ตอนที่ 15 :อีก 3 เทพนิยาย
ที่ร้านมัทฉะคาเฟ่
ตรงมุมใกล้กับหน้าต่างหวางเสี่ยวถงที่สวมชุดสีดำกำลังคนกาแฟในถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าของเธอ
ตอนนี้เธอรู้สึกอารมณ์เสียเป็อย่างมาก
“ไอ้หนังสือบ้าหนังสือเด็กบ้าอะไรกันวะ”
เธอคนกาแฟไป ราวกับว่ากาแฟถ้วยนี้เป็ใบหน้าที่น่ารำคาญของเหอปิซู
“เสี่ยวถง ! ”
ในขณะนี้ซงจิงจ้านได้พาหลิวจือเซียและคนอื่น ๆ มาถึงร้านกาแฟมัทฉะที่ได้นัดหมายกับเธอแล้ว
“จ้านซี ทำไมคุณมาช้าจัง ?.....”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยหวางเสี่ยวถงก็อ้าปากตำหนิซงจิงจ้านในทันที
เมื่อเธอเห็นว่ามีคนอื่น ๆ ตามมาด้วยเธอก็รีบเปลี่ยนท่าทีและพูดขึ้นว่า “จิงจ้าน คุณมาถึงแล้วหรือ ! ”
นี่จึงทำให้เธออดไม่ได้ที่จะแอบคิดในใจ“ไม่เป็ไรหรอกเสี่ยวถง อย่างน้อยก็ช่วยรักษาหน้าของซงจิงจ้านไว้ได้บ้าง”
“เสี่ยวถง ขอโทษที่มาช้าไปหน่อยผมปล่อยให้คุณรอตั้งนาน”ซงจิงจ้านยิ้มให้กับหวางเสี่ยวถงและชี้ไปที่หลิวจือเซียพร้อมกับพูดว่า“ทั้งสองคนคงจะเคยเจอกันมาก่อนแล้ว นี่คือหลิวจือเซีย น้องสามของเราส่วนนี่ก็คือเสี่ยวเยว่เยว่”
“สวัสดีครับพี่สะใภ้ ! ”หลิวจือเซียยื่นมือออกไปทันทีที่แนะนำตัวเสร็จ
“สวัสดี ฉัน หวางเสี่ยวถง ! ”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ว่า “พี่สะใภ้”มันก็ทำให้หวางเสี่ยวถงใบหน้าแดงก่ำจากนั้นเธอก็จับมือกับหลิวจือเซียอย่างไม่ถือตัวก่อนจะมองไปที่เสี่ยวเยว่เยว่ที่อยู่ในอ้อมแขนและพูดขึ้นว่า“เยว่เยว่เป็น้องสาวของคุณใช่ไหม ? ”
“ไม่ใช่น้องสาวหรอกครับเธอเป็ลูกสาวต่างหาก ! ” หลิวจือเซียหัวเราะ
หวางเสี่ยวถงรู้สึกเขินอายเล็กน้อยเธอไม่คิดเลยว่าหลิวจือเซียจะมีลูกสาวที่โตถึงขนาดนี้แล้วเธอจึงตำหนิซงจิงจ้านที่ไม่แนะนำให้ชัดเจน
เมื่อคิดถึงเื่นี้หวางเสี่ยวถงก็จ้องมองไปที่ซงจิงจ้าน
“คุณป้าคะ คุณป้าสวยมากเลยค่ะ ! ” คำพูดของเสี่ยวเยว่เยว่ที่หวานฉ่ำทำให้ความอับอายของหวางเสี่ยวถงนั้นพลันจางหายไป
“เยว่เยว่ก็สวยเหมือนกันนะ ! ”หวางเสี่ยวถงยิ้มออกมาราวกับว่าเป็ดอกไม้บาน “นั่งกันก่อน พวกคุณอยากดื่มอะไรไหม? ”
“ผมอยากดื่ม สไปรท์/โค้ก/น้ำส้ม”ซงจิงจ้านและคนอื่น ๆ ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
“ผมเอาน้ำเปล่าก็แล้วกัน”หลิวจือเซียยิ้ม เขาวางเสี่ยวเยว่เยว่ลงบนที่นั่งข้าง ๆ และถามขึ้นว่า “เยว่เยว่หนูอยากดื่มอะไรไหมลูก ? ”
“พ่อคะ หนูขอโยเกิร์ตได้ไหมคะ ? ”เสี่ยวเยว่เยว่ทำหน้าตาออดอ้อนผู้เป็พ่อ
“แน่นอน” หลิวจือเซียลูบผมของเสี่ยวเยว่เยว่“ขอโยเกิร์ตให้เสี่ยวเยว่เยว่ถ้วยนึงนะครับ”
“ได้ค่ะ” หวางเสี่ยวถงพยักหน้าเธอเรียกบริกรและเริ่มสั่งเครื่องดื่มทันที
ขณะที่กำลังรอเครื่องดื่มมาถึงนั้นบางคนก็เริ่มหยิบยกประเด็นขึ้นมา
“จิงจ้านแผนกหนังสือเด็กของสำนักพิมพ์ของฉันตอนนี้้ารวบรวมนิทานเพื่อเพิ่มยอดขายมันไม่ใช่หนังสือเทพนิยายลม ๆ แล้ง ๆ ”
หวังเสี่ยวถงขยับกรอบแว่นตา“คุณบอกฉันทางโทรศัพท์ว่าคุณพบกับนักเขียนนิทาน ตอนนี้ทุกคนก็มาหมดแล้วว่าแต่ใครกันคือนักเขียนผู้นั้น ? ”
ด้วยเหตุนี้หวางเสี่ยวถงจึงจ้องมองไปที่ซงจิงจ้านอย่างดุเดือด
ซงจิงจ้านไม่ได้พูดอะไรเขายื่นกระดาษสามแผ่นให้เธอไปด้วยความเงียบเชียบ ในขณะเดียวกันเขาก็หันไปหาหลิวจือเซียเป็การส่งสัญญาณว่าเริ่มต้นได้
หวางเสี่ยวถงไม่ได้สังเกตเห็นฉากที่เกิดขึ้นนี้เธอแค่หยิบกระดาษและเริ่มอ่านมันทันที“ภาพวาดการ์ตูนเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไรกัน ?สิ่งที่ฉัน้านั้นคือนิทาน......”
ก่อนที่เธอจะพูดจบหวางเสี่ยวถงก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
“ณ ชนบทที่สวยงามและห่างไกลใน่ฤดูร้อน ข้าวสาลีกลายเป็สีทอง ส่วนข้าวโอ๊ตนั้นเป็สีเขียวในทุ่งหญ้าที่มีหญ้าแห้งกองอยู่บนทุ่งหญ้าสีเขียวก็มีนกกระสาเดินไปเดินมาพร้อมกับขาสีแดงของมันและบ่นพึมพำ....”
เื่ราวที่แปลกใหม่และการถ่ายทอดที่สดใสนั้นสร้างความดึงดูดต่อหวางเสี่ยวถงเป็อย่างมาก
“เธอมันตัวน่าเกลียด” เป็ดกล่าวขึ้น“ตราบใดที่เธอไม่ยอมแต่งงานกับเป็ดในครอบครัวของเราก็คงไม่มีใครยอมแต่งงานกับเธอหรอกนะ เ้าเป็ดน้อยที่น่าสงสาร.......”
เมื่อเื่ราวดำเนินต่อไปหวางเสี่ยวถงที่กำลังพลิกกระดาษก็เห็นภาพลูกเป็ดสีเหลืองสดใส นกกระสาขนาดใหญ่และลูกเป็ดขี้เหร่ใจดี
มันมหัศจรรย์มาก !
มันคลาสสิกอย่างแท้จริงและคงจะเป็นิทานที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น !
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับหวางเสี่ยวถงมากที่สุดก็คือเธอไม่เคยได้ยินนิทานเื่‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ นี้มาก่อนเลย
กล่าวก็คือ นี่คือนิทานดั้งเดิมที่มีภาพประกอบซึ่งมันสอดคล้องกับเนื้อหาและภาพประกอบของนิทานก็ดูสมบูรณ์แบบ !
ทันใดนั้นเอง เธอก็เงยหน้าขึ้นมามองที่หลิวจือเซียซึ่งกำลังดื่มน้ำเพื่อทำให้ชุ่มคอจากนั้นหวางเสี่ยวถงก็ถามขึ้นด้วยความคาดหวัง “หลิวจือเซีย นิทานนี้คุณเคยได้ยินมาหรือว่า.....”
ก่อนที่หลิวจือเซียจะพูดเสี่ยวเยว่เยว่ที่ดื่มโยเกิร์ตก็กล่าวขึ้นมา “เื่นี้พ่อของหนูเป็คนแต่งขึ้นเองค่ะ ! ”
หวางเสี่ยวถงมีความสุขมากเธอยังคงมองไปที่หลิวจือเซียตาไม่กะพริบ
“พี่สะใภ้เรียกผมว่าจือเซียหรือเล่าซานก็ได้” หลิวจือเซียมองไปที่หวางเสี่ยวถงและกล่าว“เยว่เยว่พูดถูก นี่คือนิทานที่ผมแต่งขึ้น”
“แล้วคุณ....พอจะมีนิทานเื่อื่นอีกไหม? ” เสียงของหวางเสี่ยวถงค่อนข้างสั่นเครือ
“มีสิ หลิวจือเซียคิดเอาไว้บ้างแล้วไม่ว่าจะทั้งหนูน้อยหมวกแดง สโนไวท์ และซินเดอเรล่าจากบ้านสีเขียว”
นิทานทั้งสามเป็นิทานคลาสสิกในโลกของนิทานรูปภาพที่สร้างขึ้นนั้นมีความชัดเจน ทั้งดีและชั่ว ขาวและดำ จึงไม่ยากที่จะเข้าใจพวกเขาสามารถสรุปประสบการณ์และบทเรียนกระตุ้นความรักและความคาดหวังในชีวิตของเด็กแถมมันยังกระตุ้นให้สร้างทัศนคติที่ดีต่อเด็กอีกด้วย
หลังจากฟังเื่ราวทั้งสามนี้แล้วไม่เพียงแต่ซงจิงจ้านและพวกเขาจะตกตะลึงเท่านั้นแม้แต่เสี่ยวเยว่เยว่เองก็ตกตะลึงอีกด้วยเห็นได้ชัดว่านิทานทั้งสามนี้ดึงดูดความสนใจของเธอไม่น้อย
แล้วหวางเสี่ยวถงล่ะ ?
แววตาของสาวมืออาชีพผู้นี้ถึงกับเปล่งประกาย!
โอ้ว พระเ้าเพื่อนร่วมหอของจิงจ้านนั้นมีดีเกินไปแล้ว เขาไม่ใช่นักเขียนนิทานที่ดีเท่านั้นแต่เขาคือปรมาจารย์ในการแต่งนิทาน !
เมื่อคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเธอหวางเสี่ยวถงก็พบแล้วว่าหลิวจือเซียคือผู้ช่วยชีวิตเขาคือพระเ้าที่จะมาช่วยเธอให้รอดตายจากแผนกของหนังสือเด็กไปได้
ในตอนท้ายของนิทานทั้งสามหลิวจือเซียก็หยุดเล่าต่อ หลังจากนั้นเขาก็ถามด้วยรอยยิ้มว่า “พี่สะใภ้ครับพี่คิดยังไงกับนิทานเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผม ? ”
“อ้าก ? ”
หวางเสี่ยวถงพูดอย่างตื่นเต้นและมีกำลังใจ“ฉันคิดว่านิทานเล็ก ๆ น้อยๆ ที่คุณเพิ่งจะเล่า.... ไม่สิ มันควรจะเป็นิยาย !มันแปลกใหม่มาก เนื้อหาของมันก็ค่อนข้างยอดเยี่ยมฉันเชื่อว่าตราบใดที่พวกมันถูกตีพิมพ์ มันจะกลายเป็ที่รักของเด็ก ๆ ทั่วโลก”
หวางเสี่ยวถงไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกยังไงในเวลานี้เดิมทีนั้น เนื่องจากเธอไม่สามารถเซ็นสัญญากับเหอปิซู ได้ เธอจึงพร้อมที่จะถูกหักโบนัส แต่ใครจะไปรู้ว่าอยู่ ๆจะมีข่าวดีเข้ามาอย่างกะทันหัน !
ตราบใดที่เธอนำนิทานเหล่านี้ไปให้หัวหน้าบรรณาธิการดูเธอเชื่อว่าจะทำให้หนังสือที่กำลังขายดีที่สุดตอนนี้ต้องมียอดขายตกลงไป !
“พี่สะใภ้พี่ตัดสินใจที่จะตีพิมพ์นิทานของผมแล้วหรือ ? ” หลิวจือเซียกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อืม ! ”หวางเสี่ยวถงพยักหน้าอย่างรุนแรง “ฉันน่ะไม่มีอะไรขัดข้องแต่ฉันเองก็เป็แค่บรรณาธิการตัวน้อย ไม่มีอำนาจมากพอที่จะตัดสินใจ”