เธอยื่นซาลาเปา 5 ลูกวางไว้ในจานด้านหน้าลูกหมาป่า เขาใช้มือป้อมๆ ประคองขึ้นมากัดกินอย่างรวดเร็วด้วยความหิวโหย เฟยเจินบอกเพียงว่า หากกินเสร็จแล้วก็เข้าไปแช่ในบ่อน้ำพุร้อน ก่อนจะเดินกลับไปที่กระท่อมหลังเล็กเพื่อกินมื้อเย็นบ้าง
วันรุ่งขึ้น สามพี่น้องตื่นจากการหลับไหลในมิติ ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า สายลมเย็นสบายพัดผ่านใบหน้า รู้สึกสดชื่นและพร้อมเริ่มต้นวันใหม่
เวลานี้เฟยเจินมีสิ่งที่อยากจะทำนานัปการ ไม่ว่าจะเป็การปลูกผัก สมุนไพรต่างๆ การผลิตแปรงสีฟัน หรือการค้นคว้าเกี่ยวกับวัตถุดิบในการทำอาหารในโลกนี้ คิดไปคิดมา เธอก็คิดว่าควรค่อยๆ เริ่มต้นทีละก้าวจะดีกว่า
มือเช้าวันนี้เป็โจ๊กใส่ไข่ เด็กสี่คนกับลูกจิ้งจอกหนึ่งตัว กินด้วยกันอย่างเรียบง่าย หลังกินเสร็จ เย่วซินก็ยังคงต้องไปแช่บ่อน้ำพุร้อนต่อ ร่างกายเขาเริ่มใกล้จะหายดีแล้ว นับว่าใช้ไม่เวลาไม่นานเลย ส่วนพวกเฟยเจินก็คุยกันว่า วันนี้เธอจะเริ่มปลูกผักในมิติ ผักที่จะปลูกก็เป็ผักสวนครัวทั่วไปที่เธอจะปลูกเพื่อไว้กินที่บ้าน จะได้ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อยๆ
เมื่อวานเธอและพี่ใหญ่ได้ซื้อเมล็ดหรือพวกต้นอ่อนมาแล้ว มีโต่วหยาฉ่าย (ถั่วงอก) เสี่ยวหวงกวา (แตงกวา) ชง (ต้นหอม) หงหลัวโป (แครอท) เจียง (ขิง) ซ้วนโถว (กระเทียม) เฉียจื่อ (มะเขือยาว) ซีหงซื่อ (มะเขือเทศ) ล่าเจียว (พริก) ไป๋ช่าย (ผักกาดขาว) เหยียนชง (หอมใหญ่) สาเหตุที่เธอกล้าลองปลูกทีละเยอะๆ ก็เป็เพราะว่าเธอรู้ดีว่าพื้นดินในมิตินี้ ปลูกอันใดก็ขึ้น เธอเลยนึกสนุก อยากลองไปหมด
ส่วนสมุนไพรเธอคงจะต้องไปหาในป่าเอง เพราะสมุนไพรนอกเหนือจากที่กำเนิดในมิตินั้นราคาแพงมาก เธอจึงไม่อยากเสียเงินซื้อในเมือง
สามพี่น้องช่วยกันปลูกลงดินบริเวณใกล้กระท่อม เฟยเจินได้ทำพื้นที่แยกไว้แล้วเป็ส่วนๆ ว่าผักชนิดไหนปลูกตรงไหน โดยพวกเขาปลูกชนิดละหลายสิบต้นเลยทีเดียว
จนใกล้กลางยามอู่ (11.00-12.59น.) เหลือให้ปลูกอีกไม่มากแล้ว พวกเขาก็ได้หยุดพัก เฟยเจินจึงเดินไปทำมื้อเที่ยง มื้อนี้เธอทำเรียบง่ายเพราะรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป อาหารทั้งหมดก็ขึ้นโต๊ะ มีไข่เจียวหมูสับ ผัดไป๋ช่าย (ผักกาดขาว) ซุปหงหลัวโป (แครอท) และข้าวสวยร้อนๆ 5 จาน ความจริงหากเธอจะทำอาหารตุนไว้ในมิติก็ทำได้ เพราะมันจะคงสภาพสิ่งนั้นๆ ไว้ แต่เธอก็เลือกที่จะทำใหม่ หากไม่มีเหตุจำเป็
เฟยเจินเรียกทุกคนมากินมื้อเที่ยง จากนั้นก็แยกย้ายไปทำภารกิจตนตามเดิม
“พวกเราจะมีผักมากมายเป็ของตนเองแล้วขอรับพี่ใหญ่ พี่รอง” เฟยิเช็ดเหงื่อที่ไหลตามใบหน้าเล็กของตน และร้องออกมาด้วยความดีใจ เมื่อมองไปรอบๆ สวนผักที่พวกเขาได้ทำการปลูกลงดินทั้งหมดแล้ว
จิ้งจอกน้อยขนสีแดงเพลิงเดินย่ำอย่างสบายใจรอบนอกสวนผัก มันกำลังนึกถึงอาหารมากมายที่ทำมาจากผักพวกนี้ แต่พอภาพในหัวมีแต่ผัก มันก็แลบลิ้นออกมาด้วยความหมดอารมณ์
ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงยามเย็นแล้ว วันนี้คงทำได้เพียงปลูกผักเท่านั้น เธอยังต้องทำรางรดน้ำอีก เพราะหากต้องมารดแปลงผืนใหญ่เองทุกวัน พวกเขาคงได้เหนื่อยตายก่อนเป็แน่ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจของวันนี้แล้ว พวกเขาก็นั่งเล่นผ่อนคลายบริเวณหน้ากระท่อมกันอย่างสบายใจโดยมิได้รับรู้ถึงเื่ราวทางฝั่งครอบครัวใหญ่เลย
บรรยากาศมื้อเย็นฝั่งครอบครัวใหญ่เต็มไปด้วยความตึงเครียด นางเฉียวได้โวยวายขึ้นมาเสียงดังขณะกินอาหาร นางทนไม่ไหวแล้วกับครอบครัวของลูกชายคนโต
วันนี้ซูเหลียงได้รับอุบัติเหตุที่ขาขณะเข้าไปล่าสัตว์ในป่า เขาพลาดท่าสะดุดล้มทำให้ขาถูกไม้แหลมทิ่ม ในตอนที่กำลังวิ่งไล่ล่ากระต่ายตัวหนึ่ง เวลานี้เขาได้นอนพักอยู่ในเรือนของเขา ผู้เป็ภรรยาได้รีบวิ่งไปเรียกหมอสกุลโยวเข้ามารักษาแล้ว
ครั้งแรกที่ซูเพ่ยเห็นสามีตนกลับมาในสภาพเือาบเต็มขา นางก็ใจนแทบจะเป็ลม แต่นางก็ยังตั้งสติได้ เมื่อหมอสกุลโยวมารักษานั้น เขาก็บอกว่าไม้แหลมมันได้ทิ่มเข้าไปยังจุดสำคัญ ทำให้ขาของเขาไม่อาจกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติดั่งเดิมอีกต่อไป ก่อนกลับหมอก็ยังคงเตือนให้ไปรักษาต่อในเมือง แต่เมื่อนางเฉียวได้ยินดังนั้น นางก็ไม่ยินยอมเสียเงินเด็ดขาด อย่างไรหมอสกุลโยวก็บอกแล้วมิใช่หรือว่าไม่สามารถใช้ขาได้เหมือนเดิมอีกต่อไป รักษาไปก็คงไม่ดีขึ้น ซ้ำยังต้องเสียเงินมากมายโดยใช่เหตุ
“ท่านแม่สามี ข้าขอร้องล่ะเ้าค่ะ พาอาเหลียงไปรักษาไปเมืองเถิดเ้าค่ะ” ซูเพ่ยพูดทั้งน้ำตา นางไม่อาจเสียสามีไปได้ สามีถือเป็ผู้นำครอบครัว
หากเขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้ดั่งเดิมจะเกิดอันใดขึ้นก็คงจะทราบได้ เวลานี้ครอบครัวนางยังไม่สามารถแยกตัวออกไปได้จริงๆ
“เ้ารับประกันได้หรือไม่ล่ะว่าอาเหลียงจะหายเป็ปกติน่ะ” นางเฉียวเท้าสะเอว จ้องลูกสะใภ้คนโตตาเขม็ง
“ขะ… ข้า” หญิงสาวร่างอวบสูงใหญ่ ผิวค่อนไปทางเหลืองพูดข้าอยู่นาน ก็มิมีคำใดออกมาอีก
“พวกเ้าจะอยู่ต่อไปก็ได้ แต่เ้าต้องให้เด็กๆ มาทำงานแทนพ่อก็เท่านั้น” นางเฉียวยิ้มกริ่ม นางอยากจะไล่ครอบครัวลูกคนโตก็จริง แต่สะใภ้คนโตก็ยังสามารถทำงานบ้าน ทำอาหารได้มากมาย รอให้นางซื้อคนรับใช้มาได้ก่อนเถิด นางจะเฉดหัวพวกครอบครัวใหญ่ออกไปภายหลัง
ตอนนี้ความหวังเื่เงินทองขึ้นอยู่กับลูกสาวคนเล็ก เพราะฮวาเอ๋อร์ได้แอบมากระซิบกับนางว่า คุณชายในเมืองถูกใจนาง หากนางหย่ากับสามีสกุลหลิวได้ และได้แต่งกับคุณชายในเมืองจนเป็ฮูหยินใหญ่ล่ะก็ แค่คิดใจก็เต้นรัวด้วยความตื่นเต้นแล้ว
“ข้าจะทำงานแทนท่านพ่อเองขอรับ” ซูเจี๋ยพูดขึ้นมาเสียงดัง เขาเห็นท่านแม่กับเจียวเอ๋อร์ น้องรองของเขา ร้องไห้อย่างน่าเวทนา ทำให้เขาปวดใจยิ่งนัก น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาในดวงตากลมโต
“ขะ… ข้าด้วยเ้าค่ะ” ซูเจียวดึงความกล้าที่แทบไม่เคยมี ตัดสินใจพูดขึ้นมาหลังจากเห็นท่าทางพี่ใหญ่
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะให้เด็กทั้งสองทำงานแทนลูกชายคนโต นางเฉียวก็สุขใจ นั่งลงกินข้าวต่ออย่างมีความสุข โชคดีที่ตาเฒ่าไม่อยู่บ้าน เขาออกไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องทำอันใดขัดใจนางแน่
แม้ว่าพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่าจะต้องอยู่กับลูกชายคนโตก็เถอะ แต่หากให้นางมาหาเลี้ยงครอบครัวลูกชายคนโตแทน เยี่ยงนี้นางยอมรับมิได้ นางไม่ยอมลำบากไปมากกว่านี้แล้ว แค่นี้ก็ไม่มีอันจะกินอยู่แล้ว
ซูเพ่ยและเด็กทั้งสองได้ขอตัวกลับไปหาสามีหรือพ่อของพวกเขาก่อน ซูเหลียงที่นอนอยู่บนเตียงนั้น เขาได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างภายนอก เพราะทั้งบ้านมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก เสียงที่ข้างนอกคุยกันเลยเล็ดลอดเข้ามา เขาหลับตาลงด้วยความเ็ปใจ ทั้งหมดเป็ความผิดของเขาเอง หากเขาระวังตัวมากกว่านี้ เื่นี้ก็คงไม่เกิด และลูกๆ ก็ไม่ต้องมาลำบากแทนเขา ภรรยาที่รักของเขาก็ไม่ต้องร้องไห้หนักหนาเพียงนี้
“ทั้งหมดมันเป็ความผิดข้าเอง” เขาลืมตาพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาช้าๆ พูดด้วยเสียงอันเบา
“อย่าโทษตนเองเลยเ้าค่ะท่านพี่ ข้าจะหาทางสักทางก่อนที่ท่านแม่จะไล่พวกเรา” ซูเพ่ยกำหมัดแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม นางรับรู้ดีว่าคนอย่างท่านแม่สามีเป็เช่นไร นางคงต้องเตรียมรับมือไว้
เด็กทั้งสองพุ่งเข้าไปกอดชายผิวคล้ำที่นอนอยู่บนเตียงและร้องไห้ออกมาเสียงดัง ภายในเรือนบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า…
กลับมาที่ฝั่งพวกเฟยเจิน หลังจากพักผ่อนเป็เวลานาน แรงก็กลับมาอีกครั้ง เธอกำลังเตรียมทำมื้อเย็น โดยมีเ้าจิ้งจอกน้อยคอยป่วนระหว่างทำ เฟยเจินจึงไล่ให้มันไปดูแลเย่วซินทางบ่อน้ำพุร้อน
กลิ่นหอมของอาหารลอยไปทั่วบริเวณ เรียกทุกคนให้มากินอาหารมื้อเย็นด้วยกัน หมูผัดพริกตั้งโดดเด่นอยู่กลางโต๊ะ เนื้อเยิ้มๆ ที่ดูนุ่มละมุนและพริกสีแดงที่ดึงดูดสายตาของทุกคน แม้มันจะมีกลิ่นฉุนแสบจมูกเล็กน้อยในทีแรก แต่ท้ายที่สุดมันกลับดึงความสนใจของทุกคนได้เป็อย่างดี อีกทั้งซุปไข่ที่มีทั้งเนื้อหมูและผักเขียวก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ตบท้ายด้วยไข่ยัดไส้ที่มีทั้งหมูสับ หงหลัวโป (แครอท) เหยียนชง (หอมใหญ่) และเสี่ยวยู่หมี่ (ข้าวโพดอ่อน) เป็ส่วนผสม
ระหว่างกินเฟยเจินก็นั่งปรึกษาพี่ใหญ่เื่การทำรางรดน้ำไปด้วย หากทำได้มันจะมีประโยชน์มากทีเดียว ซึ่งพี่ใหญ่ก็เข้าใจความ้าของเธอได้เป็อย่างดี หลังจากกินเสร็จ พวกเขาก็รวมตัวช่วยกันคิดออกแบบรางรดน้ำขึ้นมา แน่นอนว่าไม่รวมเย่วซินที่ต้องกลับไปแช่บ่อน้ำพุร้อน