บทที่ 10 ลู่ฮุ่ยฟาง
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังจัดเก็บของ หญิงวัยกลางคนผู้สวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ฝ้ากระแต่งแต้มเต็มใบหน้า จูงมือเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งก็ชะโงกหัวด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ที่หน้าประตูรั้ว
พอเห็นว่าลู่ฮ่าวกับเจียงหนานทำงานอยู่ในลานก็เรียกเสียงเบาออกมา “เสี่ยวฮ่าว เธอกลับมาแล้วหรือ?”
ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยพลางเหลือบมองทางประตูหน้าบ้านอย่างระแวดระวัง
เมื่อเห็นว่ามีคนอยู่ที่หน้าประตู ลู่ฮ่าวก็วางจอบในมือแล้วสาวเท้าเดินไปหา “อาหญิง เข้ามาเร็ว”
เขาััได้ถึงแววตาอันสั่นระริกของอีกฝ่ายที่เพ่งมองไปยังบ้านหลังหลัก จึงเอ่ยว่า “คุณปู่พักผ่อนแล้วครับ”
ได้ยินเช่นนั้น ลู่ฮุ่ยฟางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วจูงมือเด็กหญิงตัวเล็กเข้าไปข้างใน
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจครั้นเห็นว่าเจียงหนานกำลังทำงานอยู่
คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่เอะอะโวยวายไม่แต่งงานเมื่อวาน วันนี้จะว่าง่ายขนาดนี้
ลู่ฮุ่ยฟางไปรับไม้กวาดในมือของเจียงหนานอย่างกระตือรือร้น “หลานสะใภ้ ฉันทำเองดีกว่า”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูทำเอง”
เจียงหนานพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “อาหญิง เข้ามาในบ้านเถอะค่ะ”
เธอจำเด็กหญิงตัวเล็กที่อาหญิงของลู่ฮ่าวจับจูงอยู่ได้ เป็เด็กน้อยที่โดนลู่เสี่ยวเยว่ดุด่าในวันนั้น
เพียงแต่วันนี้เส้นผมของสาวน้อยถูกหวีอย่างสวยงาม เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็สะอาดสะอ้านต่างจากวันก่อน
ลู่ฮุ่ยฟางมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เหลือบมองไปทางประตูบ้าน จากนั้นก็ส่ายหัวอย่างไม่สบายใจ “ไม่ล่ะ”
เธอเบือนสายตามาที่ลู่ฮ่าว ถามเสียงเบาว่า “เสี่ยวฮ่าว ฉันมาที่นี่เพื่อถามเธอ ครั้งก่อนที่กลับมา เธอบอกว่าจะให้หมอในเมืองตรวจดูผลแสกนของอาเขย เธอให้ดูแล้วหรือยัง? เป็อย่างไรบ้าง?”
ลู่ฮ่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยความลำบากใจ “อาจารย์หมอของโรงพยาบาลเราตรวจดูแล้ว เป็โรคหัวกระดูกสะโพกขาดเืระยะที่สาม อาจต้องผ่าตัดในอนาคตครับ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ผ่าตัด’ สีหน้าของลู่ฮุ่ยฟางก็ซีดเผือดทันที
ลู่ฮ่าวอธิบายว่า “แต่อาจารย์หมอบอกว่า อาเขยยังหนุ่มอยู่ ยังไม่ถึงเป้าการผ่าตัด เลยจะเลื่อนไปอีกสองสามปีครับ”
ลู่ฮุ่ยฟางหน้าตาโศกเศร้า ถามหยั่งเชิงว่า “งั้นถ้าวันหน้าผ่าตัด ค่าผ่าตัดจะประมาณเท่าไร? ฉันจะได้เตรียมพร้อม”
“อาหญิง เื่เงิน วันหน้าเราทุกคนจะคิดหาทางครับ”
“ตอนนี้อาเขยปวดจนเดินไม่ไหวแล้ว ยกขาไม่ขึ้น เมื่อวานยังหกล้มอีก...”
ลู่ฮุ่ยฟางกล่าวพลางสะอื้นไห้อย่างทุกข์ระทม
เจียงหนานได้ยินการสนทนาระหว่างลู่ฮ่าวกับลู่ฮุ่ยฟาง ในหัวค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาเขย...
ทว่ายังไม่ทันนึกย้อนความทรงจำ จู่ ๆ ผู้เฒ่าลู่ก็ออกมาจากบ้าน ตวาดลั่นอย่างเกรี้ยวโกรธ “แกมาทำอะไร?”
ลู่ฮุ่ยฟางได้ยินเสียงบิดาก็นึกหวาดกลัว จับมือเด็กหญิงตัวเล็ก ถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าชายชราดูแย่มาก หนวดเคราสั่นไหว หอบหายใจหนักหน่วง “ตอนแต่งออกไป สาบานแน่วแน่ว่า ชีวิตนี้จะไม่มาเหยียบประตูบ้านฉันอีกไม่ใช่หรือไง?”
ความเ็ปและคับแค้นใจฉายชัดผ่านใบหน้าของชายชรา หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง อารมณ์พลันแปรปรวน
ลู่ฮ่าวพยุงเขาไว้ เกลี้ยกล่อมว่า “คุณปู่ อย่าโกรธเลย”
ชายชรามองลู่ฮุ่ยฟาง ไล่ตะเพิดอย่างเดือดดาล “ไสหัวไป อย่ามาเหยียบประตูบ้านฉันอีก”
ลู่ฮุ่ยฟางจูงมือลูกสาว ก้มหน้าร้องห่มร้องไห้
ลู่ฮ่าวไม่ชอบทัศนคติของปู่ที่มีต่ออาหญิงเลยแม้แต่น้อย “คุณปู่ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะทำเพื่ออะไรครับ”
“ใครเป็ครอบครัวเดียวกันกับหล่อน? รีบไสหัวไป!”
เจียงหนานรู้สึกว่าชายชราตัวสั่นโอนเอนไปมาด้วยแรงโทสะ ราวกับว่ากำลังจะล้มลงประเดี๋ยวนั้น เธอเลยรีบเข้าไปประคอง “สุขภาพของคุณปู่เป็สิ่งสำคัญ รีบเข้าไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
หลังเจียงหนานช่วยพยุงเข้าไปในบ้าน ลู่ฮ่าวก็หันไปพูดคุยกับลู่ฮุ่ยฟางที่กำลังร้องห่มร้องไห้
“อาหญิงกลับไปก่อนนะครับ เย็น ๆ ผมจะไปดูอาการอาเขยอีกที”
หยาดน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าลู่ฮุ่ยฟาง เธออดมองไปทางบ้านหลังใหญ่ไม่ได้ ไม่นานก็ร่ำไห้เดินจากไป
...
เจียงหนานประคองผู้เฒ่าลู่เข้าไปในบ้าน ช่วยเขาเอนตัวนอนลงบนเตียงเตา
เสร็จแล้วก็นั่งตรงขอบเตียง กล่าวปลอบเสียงอ่อน “คุณปู่ อย่าโมโหเลยค่ะ จะโกรธเคืองคนในครอบครัวตัวเองทำไมกันคะ?”
แม้ชาติก่อนเจียงหนานจะเคยแต่งกับลู่ฮ่าว แต่การแต่งงานของพวกเขาก็ใช้เวลาเพียง่เวลาสั้น ๆ แล้วลู่ฮ่าวก็ส่งเธอออกไป
เธอจึงไม่เคยพบเจอฉากที่ผู้เฒ่าลู่ไม่ยอมให้ลูกสาวมาที่บ้านเลย
ชายชราพลิกตัว มองหญิงสาวที่ปลอบใจเขาอย่างจริงใจด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย เขาเอ่ยเสียงคร่ำครวญว่า “หนานหน่าน ชีวิตฉันล้มเหลวนัก ลู่เซิ่งหมินลูกคนโตแต่งงานแล้วสองครั้ง เกื้อหนุนลูกเลี้ยงแทนที่จะใส่ใจลูกแท้ ๆ เสี่ยวฮ่าวกลายเป็เด็กที่ไม่มีแม่ ลูกคนรองของฉันทำงานเป็ลูกจ้างในเมือง เดิมทีก็สร้างเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลอยู่หรอก แต่เ้าคนเห็นแก่ได้นั่น โลภในทรัพย์สินเงินทอง กลายเป็ลูกเขยของหัวหน้าโรงงาน หลานที่เกิดมาก็เปลี่ยนแซ่นามสกุลเดิมทิ้ง ส่วนลูกสาวที่รักทะนุถนอมที่สุด ฉันบอกหล่อนแล้วว่าจะแต่งเข้าตระกูลฟางไม่ได้ แต่หล่อนยอมแตกหักกับฉันแล้วแต่งงานออกไป ตอนนี้อย่าว่าแต่ยากจนแร้นแค้นเลย ฟางกั๋วผิงนั่นยังหกล้มกลายเป็คนพิการอีก เฮ้อ ฉันสร้างเวรสร้างกรรมอะไรไว้หนอ”
ยามชายชรากล่าวถึงตอนท้าย ดวงตาอันขุ่นมัวก็คลอด้วยไปความสิ้นหวังเต็มหน่วย
เจียงหนานค่อย ๆ ปลอบโยนเขา “คุณปู่คะ ลูก ๆ หลาน ๆ ย่อมมีโชควาสนาของตัวเอง คุณปู่ไม่ได้ล้มเหลวสักหน่อย การที่คุณปู่สนับสนุนให้ลู่ฮ่าวเป็นักศึกษาแพทย์ ถือเป็สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากแล้วค่ะ”
พูดถึงลู่ฮ่าว ใบหน้าเศร้าตรมของชายชราก็มีเสี้ยวแสงสว่างในที่สุด
“หลานชายคนโตของฉันมุมานะพยายาม ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ฉันคงอยู่แบบไม่มีความหมาย”
ครั้นชายชราเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง “น่าเสียดาย ใบหน้าของเขาดันได้รับาเ็”
“คุณปู่ อย่ากังวลเกินไปเลยค่ะ หนูจะบอกบางอย่างให้”