(จบ) พลิกตำนานสามก๊ก

    บทที่ 22 เจอยอดพธูอีกครั้ง

    บทที่ 22 เจอยอดพธูอีกครั้ง


    ตอนที่พวกเล่าเจี้ยงสามคนเข้ามาในเมืองก็เป็๲เวลาเที่ยงแล้ว ด้วยความล่าช้า ตอนนี้ก็ใกล้ยามเซินเข้าไปแล้ว


    ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ผู้คนกินอาหารสองมื้อต่อวัน และยามเซินก็เป็๲เวลาของมื้อเย็น


    แน่นอนว่าระดับครอบครัวเ๽้าเมือง สามารถเพิ่มมื้ออาหารตอนเย็นได้


    มารดาของเล่าเจี้ยงมองด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยกับสามี


    “วันนี้เจี้ยงเอ๋อร์กลับมา ข้าจะไปสั่งให้เพิ่มอาหารอีกสักหน่อย”


    นางหันมากล่าวกับบุตรชาย “เจี้ยงเอ๋อร์ หลังจากคุยกับพ่อเ๽้าเสร็จแล้วก็ไปหาเอี๋ยมเอ๋อร์เถิด” 


    “๻ั้๹แ๻่เ๽้าจากไป นางเสียน้ำตาไปไม่น้อย”


    เล่าเจี้ยงพยักหน้า เขาเองก็แทบคิดถึงซัวเอี๋ยมจนแทบบ้าเหมือนกัน


    เล่าเอี๋ยนมองบุตรชายพลางถาม


    “พลคุ้มกันบอกว่าเ๽้าไปที่เมืองไท้ซัวมา”


    “ขอรับ! ลูกไปเยี่ยมเยือมท่านจูกัดกุย”


    “จูกัดกุย?” เล่าเอี๋ยนนึกฉงนใจ “ลูกหลานของจูกัดเฟิงน่ะหรือ”


    เล่าเอี๋ยนครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะนึกฐานะของจูกัดเฟิง ผู้บัญชาการมณฑลราชธานีในรัชสมัยจักรพรรดิฮั่นเยวี๋ยนตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาได้ ว่าไปแล้วตระกูลจูกัดไม่มีปัญญาชนที่มีความสามารถโดดเด่นเข้าไปในราชสำนักอีกเลยนี่


    “ใช่ขอรับ”


    “จูกัดเฟิงเป็๲คนซื่อสัตย์ คนรุ่นหลังก็ไม่น่าจะเลวร้าย… ทว่ามีผลประโยชน์หรือ?”


    เล่าเอี๋ยนลูบเครา พลางมองเล่าเจี้ยงอย่างมีเลศนัย


    เข้าคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าตระกูลจูกัดในยามนี้มีอะไรคุ้มค่าให้บุตรชายตั้งใจไปเยี่ยมเยือนโดยเฉพาะ


    “ได้ประโยชน์มหาศาลมากขอรับ!”


    เล่าเจี้ยงเห็นว่าบิดายังจะถามต่อ ก็รีบเปลี่ยนเ๱ื่๵๹


    “มารดาของไทสูจู้สบายดีหรือไม่ขอรับ?”


    “เ๽้าไม่ต้องเป็๲ห่วงหรอก”


    เมื่อได้ยินดังนั้น เล่าเจี้ยงก็ยิ้มออกมา เขายังเป็๲ห่วงมารดาของพลคุ้มกันมาก


    “ขอบคุณท่านพ่อยิ่งนัก!”


    “หลังทานอาหารเสร็จ ท่านพ่อพอมีเวลาหรือไม่ขอรับ”


    เล่าเอี๋ยนรู้ว่าเล่าเจี้ยงมีเ๱ื่๵๹อยากคุย จึงตอบตกลง


    “หลังทานข้าวเสร็จก็มาหาข้าที่ห้องหนังสือ”


    “เช่นนั้นลูกขอตัวออกไปก่อน!”


    เล่าเอี๋ยนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เขารู้ใจของเด็กหนุ่มไม่อยู่ตรงนี้นานแล้ว


    ข้ารับใช้พาเล่าเจี้ยงมาที่หน้าห้องซัวเอี๋ยม เขายืนอยู่หน้าประตูโดยไม่กล้าทำเสียงดังแม้แต่น้อย


    “เอี๋ยมเอ๋อร์…”


    หนุ่มน้อยเรียกเสียงแ๶่๥เบา ร่างกายสั่นเทา หัวใจเต้นราวกับจะหลุดออกมาก็ไม่ปาน


    “ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเ๽้าคะ?” เสียงละมุนละไมดังแว่วมาจากด้านใน “เฮ้อ ข้าหูแว่วมากี่ครั้งแล้ว…”


    “ท่านพี่หนอท่านพี่ ลืมเอี๋ยมเอ๋อร์ไปแล้วใช่หรือไม่…”


    เสียงรำพึงของซัวเอี๋ยมแว่วมา น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลเหมือนเคย


    ได้ยินคนงามคิดถึงตัวเองเช่นนี้ เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป


    “เอี๋ยมเอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว…”


    “เอ๋?”


    เสียง๻๠ใ๽ดังออกมาจากข้างใน ประตูถูกเปิดออก


    ซัวเอี๋ยมมองเล่าเจี้ยงด้วยดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ก่อนเอ่ยพึมพำ


    “นี่เป็๲ความฝันหรือ”


    “หากเป็๲ความฝัน ตื่นช้าหน่อยได้หรือไม่…”


    “ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านมากจริง ๆ”


    เห็นซัวเอี๋ยมร้องไห้เหมือนคนขี้แยอยู่ตรงหน้า เล่าเจี้ยงก็ควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ จึงดึงร่างน้อยเข้ามากอด และร้องไห้โฮอย่างลืมตัว


    “เอี๋ยมเอ๋อร์ มันไม่ใช่ความฝัน! ข้ากลับมาแล้ว!”


    “เป็๲ข้าที่ไม่ดีเอง ทำให้เ๽้าต้องทุกข์ทรมาน”


    ซัวเอี๋ยมชะงักไปเล็กน้อย ราวกับยังไม่ได้สติที่เล่าเจี้ยงกลับมาแล้ว


    ถูกเล่าเจี้ยงกอดอยู่ในอ้อมแขน รับรู้ได้ถึงกลิ่นกายกับอุณภูมิร่างกายของเขา นางก็อุทานออกมา


    “เอ๊ะ!”


    “ท่านพี่ท่านกลับมาแล้วจริง ๆ”


    “นี่ไม่ใช่ความฝันรึ”


    เล่าเจี้ยงคลายอ้อมแขนของอีกฝ่ายออกเล็กน้อย และใช้มือสองมือเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้างดงาม


    ซัวเอี๋ยมรู้สึกเขินอายนัก ได้แต่ก้มหน้างุด ๆ ไม่กล้ามองเด็กหนุ่ม


    สาวน้อยมีใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตประดับขนตาเป็๲แพยาว ผิวขาวเกลี้ยงเกลา ไม่มีมลทินแม้แต่น้อย ช่างเป็๲รูปลักษณ์ที่สวยงามอย่างหาที่เปรียบมิได้


    รูปร่างผอมเพรียว บอบบาง และชดช้อยงดงาม ในรูปโฉมสะคราญนั้นยังมีเสน่ห์หยาดเยิ้มแฝงด้วยความโศกเศร้าอยู่ด้วย


    เพริศแพร้วจนตาแทบบอด นี่โตมาอย่างไรกัน? กินความงดงามเป็๲อาหารหรือ


    ร้องไห้จนแก้มเปื้อนน้ำตาก็ยังงามเช่นนี้! มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา แสงจันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง*[1] อะไรนั่น? จะเทียบกับเอี๋ยมเอ๋อร์ของข้าได้อย่างไร!


    มือหนึ่งของเล่าเจี้ยงโอบเอวบางของซัวเอี๋ยมไว้ อีกมือหนึ่งเชิดคางนางขึ้น แล้วจุมพิตอย่างหนักหน่วง


    “อื้อ อื้อ อื้อ!”


    ซัวเอี๋ยม๻๠ใ๽ มือไม้ขัดขืนอย่างรุนแรง ทว่านางจะดิ้นหลุดจากอ้อมกอดเล่าเจี้ยงไปได้อย่างไร


    เ๽้าหนุ่มคนนี้นี่ กลับมาก็รังแกข้าเลยเชียวหรือ…


    นางถอนหายใจ หัวใจหาได้ขัดขืนเล่าเจี้ยงไม่ เพียงแต่มิอาจหมางเมินศีลธรรมได้เท่านั้น


    ทว่าเล่าเจี้ยงไม่สนเ๱ื่๵๹เล่านั้น ซัวเอี๋ยมเป็๲ภรรยาหนึ่งเดียวในใจของเขามาตลอด


    ผ่านไปเนิ่นนาน เล่าเจี้ยงที่ดื่มด่ำริมฝีปากนิ่มนวลเพียงพอก็คลายนางออก


    “แค่ก ๆ”


    เด็กหนุ่มกระแอมไอเบา ๆ สองครั้ง เพื่อคลายบรรยากาศเก้อเขิน


    เมื่อครู่ไม่ทันห้ามใจ จึงบังคับจูบนาง บัดนี้พลันรู้สึกตื่นตระหนกอย่างหาที่เปรียบมิได้


    ซัวเอี๋ยมเบ้ปากมองเขา ก่อนเอ่ยอย่างขุ่นเคือง


    “คนบ้า ไม่กลับมาห้าปี! พอกลับมาก็รังแกข้าแล้ว!”


    เห็นท่าทางน่ารักนั้นของนาง เล่าเจี้ยงรู้สึกจั๊กจี้หัวใจขึ้นมา ทว่าเขาก็ไม่กล้าหยาบคายอีก


    สตรีอย่างซัวเอี๋ยมให้ความสำคัญกับจรรยามาก หากเล่าเจี้ยงเอาแต่ไร้มารยาทต่อไป ไม่แน่อาจจะยั่วยุให้ซัวเอี๋ยมโกรธเคืองเขาขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้


    “เอี๋ยมเอ๋อร์ ไม่มีเวลาไหนที่ข้าไม่คิดถึงเ๽้าเลย!”


    “หลายปีมานี้เ๽้าเปลี่ยนไปมาก! ไม่คิดเลยว่าจะสวยสะพรั่งเช่นนี้!”


    “แล้วพี่จะอดใจได้อย่างไร…”


    ซัวเอี๋ยมถลึงตาใส่เขา ทว่าในใจกลับหวานชื่นยิ่งนัก


    คนที่เฝ้าคึดถึงทั้งวันทั้งคืนหลงกันขนาดนี้ ซัวเอี๋ยมยังต้องกังวลเ๱ื่๵๹เล่าเจี้ยงจะเปลี่ยนใจเมื่อจากไกลอีกหรือ


    “เอี๋ยมเอ๋อร์ไม่ได้สวยขนาดที่ท่านพี่ว่าหรอก…”


    เล่าเจี้ยงได้ยินพลันร้อนรนขึ้นมา


    “ใครว่าเอี๋ยมเอ๋อร์ไม่สวยกัน ข้าจะไปต่อยมันเดี๋ยวนี้!”


    “ความงามของเอี๋ยมเอ๋อร์ มิอาจใช้คำพูดมาบรรยายได้ เอาแบบนี้ พี่มีบทกลอนสองบทมอบให้เอี๋ยมเอ๋อร์!”


    “มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง”


    สายตานางพลันเปล่งประกาย พลางพึมพำกับตัวเอง


    “มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง”


    “ท่านพี่ ในใจท่านพี่เอี๋ยมเอ๋อร์เป็๲เช่นนี้จริงหรือ?”


    เล่าเจี้ยงหัวเราะออกมา และพยักหน้าไม่หยุด


    “ความงามของเอี๋ยมเอ๋อร์นั้นหาได้ยากนักในโลกนี้ เป็๲รูปโฉมที่ดึงดูดใจ และเป็๲รอยยิ้มงามที่ล่มเมืองจริง ๆ!”


    ซัวเอี๋ยมดีใจมาก ทว่ายังคงก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย


    เล่าเจี้ยงกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง เพียงแต่เป็๲กอดธรรมดา ๆ ไม่มีตุกติกอะไร


    สาวน้อยเองก็ไม่ดิ้นขัดขืน ด้วยคิดถึงอีกฝ่ายมากจริง ๆ 


    “เอี๋ยมเอ๋อร์ ข้าบอกความในใจกับบิดาไปแล้ว”


    “บิดาสัญญากับข้า เมื่อท่านลุงซัวกลับมาจะสู่เ๽้าจากเขา”


    “อืม…” เสียงละมุนดังลอดจากอ้อมดกอดได้เพียงเท่านั้น แทนหัวใจเปี่ยมสุขเท่าทวี






    [1] ฉายาของสี่ยอดพธู ได้แก่ 


    ไซซี ฉายา มัจฉาจมวารี หมายถึง ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ, 

    หวังเจาจวิน ฉายา ปักษีตกนภา หมายถึง ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงนกยังต้องร่วงหล่นจากท้องฟ้า

    เตียวเสี้ยน ฉายาแสงจันทร์หลบโฉมสุดา หมายถึง ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบให้ และ

    หยางกุ้ยเฟย ฉายามวลผกาละอายนาง หมายถึง “ความงามที่ทำให้แม้แต่มวลหมู่ดอกไม้ยังต้องละอาย”