2......
“สวัสดีครับพ่อ”
สิปปกรยกมือไหว้ กฤษณะ ผู้เป็บิดาเมื่อเดินเข้ามาในห้องหลังจากที่มารดามาเปิดประตูให้เขาเห็นบิดานั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงเคาน์เตอร์บาร์ มีขวดเหล้ากับแก้วเหล้าสองใบวางอยู่ตรงหน้าจึงเดาได้ไม่ยากว่าทั้งสองกำลังดื่มเหล้ากันอยู่ซึ่งถือเป็เื่ปกติสำหรับเขามาก เพราะทุกครั้งที่กฤษณะแวะมาหาประภาวรรณมารดาของเขาที่คอนโดหรูแห่งนี้ ทั้งคู่ก็จะดื่มเหล้าสูบบุหรี่และพูดคุยกันสนุกสนานเฮฮาราวกับว่าเป็คู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันเหลือเกินไม่ใช่คู่สามีภรรยาที่แยกทางกันไปแล้ว
“ไงลูก..สบายดีหรือเปล่า ท่าทางเหมือนคนอดหลับอดนอนเลยนี่”
คุณกฤษณะทักลูกชายด้วยการยื่นมือไปตบไหล่เบา ๆ เมื่อสิปปกรเดินเข้ามาใกล้และทรุดตัวนั่งเก้าอี้บาร์ใกล้กับบิดา
“ผมไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงบาลมาครับ”
สิปปกรบอกพร้อมกับยื่นมือไปหยิบมันฝรั่งทอดในจานใส่ปากเคี้ยวหนุบหนับ
“ก็หนูดรีมแฟนของวินไงล่ะกฤษ”
คุณประภาวรรณเป็คนบอกกับอดีตสามีที่เป็พ่อของลูก
“อ้าว..หนูดรีมเป็แฟนวินหรอกหรือผมนึกว่าเป็เพื่อน ๆ กันในกลุ่มซะอีก”
คุณกฤษณะเพิ่งรู้ความจริงเขาเคยได้พบและพูดคุยกับเพื่อนในกลุ่มของลูกชายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่บ่อยเท่ากับคุณประภาวรรณเขารู้ว่าลูกชายมีเพื่อนสนิทในกลุ่มเป็เพื่อนร่วมคณะสถาปัตยกรรมในมหาวิทยาลัยเดียวกันซึ่งมีอยู่ด้วยกันสี่คน คือ ชวิน นัฏนรี ไปรยา และลิลลี่ ทั้งหมดเรียนจบแล้ว บางคนก็กำลังหางานทำ บางคนก็กำลังหาที่เรียนต่อปริญญาโท
“เพื่อนในกลุ่มจะเป็แฟนกันไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยนี่คะทีกฤษ กับ.......”
คุณประภาวรรณชะงักไว้เพียงนั้นไม่ยอมพูดต่อให้จบประโยค เพราะมีความรู้สึกว่าไม่อยากจะพูดถึงอดีตที่ฝังใจ รวมทั้งคุณกฤษณะเองก็มีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก
“เออ..แล้วตอนนี้ศพวินอยู่ที่ไหนล่ะลูก”
คุณกฤษณะรีบเปลี่ยนการสนทนาด้วยการถามลูกชายแทนทันที
“กำลังรับจากเชียงใหม่เข้ามาทำพิธีที่กรุงเทพฯครับ”
“พ่อของวินก็เสียชีวิตด้วยเหมือนกัน”
คุณประภาวรรณบอกกับคุณกฤษณะตามที่รับรู้มาจากลูกชายอีกทีหนึ่ง
“ชีวิตคนเราก็แค่นี้แหละไม่รู้จะตายวันไหนเพราะฉะนั้นดื่มเหล้าให้มีความสุขดีกว่า ดื่มด้วยกันไหมลูก”
คุณกฤษณะรีบออกจากความหดหู่ เขายกแก้วเหล้าขึ้นเชิญชวนลูกชาย
“ไม่ดีกว่าเชิญคุณพ่อกับคุณแม่ตามสบายเลยครับ”
เขาหยิบมันฝรั่งลุกจากเก้าอี้บาร์ไปนั่งที่โซฟาแทนเพื่อให้มารดาได้เข้ามานั่งแทนที่
“ลูกชายเราไม่ได้รับเชื้อแอลกอฮอล์ลิซึ่มจากเราสองคนหรอกนะกฤษอย่าพยายามเลย”
คุณประภาวรรณบอกกับคุณกฤษณะด้วยน้ำเสียงขบขันเป็การหยอกเย้า เธอเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ลูกชายเพิ่งลุกออกไป
“พ่อกับแม่เป็ตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็นแต่ลูกกลับทำตัวเป็แบบอย่างที่ดีให้พ่อแม่ดู เราควรจะอายลูกกันดีไหมเนี่ยวรรณ”
คุณกฤษณะกล่าวสัพยอกคุณประภาวรรณก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอย่างอารมณ์ดี
“กระเบื้องหนาตราช้างอย่างกฤษกับวรรณ รู้จักอายลูกเป็ด้วยหรือ”
คุณประภาวรรณตอบเสียงกลั้วหัวเราะพลอยทำให้คุณกฤษณะกับสิปปกร อดหัวเราะตามไม่ได้
“เออนั่นสิ..ไม้แก่อย่างเราดัดยากซะแล้วยังไงก็ไม่ต้องเลียนแบบพ่อกับแม่ก็ได้นะปอนด์ เพราะพ่อกับแม่ ฝึกกินเหล้าสูบบุหรี่กันั้แ่เรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยโน่น แล้วก็เลยติดมายันแก่ เลิกไม่ได้”
คุณกฤษณะเล่าอดีตให้ลูกชายรับรู้เป็ครั้งที่เท่าไหร่ สิปปกรก็ไม่ได้นับ แต่ที่แน่ ๆ ไม่น่าจะต่ำกว่าสิบครั้งแล้วสิปปกรรับรู้ถึงอดีตความเป็มาของผู้ให้กำเนิดทั้งสองว่า ทั้งคู่เป็เพื่อนร่วมคณะสถาปัตยกรรมเหมือนกันพอเรียนจบก็ยังได้เป็สถาปนิกทำงานที่บริษัทเดียวกันอีกด้วยแต่สาเหตุที่พวกท่านไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็ครอบครัวนั้นเขาไม่ทราบเลย
“เห็นแม่เขาบอกว่าปอนด์หาที่เรียนที่อเมริกาได้แล้วจะให้พ่อฝากปอนด์ไปพักอยู่กับคุณป้าไหม”
ผู้เป็บิดาเปลี่ยนเื่สนทนาเป็การเป็งานขึ้นมา
“คุณป้าอยู่คนละรัฐกับมหาวิทยาลัยที่ผมเลือกผมคิดว่าจะพักกับเพื่อนรุ่นพี่ที่โน่นครับ ตั้งใจว่าจะหางานทำไปด้วย”
“จะทำงานทำไมให้เหนื่อยล่ะ ตั้งใจเรียนให้จบดีกว่ามั้ง ลูกก็ไม่ได้เดือดร้อนเื่เงินทองอยู่แล้วนี่นา”
คุณกฤษณะไม่เห็นด้วย เขาคิดว่าสามารถที่จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนปริญญาโทของลูกชายได้อยู่แล้ว
“ผมอยากหาประสบการณ์ไปด้วยจะได้ฝึกภาษาด้วย”
ลูกชายให้เหตุผล
“ฝึกภาษาก็ไม่จำเป็ต้องทำงานให้มันลำบากนี่นา”
“ช่างลูกเถอะกฤษ เขาเป็ผู้ชายให้ฝึกช่วยเหลือตัวเองน่ะดีแล้ว”
คุณประภาวรรณพูดแย้งคุณกฤษณะ
“งั้นก็ตามใจแต่เื่เงินไม่ต้องห่วงนะลูก ตอนนี้พ่อกับแม่รับจ๊อบโครงการพิเศษร่วมกันได้เงินก้อนโตเชียวล่ะสามารถให้ปอนด์เรียนได้ถึงปริญญาเอกเลยนะจะบอกให้”
คุณกฤษณะอวดลูกชาย โดยมีอดีตภรรยาพยักหน้ายิ้ม
“มิน่าล่ะ พ่อกับแม่ถึงดื่มฉลองกัน”สิปปกรกล่าวล้อ
“ฉลองเป็ปกติอยู่แล้วล่ะลูกพวกหาเื่กินเหล้าน่ะ”
คุณประภาวรรณบอกกลับลูกชายด้วยความขบขัน
“แล้ววางแผนหรือยังว่าจะเรียนถึงไหนพ่ออยากจะให้ปอนด์เรียนถึงปริญญาเอกไปเลยนะถ้าทำได้” คุณกฤษณะบอก
“ตอนนี้ผมขอแค่ปริญญาโทก็พอแล้วครับอยากจะเรียนด้านอื่นอีกหลายอย่าง”
“ลูกไม่อยากจะเป็สถาปนิกเหมือนพ่อแม่แล้วหรือ”
คุณกฤษณะถามแบบหยอกล้อมากกว่าจะจริงจังเขารู้ว่าความชอบของลูกได้เปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลา เพราะถึงแม้สิปปกรจะเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมด้วยความที่เห็นพ่อกับแม่เคยเรียนและจบออกมาเป็สถาปนิกเงินเดือนสูงด้วยกันทั้งคู่ เขาจึงคิดจะเจริญรอยตามแต่เมื่อเขาเรียนจบปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมแล้วก็ไม่คิดที่จะเรียนปริญญาโทต่อด้านนี้อีก เขาเลือกที่จะเรียนด้านบริหารธุรกิจแทน
“เอาไว้ให้ผมเรียนจบปริญญาโทก่อนครับค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรดี”
สิปปกรตอบอย่างไม่แน่ใจ
“ค่อย ๆ คิดก็ได้ลูก มีเวลาอีกถมเถไม่ต้องซีเรียส”
คุณกฤษณะบอกตามสไตล์ของคนที่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก จากนั้นเขาก็หันไปพูดคุยกับคุณประภาวรรณต่อทำให้สิปปกร ถือโอกาสขอตัวไปอาบน้ำ และเข้านอน ปล่อยให้บิดามารดาได้พูดคุยกันตามลำพัง
สิปปกรได้เห็นภาพความเป็เพื่อนระหว่างคุณกฤษณะกับ คุณประภาวรรณ มาั้แ่เขาจำความได้ เขาได้แต่สงสัยว่าทำไมบิดากับมารดาจึงต้องแยกทางกันแต่ก็ยังไปมาหาสู่คบค้าสมาคมเป็เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวกันอย่างสนิทสนมโดยที่ไม่ได้ใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันพวกท่านยังคงทำหน้าที่พ่อและแม่ให้กับเขาได้อย่างดี ทำให้เขาเติบโตมาอย่างไม่รู้สึกขาดความอบอุ่นหรือมีปมด้อยอะไรเลย แต่เขาก็อยากจะรู้เหตุผลอยู่เหมือนกันว่าทำไมพวกท่านทั้งสองจึงไม่มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเสียเลย
“ปอนด์! ..คุณยายโทรมา”
คุณประภาวรรณเคาะประตูห้องร้องะโเรียกสิปปกรอยู่หน้าห้องทำให้คนที่นอนหลับสบายอยู่บนที่นอนงัวเงียตื่นขึ้นมาเหลือบไปดูนาฬิกาบนหัวเตียงใกล้จะเก้าโมงเช้าเขามองหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง แต่มองไม่เห็นจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้เขาวางมันไว้ที่ห้องรับแขกด้านนอก มารดาคงจะรับโทรศัพท์แทนเขา
“คุณยายโทรมาทำไมครับแม่”
สิปปกรเปิดประตูห้องออกมาถามมารดาแต่เสียงสัญญานมือถือที่ยังคงดังอยู่นั้นก็ทำให้เขารู้ว่ามารดายังไม่ได้กดรับสาย
“ไม่กล้ากดรับหรอก เดี๋ยวโดนยายแกอบรมธรรมะแต่เช้า วันนี้วันพระซะด้วยสิ”
คุณประภาวรรณ พูดถึงคุณยายกันยามาศผู้เป็มารดาของเธอด้วยสีหน้าอมยิ้มทำให้สิปปกรอดขำไม่ได้ เขายื่นมือไปรับโทรศัพท์มือถือที่มารดาส่งให้แล้วมองดูที่จอมือถือ พอเห็นว่าเป็ยายกันยามาศ ตามที่มารดาบอกก็กดรับสายทันที
“สวัสดีครับคุณยาย” เขากล่าวทักทายเสียงนุ่มนวล
“แม่ไปแล้วนะปอนด์”
คุณประภาวรรณรีบบอกลูกชายวันนี้เธอแต่งตัวทะมัดทะแมงด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกางเกงยีนส์สีซีดสวมกำไลเงินที่ข้อมือถึงสี่อันเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเวลาที่เธอเคลื่อนไหวแขนเธอยื่นหน้ามาหอมแก้มสิปปกรซึ่งอีกฝ่ายก็หอมแก้มตอบเหมือนกับที่เคยทำต่อกันจนเป็ความเคยชินเวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกไปจากห้องหรือร่ำลากัน
“นี่จะเก้าโมงแล้วแม่ของปอนด์เพิ่งจะไปทำงานเรอะ”
เสียงของยายกันยามาศถามหลานชายมาทางมือถือ
“ครับ..”
เขาตอบคุณยายแต่สายตามองมารดาที่กำลังเปิดประตูห้องออกไป แล้วก็หันมาโบกมือให้เขาก่อนจะปิดประตูห้อง
“เมื่อคืนคงจะกินเหล้าอีกล่ะสิถึงได้ตื่นสาย”
ยายกันยามาศเดาได้ถูกต้องเหมือนตาเห็นจนหลานชายอดทึ่งไม่ได้
“ก็นิดหน่อยครับพอดีพ่อแวะมาหาผมกับแม่เมื่อคืนนี้”
หลานชายตอบพร้อมกับเดินไปนั่งที่โซฟารับแขก
“ถึงพ่อของปอนด์ไม่แวะมาแม่เขาก็ไปดื่มไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ๆ เขาเกือบทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่หรือแต่เอาเถอะ ยายไม่อยากพูดถึงแม่ของปอนด์อีกแล้ว ี้เีอบรม”
“คุณยายมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“วันนี้ไปเยี่ยมหนูดรีมที่โรงบาลหรือเปล่าลูก”
คุณยายกันยามาศเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ว่าจะไป่บ่ายครับคุณยายจะไปด้วยหรือเปล่าครับผมจะแวะไปรับที่บ้านสวน”
“ยังหรอกลูกที่ยายโทรมาก็จะบอกเื่เ้าดุ๊กดิ๊กน่ะ”
“ทำไมครับดุ๊กดิ๊กเป็อะไรครับไม่สบายหรือเปล่า”
สิปปกรถามด้วยความเป็ห่วง
“เ้าดุ๊กดิ๊กหายไปจากบ้าน”
สิปปกรใจหายวาบกับคำตอบที่ได้รับ ความรู้สึกเหมือนสูญเสียของรักไปเขาแทบจะทำโทรศัพท์มือถือร่วง
“ปอนด์..ได้ยินที่ยายบอกหรือเปล่า”
ยายกันยามาศถามย้ำเมื่อเห็นว่าหลานชายนิ่งเงียบไป
“เ้าดุ๊กดิ๊กหายไป..เมื่อไหร่ครับ” พอตั้งสติได้เขารีบถามทันที
“ก็หลายวันแล้วลูกั้แ่ที่ปอนด์ต้องวุ่นดูแลหนูดรีมไม่ได้มาค้างที่บ้านสวนกับยาย”
“เมื่อวานผมโทรหาคุณยายไม่เห็นคุณยายบอกผมเลย”
เขารู้สึกแปลกใจที่คุณยายของเขาเพิ่งจะมาบอก
“ยายไม่อยากให้ปอนด์ไม่สบายใจน่ะเห็นว่ากำลังเสียใจอยู่กับเื่ชวินกับหนูดรีม”
“งั้นเดี๋ยวผมไปที่บ้านสวนนะครับ”
สิปปกรวางสายจากยายกันยามาศแล้วก็รีบเข้าไปอาบน้ำทันทีเขารู้สึกไม่สบายใจเพราะดุ๊กดิ๊กเป็สุนัขที่เปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความรักที่เขาจะแสดงต่อมันได้อย่างเปิดเผยแทนเ้าของของมัน เขารู้ว่านัฏนรีรักและสงสารเ้าดุ๊กดิ๊กนี้มากเธอนำมันมาฝากให้เขาช่วยเลี้ยงดูเมื่อสองปีที่แล้ว เ้าดุ๊กดิ๊กจึงเป็เสมือนสื่อกลางที่ทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับนัฏนรีโดยที่ไม่มีชวินติดสอยห้อยตามมาด้วยเมื่อนัฏนรีแวะไปเยี่ยมเ้าดุ๊กดิ๊กที่บ้านสวนของคุณยายของเขา เพราะชวินไม่ชอบสุนัขอย่างมาก