เมืองนภาครามมีถนนหลวงสี่เส้นทอดยาวจากประตูเมืองสี่ทิศออกไปร้อยลี้เสวียนเทียนชิงเดินนำรถม้าขึ้นสู่ถนนหลวงฝั่งตะวันออกตลอดระยะทางร้อยลี้มีหมูบ้านอยู่หลายแห่งคนของเมืองหลวงนภาครามมีจำนวนไม่น้อย ความเจริญเองก็พุ่งทะยานเหนือทวีปอื่น ตลอดสองข้างทางของถนนหลวงทั้งสี่เส้นล้วนมีคนมากมายอาศัยอยู่ปกติครึกครื้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทว่ายามนี้เดินบนถนนหลวงฝั่งตะวันตกมาสิบลี้แม้แต่เงาคนก็ยังไม่มีให้เห็น
“เพื่อต้อนรับข้าถึงกับปิดถนนหลวงเชียวหรือนี่ ช่างให้เกียรติผู้แซ่เสวียนจริงๆ”
เสวียนเทียนชิงยิ้มเยาะกล่าวออกมาหากเป็นเช่นนี้ก็พอจะเดาได้แล้วว่าศึกสุดท้ายบนถนนหลวงนี้ต้องหนักหนาเอาการแน่ ไม่มีการลอบสังหารไม่มีแผนกลอุบายอีกฝ่ายเพียงตั้งทัพกั้นศึกขวางทางไม่ให้เขาเข้าเมืองหลวง เช่นนี้ก็หมายความว่าพวกเขามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะหยุดเสวียนเทียนชิงได้!
“ห้าสิบลี้จากเมืองหลวงมีคนอาศัยอยู่ไม่น้อยหากสู้กันที่นั่นไม่เพียงปิดเรื่องนี้ไม่ได้แต่ยังก่อให้เกิดความเสียหาย ศึกตัดสินครานี้คงจะอยู่ที่ด่านบูรพากระมังค่ายของทหารหลวงเองก็อยู่ที่นั่น สู้ศึกครานี้พวกเจ้าสองคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีเส้นทางกลับบ้านก็ปล่อยให้นายน้อยผู้นี้จัดการเถอะ”
ชิงเหนียวกับลู่หยาลางรถม้าด้วยสีหน้าลังเลศัตรูตรงหน้ามีมากเท่าไหร่กัน? พวกนางจะปล่อยให้นายน้อยเผชิญหน้าเพียงลำพังได้หรือ?แต่พวกนางรู้จักเสวียนเทียนชิงดีว่าเขาเป็นคนเช่นไรกลับบ้านคราวนี้เรื่องสำคัญในใจของเสวียนเทียนชิงอันดับแรกก็คือนำเถ้ากระดูกของสหายทั้งสามกลับสู่ตระกูลเสวียนอย่างสง่าผ่าเผยรถม้าคันนี้จะเก็บกลับไปไม่ได้เด็ดขาด หน้าที่ของพวกนางสองคนก็คือปกป้องรถม้าคันนี้
เวลาล่วงเลยไปอีกหนึ่งชั่วยามแสงแดดสาดส่องฟ้าครามเปิดโล่ง เสวียนเทียนชิงมาถึงด่านบูรพาแล้ว หากจะเข้าเมืองหลวงไม่ว่าจะถนนหลวงเส้นไหนก็ต้องผ่านด่านสุดท้ายนี้ไปป้อมปราการตั้งอยู่สองข้างของถนนหลวง ห่างออกไปหนึ่งลี้ยังมีค่ายทหารหลวงอยู่ด้วย
“ใยต้องลำบากลำบนเช่นนี้ ขอเพียงคุณชายเสวียนรออีกสามเดือนก็จะไม่มีใครขวางท่านกลับเมืองหลวงอีก”
เสวียนเทียนชิงหยุดอยู่หน้าด่านบูรพาเบื้องหน้ามีคนขวางทางอยู่ไม่น้อย นอกจากคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนขวางอยู่บนถนนแล้วที่สองข้างทางยังมีทหารหลวงอีกร้อยนายตั้งทัพพร้อมรบอยู่ด้วย
“เมืองหลวงมียอดฝีมืออยู่มากมายแต่ใช่ว่าจะทิ้งขว้างได้เช่นนี้พวกเจ้าขวางทางข้ารู้หรือไม่ว่าจุดจบจะเป็นเช่นใด?”
เสวียนเทียนชิงสีหน้าราบเรียบดวงตาสงบไร้อารมณ์วันนี้เปิดทางกลับบ้านก็คิดไว้แล้วว่าถนนหลวงฝั่งนี้ต้องย้อมไปด้วยโลหิต เขาไม่ใช่ยอดบุรุษเห็นคุณธรรมเหนือหัวใครดีมาเขาดีตอบ ใครร้ายมาเขาก็ฆ่าได้โดยไม่กระพริบตาเช่นกัน!
“อีกอย่างหอเวิ่นอิงเก็บตำราทั่วแดนเบญจภพ คนของหอเวิ่นอิงล้วนเป็นปัญญาชนแสวงหาเพียงความรู้บัณฑิตใหญ่อย่างเจ้าเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่”
จากการแต่งกายของชายตรงหน้านั้นเสวียนเทียนชิงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขามาจากหอเวิ่นอิงในเมืองหลวงแม้มีสามตระกูลใหญ่อยู่แต่ขุมอำนาจชั้นรองก็มีอยู่ไม่น้อยอันที่จริงแล้วหากเทียบกับที่อื่นขุมอำนาจเหล่านี้ล้วนเรียกได้ว่าทรงอิทธิพลอย่างยิ่งเพียงแต่ในเมืองหลวงมีเงาของสามตระกูลใหญ่กดทับอยู่จึงทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาดูด้อยลง
“ติดค้างน้ำใจผู้อื่นจึงต้องชดใช้ผู้แซ่หลูมาวันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหอเวิ่นอิง”
อีกฝ่ายประสานมือตลอดเวลาที่กล่าวกับเสวียนเทียนชิงทั้งยังค้อมตัวเล็กน้อยมากมารยาทสมกับเป็นปัญญาชนของหอเวิ่นอิงทว่าเสวียนเทียนชิงได้ยินแซ่นี้ก็แค่นเสียงเย้ยหยันออกมาทันที
“หลูเหริน...อารักษ์ชั้นสองของหอเวิ่นอิงสามปีก่อนคือยอดฝีมือปรมาจารย์ขั้นสี่ ปีนั้นข้าสังหารคนไปมากคาดว่าคงมีคนแซ่หลูอยู่ด้วยที่นี่คือถนนหลวงปรมาจารย์ขั้นสี่อย่างเจ้ามาขวางทางข้าคิดจะทำอะไร?”
กฎที่เสวียนอู่หยางตั้งขึ้นแม้แต่ปรมาจารย์ขั้นหกอย่างเจ้าหออาญายังต้องไว้หน้ายามนี้อยู่หน้าเมืองหลวงแต่บัณฑิตใหญ่ผู้หนึ่งก็คิดจะฝ่าฝืนแล้ว? อีกอย่างไม่ต้องเดาก็รู้ว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่บัณฑิตหลูคนนี้ผู้เดียวที่เหนือกว่าปรมาจารย์ขั้นสามนับแค่คนที่เสวียนเทียนชิงรู้จักก็มีปรมาจารย์ขั้นสี่ขั้นห้ามากว่าสามคนแล้ว ส่วนปรมาจารย์ขั้นหนึ่งถึงขั้นสามนั้นมีมากถึงสามสิบคน!
“ในเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนคนที่ตายไปด้วยมือท่านมีอยู่ไม่น้อยหลูเจี๋ยบุตรชายข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น”
บัณฑิตหลูกล่าวออกมาน้ำเสียงไม่เปลี่ยนแปลงยังเต็มไปด้วยความสุภาพเสวียนเทียนชิงไม่ได้สนใจเขาแล้วแต่หัวเราะเยาะออกมาพร้อมกับชักกระบี่ชั้นฟ้าคู่ใจชี้ไปยังเบื้องหน้า
“หอเวิ่นอิงตระกูลฉิน ตระกูลเซี่ย ยังมีทัพหลวงและคนจากราชสำนักอีก พวกเจ้าไม่ต้องพิรี้พิไรให้เสียเวลาวันนี้ข้าผู้แซ่เสวียนจะเข้าเมืองใครขวางฆ่าไม่เว้น!”
ท่าทีของเสวียนเทียนชิงอหังการเทียมฟ้าจิตกระบี่ของเขาพรั่งพรูออกมาที่มากกว่านั้นก็คือจิตสังหารอันเต็มเปี่ยมสามปีมานี้เข่นฆ่าสังหารตลอดทางนับแค่ความโหดเหี้ยมเด็ดเดี่ยวของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าเหล่าทหารทัพหน้าเลย
“ตระกูลเสวียนปิดจวนแล้วฉินอ๋อง ประมุขเซี่ย ยังมีท่านผู้นั้นจากหอเมฆาล้วนรั้งอยู่หน้าจวนตระกูลเสวียน นี่เป็นโอกาศครั้งสุดท้ายขอให้คุณชายเสวียนไตร่ตรองให้ดี”
บัณฑิตหลูยังคงกล่าวออกมาอย่างสุภาพเสวียนเทียนชิงได้ยินประโยคนี้สีหน้ากลับยิ่งเย็นชามากกว่าเดิม ในแดนเบญจภพมียอดฝีมือที่เป้นดั่งเทพเซียนอยู่สิบท่านทั้งสิบคนนี้ล้วนอยู่ในขั้นตัดพันธะปรมาจารย์ขั้นสิบอีกเพียงก้าวเดียวพวกเขาก็จะหลุดพ้นจากปุถุชนบินสู่สวรรค์กลายเป็นเซียน แม้ว่าขั้นเซียนจะมีอยู่แค่ในตำนานของแดนเบญจภเท่านั้นแต่ใครเล่าจะรู้ว่าปรมาจารย์ทั้งสิบท่านนี้บรรลุถึงขั้นนั้นหรือยัง ผู้นำสามตระกูลใหญ่อย่างเสวียนอู่หยางฉินอ๋อง หรือเซี่ยเซียวเทียนเองก็ล้วนเป็นหนึ่งในสิบปรมาจารย์ขั้นตัดพันธะ วันนี้มีปรมาจารย์ขั้นสิบถึงสามท่านอยู่หน้าจวนเสวียนช่างให้ความสำคัญกับตระกูลเสวียนเสียจริง!
“บิดาข้ารับศึกหน้าบ้านแล้วข้าจะถอยได้อย่างไร? วันนี้ผู้แซ่เสวียนจะกลับบ้านใครหน้าไหนก็ขวางไม่ได้!”
ลั่นวาจาแล้วก็ไม่คิดถอยกลับต่อให้ตรงหน้าจะเป็นนรกเสวียนเทียนชิงก็จะฝ่ามันออกไปเมื่อเขาเดินเข้าเขตด่านบูรพาทหารหลวงสองข้างทางก็เคลื่อนไหว เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวานดาบมังกรสีเงินโบกตวัดเข้าหาชายหนุ่มอาวุธของกองทัพหลวงแบ่งเป็นสามประเภท ดาบมังกรเงินของทหารหลวง ทวนมังกรทองของหทารม้าและกระบี่มังกรซ่อนขององครักษ์หลวง อาวุธทั้งสามชนิดนี้ล้วนเป็นศาสตราชั้นคนนี่คือความมั่งคั่งที่จักรพรรดิไท่ผิงทิ้งไว้ให้กับราชวงศ์ในปัจจุบัน!
“ฆ่า!”
ทหารหลวงร้อยนายแบ่งเป้นฝั่งละห้าสิบคนแต่ละคนต่ำสุดอยู่ที่ระดับหลอมกลั่นขั้นเจ็ดส่วนระดับสูงสุดคือขั้นสิบอย่างเบิกวิญญาณหากวัดจากระดับขั้นของเสวียนเทียนชิงแล้วแค่ครึ่งหนึ่งของทหารหลวงตรงนี้ก็เพียงพอจะฆ่าเขาสักสิบครั้ง! แต่แน่นอนว่าเขาคือเสวียนเทียนชิง...คือคุณชายจรัสฟ้าผู้เหยียบย่ำเหล่าอัจฉริยะรุ่นนี้ไว้ใต้ฝ่าเท้าหารหลวงต่ำกว่าปรมาจารย์ขั้นหนึ่งส่งมาเท่าไหนก็ตายเท่านั้น!
ฉวัวะ! ฉวัวะ!
ไร้เสียงดาบกระบี่ปะทะกันเพียงน้อยมีเพียงเสียงกระบี่ชั้นฟ้าในมือของเสวียนเทียนชิงตัดขวางแทงทะลุเกราะเหล็กของทหารหลวงเลือดไหลนองย้อมถนนเพียงชั่วครู่ทหารสิบกว่านายก็ล้มลงไร้ชีวิต ชิ้นส่วนร่างกายและสายโลหิตยังคงสาดกระเซ็นต่อไปขณะที่เสวียนเทียนชิงรุดหน้าไปหนึ่งก้าวเบื้องหลังสองสาวใช้ก็ลากรถม้าตามมาหนึ่งก้าวผ่านเข้าด่านบูรพาพูดคุยกันไม่กี่ประโยคที่เหลือก็คือการเข่นฆ่านองเลือด
“ให้โอกาสพวกเจ้าครั้งหนึ่งคนที่อยากหยุดข้าไม่ใช้กองทัพหลวงดังนั้นจงถอยไปเสีย ที่พวกเจ้ารับใช้คือแดนต้นกำเนิดที่พวกเจ้ารักษาคือเมืองหลวงนภาคราม วันรับเกราะและดาบพวกเจ้าปฏิญาณสิ่งใดไว้ยังจำได้หรือไม่?”
หลังสังหารทหารหลวงไปอีกสิบกว่านายเสวียนเทียนชิงก็คำรามออกมาทหารหลวงเหล่านี้ถูกคนเหล่านั้นส่งมาหยั่งเชิงเขา ผู้น้อยทำตามคำสั่งเจ้านายไร้ซึ่งความแค้นแม้เสวียนเทียนชิงจะไร้เมตราต่อศัตรูแต่ก็ไม่คิดสังหารคนพร่ำเพรื่อ หากทหารหลวงยอมถอยออกไปเขาก็ไม่คิดไล่สังหารจนหมด
“กล่าวได้ดี! ด่านบูรพาของข้าปกป้องพิทักษ์ประตูเมืองฝั่งตะวันออกคราวนี้เส้นสังเวรชีวิตพี่น้องไปยี่สิบสองคนนับว่าไม่ติดค้างผู้ใดแล้ว! จากนี้เส้นทางกลับบ้านของคุณชายเสวียนก็ขอเชิญพวกท่านจัดการกันเองเถิด!”
เสียงน่าเกรงขามดังขึ้นจากด้านในค่ายด่านบูรพาแม้ตัวคนไม่ปรากฏแต่คนที่นี่ล้วนรู้ดีว่าใครคือเจ้าของเสียงนี้มหารหลวงที่เหลือเจ็ดสิบกว่าคนล้วนถอยทัพแบกร่างของสหายร่วมรบกลับค่าย เสวียนเทียนชิงสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์เช่นเดิมแต่ยังคงหันไปทางค่ายด่านบูรพาแล้วกล่าวขึ้น
“สู้ศึกดาบกระบี่ไร้ตาวันนี้ถือว่าข้ากับด่านบูรพาไม่ติดค้างสิ่งใดต่อกัน!”
ทหารหลวงกลุ่มนี้บุกเข่นฆ่าเข้ามาก็ถือว่าล่วงเกินเสวียนเทียนชิงแล้วต่อให้พวกเขาจะถอยกลับไปเสวียนเทียงก็ไม่คิดขอบใจ ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นเช่นไรแต่วันนี้คนที่เขาสังหารก็คือคนที่สมควรตายจะมีความผิดหรือไม่หาใช่เรื่องสำคัญ หากขวางทางเขาก็เท่ากับเป็นศัตรู
ทหารหลวงถอนทัพไปแล้วการต่อสู้นองเลือดเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจก่อนจะจบลงเสวียนเทียนชิงเพียงแสดงเพลงกระบี่ออกมาเล็กน้อย ต่ำกว่าขั้นปรมาจารย์เดิมทีเขาก็ไร้คู่ต่อกรอยู่แล้วดังนั้นสังเวยทหารหลวงไปยี่สิบกว่าคนยังไม่สามารถเรียกว่าหยั่งเชิงได้เลยด้วยซ้ำ!
“มาเถอะในเมื่อมาเพื่อหยุดข้าใยต้องคิดมากถึงเพียงนั้น พวกเจ้าปรมาจารย์สามสิบกว่าคนร่วมมือกันขวางทางข้าคนเดียวก็เสียเกียรติมาพออยู่แล้วหากพวกเจ้ายังพอมีศักดิ์ศรีอยู่มากก็จงเข้ามารับกระบี่ของข้าด้วยตัวเอง!”